posttoday
พระอรหันต์อยู่ไหน

พระอรหันต์อยู่ไหน

20 สิงหาคม 2556

ในอดีตกาลนานมาแล้ว ที่ประเทศญี่ปุ่น มีพระใหม่รูปหนึ่งมีความสุขมากที่ได้ประพฤติปฏิบัติธรรม

โดย...ว.วชิรเมธี ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตตยาลัย

อย่าตามแมวไป

ในอดีตกาลนานมาแล้ว ที่ประเทศญี่ปุ่น มีพระใหม่รูปหนึ่งมีความสุขมากที่ได้ประพฤติปฏิบัติธรรม อยู่มาวันหนึ่งขณะกำลังนั่งสมาธิ ตอนตี 5 มีแมวมาจากไหนก็ไม่รู้ มาร้องอยู่หน้ากุฏิ ท่านจึงลืมตาออกจากสมาธิ มองไปที่แมว แล้วก็เกิดความรู้สึกสงสารว่า

“ตายล่ะ น่ารักนะ หิวละสิเนี่ย ลูก หิวใช่มั้ย”

ท่านก็พูดกับแมวนะ สักพักหนึ่งท่านก็เลยออกจากสมาธิ แล้วไปหาโยมที่อยู่หลังวัด

“โยม ขอนมจอกหนึ่ง”

โยมถามว่า “เอาไปทำไม”

“ให้แมว” ท่านตอบ

แล้วท่านก็ได้นมมาจอกหนึ่งให้แมว พอแมวกินนมเสร็จ ก็หลับปุ๋ย ท่านก็นั่งสมาธิ พอตอนเที่ยงวัน แมวก็ตื่นแล้วร้องอีก พระก็สงสาร ไปหาโยม โยมก็ให้มาอีกจอกหนึ่ง ให้แมวกิน แมวกินเสร็จก็หลับปุ๋ย พอแมวหลับท่านก็นั่งสมาธิ ตกเย็นมาแมวก็ร้องอีก ท่านก็นึกดูว่า

“เอ! วันนี้ไปขอนมโยมตั้งสองรอบ ถ้าไปอีกรอบหนึ่งคงโดนด่าแน่ แต่ถ้าไม่ไปแมวก็หิว เราก็นั่งสมาธิไม่ได้” ท่านจึงอุ้มแมวไปหาโยม

โยมเปิดประตูออกมาบอกว่า

“ไม่ต้องขอล่ะ หลวงพี่”

“ทำไมล่ะ โยม”

“โยมว่า หลวงพี่เอาวัวไปเลี้ยงแล้วกัน”

พระรูปนั้นก็เลยได้วัวมาตัวหนึ่ง เอามาผูกไว้ที่ใต้ถุนกุฏิ แล้วท่านก็รีดนมวัว

วันแรกที่ท่านรีดนมวัว ท่านถูกวัวเตะ เพราะในชีวิตไม่เคยรีดนมวัวมาก่อน แล้วพอวัวเห็นผ้าเหลืองๆ มันก็ไม่คุ้น ก็เตะท่าน ล้มคว่ำคะมำหงาย แต่ท่านก็ต้องทำ เพราะท่านสงสารแมว

รีดนมวัวได้อยู่สองสามวัน ปรากฏว่าน้ำนมหมด ท่านก็ไปหาโยมอีกครั้ง

“โยม วัวไม่มีน้ำนมละ อาตมาต้องทำยังไง”

“อ้าว แล้วท่านทำยังไงล่ะ ก็โยมให้วัวไป”

“อาตมาก็รีดนมทุกวัน”

“แล้ววัวกินอะไรล่ะ”

“อ้าว แล้ววัวต้องกินอะไร”

ท่านไม่รู้เรื่องเลย เนื่องจากเป็นพระ โยมก็บอกว่า

“วัวต้องกินหญ้า”

“หญ้าอยู่ไหนล่ะ โยม”

“อยู่กลางทุ่ง ท่านไปเกี่ยวเอาสิ”

ท่านก็เลยผูกวัวไว้ใต้ถุน เอาแมวไว้ในห้อง สวมงอบแล้วออกไปเกี่ยวหญ้าอยู่กลางทุ่ง เกี่ยวไป เกี่ยวมา ก็ไปเกี่ยวถูกมือตัวเองเข้า เลือดไหล ท่านตกอกตกใจ กลับไปหาโยม

