
บุ๊กแฟร์ ทางรอดทางเลือก สำนักพิมพ์เล็ก
โดย...แป้งร่ำ
โดย...แป้งร่ำ
งานเทศกาลหนังสือครอบครัวนักอ่านเพิ่งพ้นไปเมื่อเดือนที่ผ่านมา ยังไม่ทันข้ามเดือนก็มีการแถลงข่าวจาก “สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย” (PUBAT) ถึง “เทศกาลหนังสือวันแม่ @ Airport Link” ที่จัดขึ้น ณ แอร์พอร์ตลิงค์ สถานีมักกะสัน ตั้งแต่วันนี้-18 ส.ค.
“จรัญ หอมเทียนทอง” นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ ที่เพิ่งรับตำแหน่งมาหมาดๆ บอกว่า งานเทศกาลหนังสือในครั้งนี้ต่างจากงานครั้งอื่นๆ เพราะนอกจากหนังสือราคาลดสุดๆ กว่า 250 บูธ โปรโมชั่นบุ๊กเฟต์หนังสือ one bag one price ราคา 99 บาท รวมถึงประมูลหนังสือศิลปินดาราในทุกวันแล้ว ยังมีกิจกรรมเวิร์กช็อปต่างๆ ที่เกี่ยวกับงานศิลปะมาสอนฟรีๆ ด้วย
แต่ถึงจะแตกต่าง!! ก็มีข้อกังขาไม่น้อยว่าจัดงานบุ๊กแฟร์กันบ่อยไปหรือเปล่า แล้วร้านหนังสือจะอยู่กันได้อย่างไร ในเมื่อมีเทศกาลลดราคาหนังสือกันตลอดทั้งปีแบบนี้ เพราะแค่ปีนี้ถ้าไม่นับงานในจังหวัดต่างๆ แล้ว งานหนังสือในกรุงเทพฯ ก็จัดไปแล้ว 3 ครั้ง และแว่วว่าครึ่งปีหลังนี้อาจจะมีจัดเพิ่มอีกถึง 4 ครั้งด้วยกัน โอ้วเท่ากับปีนี้ทั้งปีจากที่เคยมีเพียง 3 ครั้ง ก็อาจเพิ่มเป็น 7 ครั้ง!!!
นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ ป้ายแดง บอกว่า การจัดเทศกาลหนังสือเป็นเรื่องจำเป็น เพราะสถานการณ์วงการธุรกิจหนังสือตอนนี้ไม่ดีนัก โดยเฉพาะสภาวะของสำนักพิมพ์ขนาดกลางและขนาดเล็ก
“ภาวะเศรษฐกิจตอนนี้อยู่ในสภาพคลุมเครือ มีแนวโน้มถดถอย ทุกคนกลัว ทุกธุรกิจต้องมีปัญหากระทบไม่มากก็น้อย เพียงแต่วิกฤตที่ผ่านมาหนังสือจะกระทบน้อยที่สุด ตอนนี้อยู่แบบทรงๆ ไม่ถึงกับทรุด แต่ก็ไม่ก้าวหน้า ย่ำอยู่กับที่ แต่คนทำหนังสือทุกคนต้องระวังมากขึ้น แม้จะมีรุ่นใหม่ประสบความสำเร็จเยอะก็ตาม เพราะหนังสือเป็นสินค้าที่คนซื้อใช้ความพึงพอใจในการตัดสินใจ แล้วยิ่งในยามเศรษฐกิจตกต่ำ ทุกคนจะหันมาอ่านหนังสือมากขึ้น เพราะสามารถเยียวยาจิตใจเขาได้ งานบุ๊กแฟร์ต่างๆ ที่สมาคมจัดขึ้น ก็เพื่อช่วยเหลือสำนักพิมพ์ที่ไม่มีหน้าร้านให้ขายหนังสือได้เงินสด ให้ได้ระบายสต๊อกของคนทำหนังสือ และเพื่อให้คนอ่านหนังสือได้พบกับหนังสือที่ตัวเองไม่เคยเจอในร้าน”
