posttoday
นักเดินทางในโลกมืด ‘วรรณวัฒน์ มีอัฐมั่น’

นักเดินทางในโลกมืด ‘วรรณวัฒน์ มีอัฐมั่น’

24 เมษายน 2553

เรื่อง / ภาพ : กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย

 

ใครว่าผู้พิการทางสายตามองไม่เห็นน้ำทะเลสีคราม หาดทรายสีขาว หรือป่าไม้สีเขียว ทุกคนมองเห็นมันได้ในจินตนาการ แม้ว่าสีครามของทุกคนจะต่างกัน แต่ความสุขที่ได้สัมผัสความนุ่มของเนื้อทราย หรือกลิ่นอายของใบหญ้านั้นปรากฏชัดเจน “วรรณวัฒน์ มีอัฐมั่น” หรือ สาน หมอนวดฝีมือดีแห่งโรงแรมแชงกรีลา กรุงเทพฯ ผู้อยู่ในความมืดมาตั้งแต่อายุ 14 ปี หลังการผ่าตัดรักษาอาการสายตาสั้นที่ทำให้เส้นประสาทถูกตัดออกจากจอภาพอย่างถาวร แต่ความมืดครอบงำใจได้เพียงชั่วขณะ พลังความไม่ท้อแท้สิ้นหวังฉายแสงนำทางให้สานก้าวเดินหน้าต่อไปสู่เมืองใหญ่ กรุงเทพมหานคร

“ตอนนั้นที่คุณหมอบอกว่าสายตาคุณมองไม่เห็นแล้ว ก็คิดเลยว่าเราจะกินข้าวยังไง จะจับช้อนยังไง เราจะเดินออกจากห้องนอนยังไง คือมันมีความรู้สึกว่าทุกอย่างมันมืดมนไปหมด เหมือนกับเราต้องเริ่มใหม่หมดทุกอย่าง แต่ในจิตใจก็คิดว่ายังมีคนตาบอดอีกเยอะแยะ สิ่งที่คนตาบอดทำได้ เราเป็นคนตาบอดคนหนึ่งเหมือนกันก็ต้องทำได้ ก็เลยบอกพ่อว่าผมไม่อยากอยู่บ้านเฉยๆ พ่อก็เลยส่งมาเรียนที่กรุงเทพฯ”

เมื่อเด็กจากพิษณุโลกต้องมาใช้ชีวิตในเมืองหลวงพร้อมกับความมืดที่ไม่เคยพบเจอ ทำให้สานต้องหาอาชีพยึดเหนี่ยวศึกษาเล่าเรียนไปพร้อมกับการเรียนหนังสือ สานได้ฝึกวิชาการนวดจากสถานฟื้นฟูผู้พิการทางสายตา และเปิดกิจการนวดเล็กๆ เป็นของตัวเอง และ ณ ที่แห่งนี้เองที่ทำให้เขาพบกับความรักที่ยืนยงมาจนถึงปัจจุบัน

การมีครอบครัวทำให้สานต้องหาอาชีพที่มั่นคงและสามารถเลี้ยงครอบครัว เขาจึงตัดสินใจเขียนใบสมัครมาเป็นหมอนวดที่โรงแรมแชงกรีลา กรุงเทพฯ และด้วยทักษะภาษาอังกฤษที่ดีพอใช้ บวกกับการให้โอกาสสร้างอาชีพให้ผู้พิการของทางโรงแรม ทำให้สานได้เข้าทำงานเป็นหมอนวดประจำ ซึ่งนับว่าเป็นรายได้หลักของครอบครัวมีอัฐมั่น ที่ในตอนนี้มีลูกวัยน่ารักเพิ่มขึ้นอีก 2 คนแล้ว

“ถ้าถามว่าต้องออกมานวดทุกวันเหนื่อยมั้ย ก็มีบ้างนะครับ แต่พอกลับไปรู้ว่าลูกมีความสุข ได้ยินเสียงลูกเล่น ได้ยินเวลาลูกอ่านหนังสือ มันทำให้ความเหนื่อยตรงนั้นหายไป” สาน ยังได้เล่าถึงไลฟ์สไตล์ของตัวเองด้วยว่า เมื่อตอนเป็นวัยรุ่นเป็นคนที่ชอบเล่นดนตรี พอมีเวลาว่างมักจะออกไปเล่นดนตรีกับเพื่อนๆ แต่ในตอนนี้สานมีครอบครัวแล้ว ทำให้ชีวิตต้องมุ่งไปยังครอบครัวให้มากที่สุด เวลาวันหยุดก็จะพาครอบครัวไปเที่ยว ไปใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัว หรือทำอะไรก็ได้ที่ทำให้ครอบครัวมีความสุข

