ข้าวนึ่ง และข้าวจี่...กับหนึ่ง อีทีซี เจ้านายแสนรัก
ถ้าให้นับ “หนึ่ง อีทีซี” หรือ “อภิวัฒน์ พงษ์วาท” เป็นคนจำพวกรักหมาและชอบเลี้ยงหมามาก เห็นจะไม่ผิดแปลกอะไร
โดย...ตุลย์ จตุรภัทร ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี
จากซ้ายมือ ข้าวนึ่ง หนึ่ง อีทีซี และข้าวจี่
ถ้าให้นับ “หนึ่ง อีทีซี” หรือ “อภิวัฒน์ พงษ์วาท” เป็นคนจำพวกรักหมาและชอบเลี้ยงหมามาก เห็นจะไม่ผิดแปลกอะไร เพราะเขาเป็นคนรักหมาและชอบเลี้ยงหมามากจริงๆ หลังจากที่เขามีบ้านเป็นของตัวเอง (หลังจากอยู่กับเพื่อนๆ ในวงมาสักช่วงเวลาหนึ่ง) เขาก็ได้เลี้ยงน้องหมาไว้เป็นเพื่อนคู่ใจ ซึ่งสุนัขพันธุ์มินิบูลเทอเรีย คือพันธุ์ที่เขาถูกตาต้องใจ จนต้องซื้อมาเลี้ยงไว้ถึง 2 ตัว ตัวหนึ่งมีชื่อว่า “ข้าวนึ่ง” และอีกตัวมีชื่อว่า “ข้าวจี่”
“ผมเป็นคนชอบเลี้ยงหมาตั้งแต่เด็ก ตั้งแต่อยู่ จ.เชียงใหม่ กับครอบครัว ครอบครัวผมเป็นครอบครัวรักหมาและชอบเลี้ยงหมามาก พอมากรุงเทพฯ ก็มาอยู่กับเพื่อนๆ ในวง ซึ่งไม่สะดวกเลี้ยง แต่พอมีบ้านเป็นของตัวเอง แถมยังอยู่คนเดียว ผมเลยไม่ลังเลที่จะเลี้ยงหมา ซึ่งผมตัดสินใจเลี้ยงพันธุ์มินิบูลเทอเรีย เพราะบุคลิกภายนอกของมันน่ารัก แต่ก็มีคนบอกว่า ถ้าเลี้ยงไม่ดี มันจะดุนะ แต่ผมถูกตาต้องใจ เลยซื้อมาเลี้ยงไว้ ตอนนี้มี 2 ตัวครับ เพศผู้ทั้งคู่”
อภิวัฒน์ไปเจอข้าวนึ่งที่งานเกษตรแฟร์ เขาเผยว่า เห็นมันซ่าดี เลยซื้อมาเลี้ยง แต่พอเอามาเลี้ยงแล้วก็พบว่า เจ้าตัวนี้ป่วยบ่อยมาก แต่พอปีที่ 2 ก็เริ่มลงตัวขึ้น แข็งแรงขึ้น
“ส่วนข้าวจี่ ผมซื้อมาจากฟาร์มที่ จ.เชียงราย ตัวนี้ตระกูลดี มีเพ็ดดีกรี ลงตัว นิสัยดี ป่วยไข้ไม่ค่อยมี แต่ในปีแรกที่ผมเอามันมาเลี้ยง ผมค้นพบว่า สุนัขเพศเดียวกัน มันข่มกัน มันจะต้องแย่งกันเป็นจ่าฝูง แต่เราซื้อมาแล้ว ทำไงได้ ก็หาทางให้มันอยู่ร่วมกัน พาไปเข้าโรงเรียน เพื่อฝึกให้เข้าสังคมเป็น ฝึกอยู่ 3 เดือน ก็ยังมีปัญหากันอยู่ เลยตัดสินใจพามันไปทำหมันทั้งคู่ ซึ่งก็ช่วยเรื่องลดพฤติกรรมก้าวร้าวและลดการแสดงออกแบบข่มขวัญเพื่อเป็นจ่าฝูงได้นะ อีกทั้งผมวางตัวแบบเฮี้ยบขึ้น ไม่เป็นเจ้าของที่เหลาะแหละ มันเลยเชื่อฟัง (หัวเราะ)”
ด้วยความที่อภิวัฒน์ทำตัวเฮี้ยบ และคอยดูพฤติกรรมน้องหมาทั้งสองตัวนี้แบบละเอียดมากขึ้น พอผ่านไปอีกปี ทั้งคู่ก็ได้เป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน ไม่ค่อยกัดกันแรงๆ เหมือนเมื่อก่อนแล้ว