แม้จะมีคำเปรียบเปรยส่อเสียดว่า คนไทยอ่านหนังสือไม่กี่บรรทัด ทว่ากลับสวนทางกับการออกหนังสือใหม่ๆ ที่นับวันยิ่งมีจำนวนมาก จนส่งผลต่อพื้นที่จัดวางจำหน่ายที่มีจำกัดและต้องคัดสรรหนังสือวางขายหน้าร้าน
“ไม่ใช่ความผิดของร้านที่ไม่วางหนังสือ แต่หนังสือตอนนี้มากจนร้านหนังสือวางไม่ทัน ในร้านหนังสือทุกพื้นที่มีราคา การจัดวางหนังสือนอกจากค่าสายส่งที่ต้องจ่ายแล้ว ก็มีค่าจัดการพิเศษ ต้องจ่ายค่าเชลฟ์เพื่อให้หนังสือที่ผลิตไปได้วางในพื้นที่เด่น คนทำหนังสือบางคนที่อหังการก็ไม่ยอมจ่ายให้ เลยไม่มีพื้นที่ดีๆ ให้วางหนังสือ เอาไปอยู่หลังร้าน ส่วนพื้นที่ที่คนเห็นชัดต้องจ่ายเงิน แล้วคนเข้าร้านมีสักกี่คนที่มีหนังสือในใจ ส่วนใหญ่เจอเล่มน่าสนใจถึงซื้อ แต่เมื่อเห็นปัญญาเป็นสินค้าเมื่อไหร่ก็จบ บุ๊กแฟร์จึงเป็นทางออกทางหนึ่งของสำนักพิมพ์ที่ไม่สามารถตั้งโชว์ได้ในร้านหนังสือ ดังนั้นไม่ต้องแปลกใจที่เมื่อไหร่มีงานเทศกาลหนังสือคนถึงมืดฟ้ามัวดิน ทุกวันนี้ทั้งนักอ่านหลายคนทั้งสำนักพิมพ์หลายแห่งมีพฤติกรรมซื้อหนังสือหรือทำหนังสือแค่ปีละสองครั้งเท่านั้น” จรัญ กล่าว
สอดคล้องกับแนวความคิดของนักเขียนหนุ่ม “พิสิฐ ภูศรี” ที่สร้างชื่อไว้ด้วยงานเรื่องสั้นหลายเรื่อง แต่เพราะช่วงหลังๆ เขามองว่ารวมเรื่องสั้นไม่ใช่หนังสือที่จะขายได้ในร้านหนังสือด้วยระบบปกติทั่วไปอีกแล้ว รวมเรื่องสั้น 2 เรื่องของเขาในช่วงปีที่ผ่านมาทั้ง “สาวเสื้อแดง” ที่เสียดสีการเมืองได้อย่างแสบคัน และ “20 เรื่องสั้นคัดสรร 20 ปีแห่งการเขียน” จึงใช้วิธีพรินต์ ออน ดีมานด์ และจำหน่ายผ่านกระแสโซเชียลเน็ตเวิร์ก
“นอกจากจะไม่ต้องการเสนองานตัวเองตามสำนักพิมพ์ที่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะผ่านการพิจารณา การขายงานผ่านโซเชียลมีเดียก็เป็นส่วนที่ทำให้รู้จำนวนที่ต้องพิมพ์ และได้สื่อสารกับคนอ่านโดยตรง”
ตอนนี้สำนักพิมพ์ (ขนาดเล็ก) ที่พิมพ์งานวรรณกรรมหลายแห่ง ก็หันมานิยมใช้โซเชียลมีเดียในการเสนอขายผลงานไปยังผู้อ่าน อาทิ สำนักพิมพ์ผจญภัย สำนักพิมพ์ในดวงใจ สำนักพิมพ์สามัญชน ฯลฯ เพราะไม่สามารถแย่งชิงพื้นที่ดีๆ ในร้านหนังสือได้ รวมถึงการออกมาพบผู้อ่านโดยตรงในงานบุ๊กแฟร์ ก็เป็นอีกหนทางหนึ่งที่ทำให้พวกเขาอยู่รอด เป็นทางเลือกทางรอด ด้วยสภาวะจำเป็น







