
@ Life
ปวด...ป๊วด...ปวด ไม่หายสักที...
โดย...อณุศรา
ปวด...ป๊วด...ปวด ไม่หายสักที...
หลายคนคงเคยสัมผัสกับความรู้สึกปวด ไม่ว่าจะปวดหัว ปวดหลัง ปวดบ่า ปวดขา แม้กระทั่งปวดใจ! หลายครั้งที่คนไข้มาบ่นปวดหัวแต่กินยาแล้วไม่หาย แน่นหน้าอกแต่ตรวจหัวใจแล้วปกติ ตกลงเป็นโรคอะไรกันเนี่ย ได้แต่ยามากินแต่ไม่หายสักที... อาการปวดทั้งหลายที่เป็นไม่หาย ตรวจอะไรก็ไม่เจอความผิดปกติ อาจจะเกิดจากกล้ามเนื้ออักเสบเรื้อรัง คงเคยได้ยินคำว่า “Office Syndrome” ซึ่งเป็นกลุ่มอาการที่พบบ่อยในกลุ่มคนทำงานในออฟฟิศ เนื่องจากสภาพแวดล้อมในการนั่งทำงานนานๆ ไม่เหมาะสม เป็นเหตุให้กล้ามเนื้ออักเสบเรื้อรัง อธิบายง่ายๆ ให้เห็นภาพ กล่าวคือ กระดูกสันหลังและกล้ามเนื้อจะทำงานร่วมกันเพื่อให้ตัวเราตั้งตรงได้ กระดูกเสมือนเสากระโดงเรือ และกล้ามเนื้อคือเชือกที่อยู่รอบๆ ในทางกลับกัน หากเสาเอียงไปข้างใดข้างหนึ่ง เชือกข้างที่เสาเอียงจะหย่อนและด้านตรงข้ามจะตึง หากเชือกตึงเป็นเวลานานอาจจะทำให้เชือกมีการฉีกขาดได้เช่นกัน
พญ.นันท์ชญาน์ ฉายะโอภาส บอกว่า การรักษามี 4 วิธี วิธีแรกที่เรามักจะนึกถึงคือ กินยาแก้ปวด หากปวดรื้อรังมานานเมื่อยาหมดฤทธิ์ก็ปวดอีก วิธีที่สองคือ นวดแผนไทย คนนวดก็จะบอกว่า “เส้นจม” หลังนวดพอนิ่มขึ้นก็สบาย คนเป็นโรคนี้กันเยอะขนาดไหนคิดดูสิคะ ร้านนวดไทยเปิดกันถี่ยิบ วิธีที่สาม คือ การทำกายภาพบำบัด โดยใช้เครื่องมือต่างๆ เพื่อลดอาการปวด วิธีสุดท้ายคือ “ฝังเข็มแบบฝรั่ง” ที่คนทั่วไปเรียกกัน ความจริงแล้วคือการรักษาแบบปัจจุบันค่ะ วิธีการคือ ใช้เข็มเขี่ยกล้ามเนื้อที่มีการหดรัดเป็นก้อนให้คลายออก ซึ่งวิธีสุดท้ายช่วยลดอาการปวดได้เร็วสุด ทั้งนี้ทั้งนั้นวิธีที่กล่าวมาแค่ช่วยลดอาการปวดที่มีเท่านั้น แต่ไม่สามารถรับประกันได้ว่าจะไม่กลับมาเป็นอีก ซึ่งโรคกล้ามเนื้ออักเสบเรื้อรังนี้เป็นโรคที่ไม่อันตรายเลย แต่น่ารำคาญ เป็นๆ หายๆ อาจจะเป็นอุปสรรคสำหรับการทำงาน และทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานถดถอย
การออกกำลังกายกล้ามเนื้อควรจะต้องมีทั้งการดึงยืดเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและการต้านแรงหรือยกน้ำหนัก เพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ และควรทำทุกวันอย่างต่อเนื่องกันอย่างน้อย 2 เดือน จึงจะเห็นผลดี จะหายขาดได้ก็ต้องอาศัยความมีวินัยกันหน่อย
เลือกสีห้องนอนดี ช่วยให้หลับง่าย...