“สถานที่โปรดของครอบครัวคือพุทธมณฑล ส่วนใหญ่จะไปไหว้พระ พอไหว้พระเสร็จก็ไปทานอาหารที่นั่น พักผ่อนที่นั่น ลูกเขาจะได้มีที่กว้างๆ ได้วิ่งเล่นอยู่ที่นั่น”

และเมื่อถามถึงสถานที่ในฝันที่อยากไปมากที่สุดในชีวิต สานได้เท้าความให้ฟังตั้งแต่สมัยยังเป็นเด็กที่ชอบออกไปเตะฟุตบอลกับเพื่อน จนถึงความฝันในตอนนี้ที่ก็ยังอยากเตะฟุตบอลอยู่ และยังอิดออดไม่ยอมตอบคำถามเหมือนกำลังเขินอายในคำตอบนั้น จนผู้ถามต้องคะยั้นคะยอและพูดออกมาในที่สุดว่า “อยากไปอังกฤษ” เพราะสานอยากไปสัมผัสสนามฟุตบอลของประเทศอังกฤษสักครั้งในชีวิตให้สมกับเป็นแฟนฟุตบอลทีมชาติอังกฤษตัวยง แต่โอกาสทำให้เขาได้ท่องเที่ยวไปไกลสุดถึง จ.ลำปาง และใต้สุดที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์

“ไม่เป็นไร จะใกล้หรือไกล แค่ได้ไปกับครอบครัวก็มีความสุขแล้ว”

สถานที่แนะนำที่สานขอนำเสนอแก่เพื่อนผู้พิการทางสายตาให้ไปกันคือชายทะเล เพราะจะเป็นสถานที่ที่ทำให้ทุกคนได้สัมผัสและรับรู้ได้มากที่สุด ทั้งน้ำทะเลที่ไม่เพียงได้แช่ แต่ยังได้ชิมความเค็มของมัน หาดทรายร่วนซุยที่จะสัมผัสได้ถึงความหนานุ่ม เสียงคลื่นซัดสาดกระทบฝั่ง ความร้อนของแสงแดดส่องมายังผิวหนัง รวมไปถึงสัตว์บนหาด เช่น ปูลม ปูเสฉวน ที่สามารถหาจับได้ง่าย สิ่งที่ผู้พิการทางสายตาได้สัมผัสเหล่านี้ มันทำให้เกิดเป็นภาพในจินตนาการ แม้ว่าเขาจะไม่รู้หรอกว่าเปลือกหอยมีลวดลายอย่างไร แต่จินตนาการจะทำให้พวกเขามีความสุข

เมื่อถามว่า “ถ้าสานเดินทางไปเจอตะเกียงวิเศษแล้วมียักษ์ใจดีให้ขอพรได้หนึ่งข้อ สานจะขออะไร“

คำตอบที่คาดไว้ในใจผู้ถามคือ ขอให้ตัวเองกลับมาเป็นปกติอีกครั้ง แต่สานตอบว่า “อยากจะให้คนพิการทุกคนมีงานทำ มีเพื่อน มีครอบครัวที่อบอุ่นอย่างที่ผมอยากมีและได้มี” และยังกล่าวต่อด้วยว่า สิ่งที่ผู้พิการทุกคนต้องการมากที่สุดคือการทำตามเป้าหมายในชีวิต พวกเขาจะคิดว่าความพิการมันเป็นปมด้อยที่ทำให้เป้าหมายหายไป แต่ถ้าพวกเขาได้โอกาสในการทำงาน มันจะสร้างความสำคัญทำให้ชีวิตมีคุณค่าและมีความกล้าที่จะทำตามความฝัน @@@

ป.ล. ถ้าบทความนี้ได้แปลเป็นภาษาเบรลก็คงดี

ข่าวล่าสุด

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่