
จุฬาลักษณ์ เตชวัฒนสิริกุล บาลานซ์ทุกด้านของชีวิต
ให้ลงตัวพลันที่ไฟสีแดงของเครื่องอัดเสียงดับลง เป็นสัญญาณว่าจบการพูดคุยเป็นเวลาเกือบ 1 ชั่วโมงเต็มกับ กิ๊ฟจุฬาลักษณ์ เตชวัฒนสิริกุล
โดย...พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน
ให้ลงตัวพลันที่ไฟสีแดงของเครื่องอัดเสียงดับลง เป็นสัญญาณว่าจบการพูดคุยเป็นเวลาเกือบ 1 ชั่วโมงเต็มกับ กิ๊ฟจุฬาลักษณ์ เตชวัฒนสิริกุล กรรมการผู้จัดการฮานจู (ประเทศไทย) ผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มจากประเทศเกาหลี ดู๊ปปี้ ดริ้งค์ (Doopi) คำถามใหญ่ในใจตั้งแต่พบหน้าสาวหน้าใส ก็พลันหายไปในฉับพลัน โดยเฉพาะคำถามใหญ่ว่า ทำไมสาวน้อยวัย 26 ปี ถึงกล้าบ้าบิ่นนำเข้าผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มจากประเทศเกาหลีมาเปิดตลาดในประเทศไทย
“กิ๊ฟโชคดีค่ะได้มีโอกาสเดินทางไปต่างประเทศบ่อย มีครั้งหนึ่งกิ๊ฟไปเกาหลี แล้วมีรุ่นน้องแนะนำให้ลองชิมดู๊ปปี้ ดริ้งค์ เวอร์ชันเกาหลี แค่เพียงจิบแรกที่ดื่มก็บอกกับตัวเองทันทีว่า นี่คือ Love at First Sight และนี่คือเครื่องดื่มที่อร่อยที่สุดที่อยากให้คนไทยได้มีโอกาศลิ้มลอง
กิ๊ฟยอมรับเลยว่า ตอนแรกติดใจแต่รสชาติที่มีเนื้อผลไม้จริงๆ เพราะถ้ามองไปถึงเรื่องแพ็กเกจจิงอย่างอื่น กิ๊ฟว่าไม่ผ่าน ค่อนข้างผู้ใหญ่เกินไป และยังไม่ได้คิดจริงจังว่านำเข้า เพียงแต่ถ่ายรูปเก็บไว้ เผื่อมาคราวหน้าจะมาซื้อกินอีก” สาวกิ๊ฟแชร์ประสบการณ์รักแรกพบกับดู๊ปปี้ ดริ้งค์
ทว่า อาจเพราะพรหมลิขิต หรืออะไรบางอย่าง ทำให้เมื่อเดินทางกลับมาเมืองไทย ผู้บริหารสาวป้ายแดงเกิดนึกถึงเครื่องดื่มน้ำผลไม้นี้ขึ้นมาอีก แต่ปรากฏว่าหาซื้อในเมืองไทยไม่ได้ เลยเห็นช่องทางธุรกิจว่าน่าจะลองนำเข้ามาเปิดตลาดในเมืองไทยดู แต่เส้นทางก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะตอนที่ติดต่อไปจนเกือบจะสำเร็จอยู่แล้ว บริษัทผู้ผลิตทางเกาหลีดันอยู่ในช่วงวิกฤตกำลังจะถูกเทกโอเวอร์
“ตอนนั้นทางเมืองไทยเราเตรียมทุกอย่างไว้หมดแล้ว แต่ทางเกาหลีเจอปัญหา เราก็ทำได้แต่รอว่าบริษัทใหม่ที่เข้ามาจะเปลี่ยนแปลงข้อตกลงมั้ย ตอนนั้นสาหัสมากค่ะ ทำอะไรไม่ได้นอกจากรอ ทุกอย่างต้องชะลอเพื่อรอคำตอบ จำได้ว่าตอนนั้นรออยู่ประมาณ 1 เดือน ทางบริษัทใหม่ที่เข้ามาก็ตอบตกลง ทุกอย่างดำเนินการไปตามเดิม เราก็โล่งเลยค่ะ”
นอกจากจะเจออุปสรรคตั้งแต่เริ่มแล้ว สาวกิ๊ฟบอกว่า เพราะเป็นบริษัทเล็กๆ ที่เริ่มต้นจากความมุ่งมั่น ทำให้เธอมีโอกาสเรียนรู้ประสบการณ์อีกหลายสิ่งหลายอย่าง เพราะต้องลงมือทำเองหมด ตั้งแต่การทำเรื่องขอนำเข้าสินค้า ซึ่งกิ๊ฟบอกว่าเธอศึกษาจากอินเทอร์เน็ตเอง ติดต่อเอง แม้ต้องแลกมาด้วยความเหน็ดเหนื่อย แต่อย่างน้อยเธอก็ได้ความรู้ติดตัวหากในอนาคตต้องการนำเข้าผลิตภัณฑ์อื่นอีก