การนอนให้เพียงพอเป็นเรื่องสำคัญ ควรจัดห้องนอนให้มีบรรยากาศผ่อนคลายและเหมาะสมกับการนอนหลับพักผ่อน นนทกานต์ ทัพพะรังสี อึง ผู้นำเข้าชุดเครื่องนอนออสซิโน่ แบรนด์ดังจากออสเตรเลีย แนะนำว่า ควรคำนึงถึง 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ สีของห้องนอนและชุดเครื่องนอน แสงสว่าง และกลิ่น
สีของห้องนอนและชุดเครื่องนอน การใช้โทนสีอ่อนหรือโทนสีเย็น เช่น สีฟ้า สีเขียว หรือสีม่วง ในห้องนอนจะช่วยให้บรรยากาศผ่อนคลายมากขึ้น ตามหลักจิตวิทยาของสีที่ส่งผลต่ออารมณ์ของมนุษย์ โดยสีฟ้าเป็นสีที่ให้ความรู้สึกปลอดโปร่ง สบาย สะอาด และปลอดภัย สีเขียว ให้ความรู้สึกสดชื่น สงบ ร่มเย็น และปลอดภัย สีม่วง เป็นสีแห่งความสงบ เยือกเย็น แต่ใครที่ไม่ชอบสีในโทนเย็น หรือมีการทาสีห้องนอนในโทนสีอื่น ก็ใช้การมิกซ์แอนด์แมตช์สีห้องนอนและชุดเครื่องนอนได้ตามสไตล์ที่ตนเองชอบ ก็จะทำให้เกิดความสุข สบายใจ และอารมณ์ดีตลอดเวลาที่อยู่ในห้องนอน ส่วนผู้ที่ทาสีห้องนอนในโทนสีร้อน เช่น สีแดง สีเหลือง สีส้ม ถ้าต้องการลดระดับความร้อนแรงภายในห้องนอน แนะนำให้เลือกชุดเครื่องนอนในโทนสีเย็น เช่น สีเขียวอ่อน สีฟ้า สีม่วงอ่อน หรือไม่ก็เป็นสีขาว สีครีม สีเบจ เพื่อช่วยให้ห้องนอนดูสบายตาขึ้น และให้ความรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น ควรหลีกเลี่ยงการใช้ชุดเครื่องนอนโทนสีร้อนในห้องนอนที่ทาสีโทนร้อน เพราะตามหลักจิตวิทยาสีบอกว่าจะให้ความรู้สึกที่ร้อนมากจนเกินไป และส่งผลให้ตื่นตัวตลอดเวลา ส่วนผู้ที่ทาสีห้องนอนในโทนเย็นอยู่แล้ว การเลือกใช้ผ้าปูที่นอนในโทนสีเย็นก็ยิ่งทำให้ห้องนอนดูสงบ เย็นตา สบายใจ และผ่อนคลายมากขึ้นไปอีก แต่หากต้องการเพิ่มพลัง ความสดใส และความกระปรี้กระเปร่า แนะนำให้เลือกชุดเครื่องนอนในโทนสีร้อนมาเสริมบ้าง เช่น สีแดง เป็นสีแห่งพลังและความอุดมสมบูรณ์ สีเหลือง ให้ความรู้สึกแจ่มใส ความร่าเริง ความเบิกบานสดชื่น และสีส้ม ให้ความรู้สึกอบอุ่น สดใส และมีชีวิตชีวา
แสงสว่างในห้องนอน ที่เหมาะสำหรับห้องนอนต้องเป็นแสงที่ไม่สว่างจ้าเกินไป แสงที่เหมาะกับห้องนอน คือ แสงกึ่งเหลืองกึ่งขาว ไปจนถึงแสงสีเหลืองส้ม ไม่ควรใช้แสงสีขาว ควรปิดไฟในเวลานอน แต่หากไม่สะดวกอาจเปิดไฟเฉพาะในส่วนที่จำเป็น เช่น หัวเตียง หน้าประตูห้อง หรือปรับระดับความสว่างให้เป็นแบบสลัวๆ
กลิ่น ห้องนอนที่ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายและหลับสบาย ไม่ควรมีกลิ่นอับชื้น ไม่พึงประสงค์ หากห้องนอนที่อยู่ในจุดที่แสงแดดส่องถึง การเปิดม่านเพื่อรับแสงแดดอ่อนในตอนเช้าจะช่วยให้กลิ่นอับชื้นหายไป แต่ถ้าอยู่ในจุดที่แสงแดดส่องไม่ถึง อาจใช้กลิ่นหอมอโรมาช่วยดับกลิ่น เช่น กลิ่นลาเวนเดอร์ สามารถช่วยให้ผ่อนคลายและหลับสบายมากขึ้นอีกด้วย
ดื่มชาเพื่อสุขภาพ...
การดื่มชาเป็นประจำจะทำให้เราได้รับสารกาเฟอีนเบาๆ จากใบชา สารกาเฟอีนนี้จะออกฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง กระตุ้นการไหลเวียนโลหิต ขยายหลอดเลือด ช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย ป้องกันโรคหัวใจตีบตัน บรรเทาอาการเจ็บหน้าอก รักษาโรคหวัดและอาการปวดได้ ให้ความอบอุ่นและช่วยขับพิษออกจากร่างกาย รวมถึงช่วยย่อยอาหาร ระงับกลิ่นปาก และป้องกันฟันผุได้ด้วยเช่นกัน
วทัยพรรณ สกุลชาติ ผู้นำเข้าชา Simply W แนะนำว่า ผู้ที่นอนหลับยากแนะนำชาคาโมมายล์ เพราะคาโมมายล์ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย มีกลิ่นหอมอ่อนๆ กลิ่นที่หอมหวานช่วยเรื่องผ่อนคลายความเครียดได้ รวมถึงคุณสมบัติทำให้ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ จึงช่วยให้หลับสบายขึ้น ให้ความรู้สึกสดชื่น ผ่อนคลายมวลกระดูกที่เหนื่อยล้ามาตลอดทั้งวัน
หากต้องการความสดชื่น ควรดื่มชาที่มีส่วนผสมของ Cranberry & Raspberry ชาประเภทนี้สกัดมาจากผลไม้แท้ 100% เป็นการผสมผสานที่ลงตัวพิเศษสุดระหว่าง Cranberry และ Raspberry และสารสกัดจาก Black Tea เพิ่มความหวานให้ลงตัวด้วยน้ำตาลอ้อย 100% มีรสชาติที่เปรี้ยวอมหวานแบบเบาบาง พร้อมกับกลิ่นที่หอมเป็นเอกลักษณ์ จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการดื่มเพื่อเรียกความสดชื่นและผ่อนคลายให้กับร่างกาย ซึ่งอาจจะชงเป็นเครื่องดื่มชนิดร้อนหรือเย็นก็ได้ หรืออาจทำเป็นเครื่องดื่ม Smoothies พร้อมกับใส่เนื้อผลไม้สดลงไปได้ เหมาะกับการดื่มยามบ่ายเพื่อความสดชื่นในวันทำงานที่ยุ่งเหยิง