“โยม ไปสอนอาตมาเกี่ยวหญ้าหน่อย เนี่ยดูสิ มือนี่ร่องแร่งเลย จะขาดอยู่แล้วเนี่ย เคียวมันเกี่ยวมือ”

โยมก็ว่า “เรื่องมากจังเลย นังหนู ไปช่วยหลวงพี่หน่อย”

ลูกสาวก็ออกมาสวมงอบ แล้วไปสอนหลวงพี่เกี่ยวหญ้าอยู่กลางทุ่ง เกี่ยวมาเกี่ยวไป เคียวไปเกี่ยวจีวรหลุด พระรูปนั้นไม่รู้จะทำยังไง กลับมาก็เลยไปหาโยม

“โยม อาตมาขอแสดงความรับผิดชอบ”

“รับผิดชอบยังไง”

“ก็ไม่รู้ เกี่ยวหญ้าไปเกี่ยวหญ้ามา เราสองคนก็เลยเกี่ยวก้อยซึ่งกันและกัน”

ตกลงท่านก็ต้องลาสิกขา ออกจากวัดมา อุ้มแมวมาตัวหนึ่ง ได้ภรรยาคนหนึ่ง และวัวอีกตัวหนึ่ง จากนั้นท่านก็มีความสุขมากกับโลกใหม่ของท่าน คือท่านเห็นดอกกุหลาบในแจกันเพียงดอกเดียว ท่านก็คิดว่ามันสวยที่สุด ท่านยังไม่เคยเห็นดงกุหลาบ ผู้หญิงสวยที่สุดมีอยู่คนเดียว ท่านก็คิดว่าดีที่สุด

ช่วงโปรโมชันกำลังเป็นคู่ข้าวใหม่ปลามัน ทิดสึกใหม่มีความสุขเหลือเกิน ต่อมาปรากฏว่ามีลูก พอมีลูกแล้ว เป็นช่วงหลังโปรโมชัน ภรรยาไม่เลี้ยงลูกเลย ยกให้สามีเลี้ยงลูก สามีก็ต้องเลี้ยงลูก และตรงนั้นเขาจึงรู้ว่า นรกมีจริง

หลังโปรโมชันแล้ว ต้องเลี้ยงลูกเอง ต้องหาอยู่หากินเอง ต้องไปเกี่ยวหญ้าเลี้ยงวัว ต้องรีดนมวัว เลี้ยงทั้งคน เลี้ยงทั้งแมว เลี้ยงทั้งตัวเอง ภรรยาเล่นไพ่เป็นหลัก ลูกร้องขึ้นมาก็ปลอบเป็นบ้าง ไม่เป็นบ้าง กลางคืนไม่ได้หลับไม่ได้นอน แทบล้มประดาตาย แล้วต้องหาเงินมาป้อนให้ภรรยา ป้อนเท่าไรเธอก็ไม่อิ่ม เท่านั้นยังไม่พอ มีเรื่องตบเรื่องตี ตบตีทีไร ทิดสึกใหม่ก็แพ้ เพราะภรรยานั้นเจนเวทีกว่าเยอะ

วันหนึ่งเมื่อภรรยาหนีไปเล่นไพ่ ลูกร้องขึ้นมา อาหารก็ไม่มี ข้าวก็ไม่มีจะกรอกหม้อ ทุกข์แทบล้มประดาตาย ท่านถึงกับร้องห่มร้องไห้ จากนั้นก็ม่อยหลับไปทั้งลูกทั้งพ่อ เมื่อตื่นขึ้นมาอีกทีหนึ่ง ท้องก็ร้อง ไม่รู้จะทำอย่างไร มองหาแมวก็ไม่เจอ มองหาเมียก็ไม่อยู่ เลยอุ้มลูกน้อยกลอยใจ ต้นตอของความทุกข์ เดินลัดเลาะออกจากบ้านไป เดินมาเดินไป ใจลอยไปเรื่อย ทุกข์ตรมขมไหม้แทบล้มประดาตาย พลางคิดไปว่า ไม่นึกว่าหลังโปรโมชันจะต้องมาเลี้ยงทั้งแม่ของภรรยา เลี้ยงภรรยา เลี้ยงวัว เลี้ยงตัวเอง แล้วก็ต้องเลี้ยงลูก ทุกข์เหลือเกิน ทุกข์หนอ ภาวนาไปเรื่อยๆ จนเดินเข้าวัดไปโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว เดินเข้าวัดแล้วท่านก็ไปหยุดยืนอยู่หน้าโบสถ์ พลางคิดว่า