“มีคนสงสัยเหมือนกันว่าทำไมกิ๊ฟเลือกนำเข้าน้ำผลไม้แบบมีเนื้อผลไม้จากเกาหลี แทนที่จะเป็นญี่ปุ่น ต้องยอมรับว่าญี่ปุ่นมีของน่ารักเยอะ แต่ราคาค่อนข้างสูง มองในแง่ตลาดอาจตีตลาดยาก ขณะที่ของเกาหลีราคาจะถูกกว่า แต่คุณภาพก็อยู่ในระดับโอเค ดังนั้นกิ๊ฟจึงไม่ลังเลที่จะขึ้นมาเป็นผู้นำเข้าน้ำผลไม้ที่มีเนื้อผลไม้เจ้าแรกและเจ้าเดียวในไทย”
ความสำเร็จก้าวแรกที่ยิ่งใหญ่ครั้งนี้ของผู้หญิงตัวเล็ก ดูผิวเผินอาจได้มาง่ายๆ แต่เมื่อคุยให้ลึกจะพบว่าประสบการณ์ทุกอย่างที่เธอสั่งสมมา คือดอกผลแห่งความสำเร็จในวันนี้
“กิ๊ฟจบคณะวารสารฯ มา คิดมาตลอดว่าอยากทำธุรกิจของตัวเอง โดยตั้งเป้าให้เป็นธุรกิจที่ค่อยๆ โต ค่อยเป็นค่อยไป กิ๊ฟสั่งสมประสบการณ์ตั้งแต่สมัยเรียน เพราะเราเป็นคนมีหัวการค้า ชอบขายของ กิ๊ฟว่าเราเป็นเจ้าแรกด้วยซ้ำที่เอาเครื่องสำอางมาวางขายในตลาดนัดของมหาวิทยาลัย พอขายดี มีคนตาม กิ๊ฟก็เลิกเลย เพราะไม่ชอบทำธุรกิจอะไรที่ซ้ำกับคนอื่น เหมือนอย่างตอนนี้มีคนถามว่าทำไมไม่นำเข้าเสื้อผ้าเครื่องสำอาง กิ๊ฟมองว่ามีคู่แข่งเยอะ เราไปแข่งด้วยก็จะเหนื่อยเปล่า สู้มาหาช่องทางที่ยังไม่มีคนทำจะดีกว่า”
สำหรับอนาคตกิ๊ฟยังไม่มองไปไกล เพราะบริษัทเพิ่งเริ่มต้น เงินทุนยังไม่มากนัก ดังนั้นกำไรมหาศาลอาจไม่ใช่โจทย์ใหญ่ตอนนี้ เป้าหมายเวลานี้คือ ให้ผู้บริโภคชอบ เปิดใจรับผลิตภัณฑ์ดู๊ปปี้ ดริ้งค์ ซึ่งกิ๊ฟมองว่าความพึงพอใจมีค่ามากกว่าตัวเงิน
“ถ้ามองในตลาดเอเชีย กิ๊ฟว่าตลาดเครื่องดื่มของไทยยังมีความหลากหลายน้อยมาก ส่วนใหญ่จะเป็นเครื่องดื่มประเภทเดียวกันแต่เปลี่ยนยี่ห้อไป ซึ่งกิ๊ฟมองว่าธุรกิจนี้ยังมีโอกาสอีกมาก ไม่แน่ในอนาคตกิ๊ฟอาจจะทำแบรนด์ใหม่ขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์สร้างความหลากหลายในธุรกิจนี้”
อย่างไรก็ตาม ถึงจะปฏิเสธหันหลังให้ธุรกิจประเภทความสวยความงาม แต่กิ๊ฟยอมรับว่าเป็นผู้หญิงรักสวยรักงาม ชอบแฟชั่นเอามากๆ ชอบตามเทรนด์แฟชั่นใหม่ๆ แล้วเอามาประยุกต์ให้เข้ากับตัวเอง และก่อนหน้าที่จะมาเริ่มธุรกิจแรกในชีวิตอย่างจริงจัง เธอยังเคยเปิดร้านเสื้อผ้าออนไลน์มาแล้ว แต่เพราะหันมาทุ่มเทให้ธุรกิจหลักจึงตัดสินใจเลิกทำร้านเสื้อผ้าไป
สำหรับหลักการทำงานของผู้บริหารสาววัย 26 ปี คือ ยอมรับฟังความคิดเห็นซึ่งกันและกัน จะไม่ยึดตัวเราเป็นศูนย์กลาง แต่เราจะวางศูนย์กลางไว้ที่ตัวขององค์กร พร้อมรับฟังทุกความคิดเห็นของผู้ร่วมงาน และนำไปปรับปรุงให้องค์กรมีการพัฒนาต่อไปได้สูงที่สุด เพราะเราเชื่อว่าความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว ต้องอาศัยการสร้างทีมงานที่มีประสิทธิภาพ
ส่วนเป้าหมายในการดำเนินชีวิต ทำทุกๆ อย่างที่เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตเราให้ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นงาน ความรัก และครอบครัว พยายามจะทำทุกอย่างให้บาลานซ์กัน เพราะเชื่อว่าที่สุดแล้วของความสุขในชีวิตเราจะขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปไม่ได้เลย