“ผมเคยพาข้าวนึ่งไปอยู่ที่ จ.เชียงใหม่ อยู่พักหนึ่ง พอกลับมาเจอกับข้าวจี่ มันก็สงบศึกกันแล้ว”
ในส่วนของวีรกรรม อภิวัฒน์เผยว่า มีเหมือนกัน คือ มันชอบเดินชนกระจก เพราะมันเป็นพันธุ์เอ๋อๆ
“ถ้าให้เมาท์ ข้าวนึ่งชอบกินตลอดเวลา กินทุกอย่างที่ขวางหน้า มีอยู่ครั้งหนึ่งโดนอึ่งอ่างต่อยจนคางบวม เพราะจะไปกินอึ่งอ่างให้ได้นี่แหละ ส่วนข้าวจี่นี่รู้งาน เรียบร้อย ขี้อ้อน ตอนเราไม่สบาย มานอนเฝ้าเลย อ้อ ลืมไป ข้าวนึ่งชอบให้เราฉีดน้ำ มันชอบวิ่งไล่งับสาวฉีด แต่ข้าวจี่ไม่ชอบอาบน้ำเลย แต่พอเวลาไปทะเล มันกลับชอบว่ายน้ำ ชอบให้เราใส่ห่วงชูชีพให้ มันไม่กลัวทะเลเลยนะ กลับว่ายๆๆ ว่ายไปไกลเลย จนต้องลากกลับมา แต่ข้าวนึ่งกลับไม่ชอบทะเล ก็แปลกดี”
การเลี้ยงสุนัขพันธุ์เดียวกัน แต่มีบุคลิกลักษณะที่แตกต่างกัน ทำให้อภิวัฒน์ค้นพบว่า ทำให้เขาไม่เบื่อในการเลี้ยงเลย
“ยิ่งเวลาไม่เจอกันนานๆ ข้าวจี่จะเหมือนเด็กมาก มันจะดีใจแบบล้นๆ ดีใจเว่อร์จนฉี่แตก แต่ข้าวจี่จะไม่ค่อยรู้อะไรเท่าไหร่ ทื่อๆ บื้อๆ ตามประสา”
สิ่งที่สำคัญที่สุดที่อภิวัฒน์อยากฝากไว้คือ การเลี้ยงสุนัข ไม่ว่าพันธุ์อะไรก็ตาม ต้องเลี้ยงด้วยการเข้าใจว่ามันเป็นสัตว์ที่มีสัญชาตญาณไม่เหมือนคน
“บางคนเลี้ยงเหมือนคน เลี้ยงเหมือนลูก ซึ่งความจริงแล้ว เราควรเลี้ยงด้วยมุมมองของหมา ต้องรู้ว่าหมาต้องการอะไร ไม่ต้องการอะไร มันอาจมีความน้อยใจ แต่มีไม่เท่าคนแน่นอน ดังนั้น เราต้องเข้าใจธรรมชาติของเขา เช่น ที่หมาดุ เพราะเราเอามาเลี้ยงที่บ้าน และคอยแต่โอ๋อย่างเดียวหรือเปล่า ไม่พาไปไหนหรือเปล่า เจอหน้าให้กินข้าวลูบหัวเพียงอย่างเดียวหรือเปล่า จริงๆ แล้วธรรมชาติของหมาคือต้องวิ่งเล่นข้างนอก ธรรมชาติของมันคือ วิ่ง ล่าสัตว์ นอน ถ้ามันไม่ได้ไปวิ่ง มันจะเก็บกด แล้วแสดงออกด้วยความก้าวร้าว เห่า กัด แทะของ ถ้าคนไม่เข้าใจตรงนี้ ก็ดุว่าหมานิสัยไม่ดี จริงๆ พฤติกรรมของมันก็มีผลจากการที่เราเลี้ยงดูนี่แหละครับ”
สุนัขพันธุ์มินิบูลเทอเรีย จะมีความสูงโดยประมาณอยู่ที่ 10-14 นิ้ว และมีน้ำหนักอยู่ที่ 11-15 กก. ส่วนนิสัยก็จะมีความซุกซนไปตามประสา แต่มีความคึกฮึกเหิมอยู่ในที ชอบวิ่งเล่น ชอบออกกำลังกาย เพราะเป็นสุนัขพันธ์ที่แอ็กทีฟมาก เจ้าของจึงต้องพาไปวิ่งไปออกกำลังกายอยู่อย่างสม่ำเสมอ ที่สำคัญที่สุด สุนัขพันธุ์นี้มีทั้งความฉลาดและความดื้อรั้นอยู่ในตัว เจ้าของคงต้องเลี้ยงแบบดุหน่อยๆ อย่าตามใจมาก ไม่งั้นจะเสียเด็ก เอ๊ย เสียสุนัข อิอิ