“เราเคยบวชอยู่วัดนี้ เราเคยนั่งสมาธิอย่างมีความสุข แล้วตอนนี้ความสุขมันไปไหนหนอ”

เดินไปเดินมา ลัดเลาะไป จนกระทั่งไปถึงท้ายวัด ไปเจอกุฏิตัวเองเข้า ในอ้อมแขนก็อุ้มลูก มองกุฏิตัวเองแล้วคิดว่า

“เราเคยอยู่กุฏินี้ เราเคยลุกมานั่งสมาธิอย่างมีความสุข เราอยากกลับไปมีความสุขอย่างนั้นเหลือเกิน แล้วความสุขอย่างนั้นมันหายไปจากชีวิตเราตั้งแต่เมื่อไร”

พิจารณาไป พิจารณามา ก็เห็นแมวตัวเดิมนอนอยู่บนขื่อ ท่านจึงนึกขึ้นมาได้

“อ๋อ ฉันเข้าใจละ ความสุขฉันมันหายไป เพราะแกตัวเดียว”

นิทานพุทธปรัชญาเซนก็จบลงตรงนี้

กำจัด ‘แมว’ ชีวิตเป็น ‘สุข’

เห็นหรือยังโยม ว่าปัญหาอยู่ตรงไหน อยู่ตรงแมวหรืออยู่ตรงไหน อยู่ที่พระรูปนั้นท่านใจลอย ถ้าใจลอยแล้วเราจะพลาด เราจะไม่รู้ว่าอะไรคือหน้าที่ที่แท้จริงของเรา ก็ในเมื่อท่านเป็นพระ ท่านก็ต้องเป็นพระให้ดีที่สุด พอท่านลืมตัวไปนิดเดียว ท่านก็ไปเลี้ยงแมว พอท่านเลี้ยงแมว ท่านก็มีภาระเพิ่มขึ้น จากนั้นภาระก็เพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้น สุดท้ายก็เลยต้องเลี้ยงทั้งแมว เลี้ยงทั้งเมีย

ในที่สุดท่านก็บรรลุสัจธรรมว่า

“อ๋อ ถ้าฉันไม่ตามแมวตัวนั้นไป ความสุขยังอยู่ครบ”

เราทั้งหลายในที่นี้เคยเดินตามแมวตัวนั้นมั้ย

เราต่างมีแมวกันคนละตัว อะไรก็ตามที่โยมกำลังตามมันต้อยๆ แล้วมันริบเอาความสุขจากชีวิตไปทั้งหมด นั่นก็คือ “แมว”

แมวบางตัวไม่ได้กินสามมื้อ ไม่ได้กินแค่อาหาร กินเงิน กินเวลา กินสุขภาพ กินความคิด กินสติปัญญา กินความสุข

ท่านทั้งหลายต้องพิจารณา แมวบางตัวท่านต้องปล่อยมันบ้าง กลับไปเนี่ย ไปปล่อยแมว มีแมวบางตัวที่ท่านต้องดูแล จำกัดขอบเขตลงไปว่าดูแลแมวได้กี่ตัว อายุอย่างเรานี้ เวลาอย่างเรานี้ สุขภาพอย่างเรานี้ การงานอย่างเรานี้ จะดูแลแมวได้กี่ตัว

เรามีเวลาจำกัด คงเที่ยวทำทุกอย่างไม่ได้ อะไรคือภาระหน้าที่ที่แท้จริงของเรา โฟกัสอยู่กับสิ่งนั้น จำเพาะเจาะจงอยู่กับสิ่งนั้น

อย่าให้แมว คือ ความคิด

อย่าให้แมว คือ สิ่งซึ่งไม่จำเป็นสำหรับชีวิต ที่มันเผอิญหลุดเข้ามาในชีวิตของเรา แล้วมาชัก มาลาก มานำเราไป พลอยทำให้เราต้องเสียเวลาไปครึ่งค่อนชีวิต

อย่าตามแมวที่ชื่อ ความคิด และความคิดที่ชื่อว่า ความฟุ้งซ่าน ไป ทุกข์แทบตายกันทั้งนั้น

ข่าวล่าสุด

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม.  เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม. เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่