
ดูแลครอบครัวพ้นภัยสถานการณ์การเมือง
มีข้อเสนอแนะการดูแลครอบครัวในสถานการณ์การชุมนุมทางการเมือง ด้วยความห่วงใยต่อเด็กๆ ลูกหลาน ที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง
มีข้อเสนอแนะการดูแลครอบครัวในสถานการณ์การชุมนุมทางการเมือง ด้วยความห่วงใยต่อเด็กๆ ลูกหลาน ที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง
โดย อนุสรา ทองอุไร
คนกรุงเทพฯ ยามนี้เครียด มากขึ้นกับการชุมนุมทางการ เมืองที่ทำให้การจราจรไม่เป็นปกติ ไปไหนอาจจะเจอขบวนเสื้อแดง ทำให้เกิดความไม่สบายใจไม่ปลอดภัยในการเดินทาง โดยเฉพาะคุณพ่อคุณแม่ที่อาจจะห่วงบุตรหลานที่ต้องเดินทางไปเรียนหรือไปทำงาน
มีข้อเสนอแนะการดูแลครอบครัวในสถานการณ์การชุมนุมทางการเมือง ด้วยความห่วงใยต่อเด็กๆ ลูกหลาน ที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการชุมนุมทางการเมือง แต่อาจได้รับผลกระทบ เครือข่ายครอบครัว มีข้อเสนอแนะการดูแลครอบครัวคือ
1.ยึดเด็กๆ เป็นศูนย์กลางการตัดสินใจ
ขอให้พ่อแม่ผู้ปกครองคำนึงถึงความปลอดภัยของเด็กๆ เป็นหลัก ระลึกเสมอว่าเด็กๆ ต้องการผู้ใหญ่ดูแลอย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์วุ่นวายหรือไม่ก็ตาม ผู้ใหญ่พึงใส่ใจดูแลเด็กเป็นหลักกว่าสนใจการเมือง ไม่ควรทิ้งเด็กไว้ตามลำพังเป็นเวลานานๆ แล้วผู้ใหญ่มัวแต่ไปสนใจข่าวสาร หรือออกจากบ้านไปสนใจการชุมนุม
2.เลี่ยงเส้นทางการชุมนุม
ควรศึกษาเส้นทางการชุมนุมก่อน และพึงเข้าใจว่าการชุมนุมอาจมีการเคลื่อนตัวขยายผลหรือมีผลกระทบต่อเนื่องในรัศมีวงกว้างพอสมควร ฉะนั้นพยายามหลีกเลี่ยงเส้นทางการชุมนุมไว้เป็นการดีที่สุด กรณีที่ประสบเหตุการณ์วุ่นวายเฉพาะหน้าให้พ่อแม่แน่ใจว่าลูกๆ หรือเด็กๆ ในความรับผิดชอบอยู่ใกล้ตัวเรามากที่สุด ควรเขียนชื่อเด็กและพ่อแม่ผู้ปกครอง เบอร์โทรศัพท์ไว้ในกระเป๋าของเด็กๆ ด้วย และบอกให้เขารู้ว่าขณะนั้นกำลังมีอะไรเกิดขึ้น โดยยึดหลัก ไทยไม่มุง
3.กรณีเผชิญหน้ากับกลุ่มผู้ชุมนุม
การประคองใจ ข่มใจ และเข้าใจความรู้สึกของเราและเขาเป็นสิ่งสำคัญที่สุดรับรู้อารมณ์ของตนเอง สังเกตความเครียดที่เกิดขึ้น แล้วพยายามข่มใจให้นิ่งที่สุด เพราะใจที่คุกรุ่นพร้อมจะโกรธ เป็นใจที่พร้อมจะแสดงออกด้วยความรุนแรง ซึ่งอาจเหวี่ยงกลับมาลงที่คนใกล้ตัวในครอบครัวได้ด้วย
4.ถ้ามีการชุมนุมใกล้ที่พักอาศัย
การรวมพลังคนในชุมชนเพื่อแสดงออกว่า “ชุมชนนี้เป็นมิตรต่อผู้ชุมนุม และปรารถนาความสงบสันติ” เป็นสิ่งที่พึงกระทำ นึกถึงวิถีไทยดั้งเดิมที่มีภาชนะใส่น้ำดื่มสำหรับเอื้อเฟื้อแก่ผู้ผ่านทางที่กระหาย เป็นการแสดงออกถึงความเป็นมิตรไมตรีที่มีให้ต่อกันหากสังเกตว่ากลุ่มผู้ชุมนุมอยู่ในภาวะอารมณ์รุนแรง ขอให้ใช้การเจรจาต่อรอง เพื่อปกป้องชุมชนของเรา
5.การรับสื่อของครอบครัว
ครอบครัวพึงตื่นตัวในการรับสื่อต่างๆ เพื่อให้ทันต่อสถานการณ์ โดยเฉพาะสถานการณ์อันอาจมีผลกระทบต่อคนในครอบครัวหรือชุมชน แต่พึงสังวรเสมอว่าเราจะรับสื่อเพื่อตื่นรู้ ไม่ตื่นตูมตื่นตามกัน หากพ่อแม่รู้สึกว่าตัวเองเริ่มเครียดกับ
เรื่องนี้มากเกินไป ขอให้พักการรับข้อมูลข่าวสารเสียบ้าง แล้วหันไปทำสิ่งอื่นให้เพลิดเพลินเจริญใจแปรวิกฤตบ้านเมืองเป็นโอกาสของครอบครัว
6.พร้อมใจกันเป็นครอบครัวจิตอาสา
ในท่ามกลางเหตุการณ์ต่างๆ ที่อาจเกิดความรุนแรงขึ้นหรือไม่ก็ตามนั้น ครอบครัวสามารถร่วมเป็นครอบครัวจิตอาสาด้วยกัน โดยร่วมกันเป็นเครือข่ายเฝ้าระวังภัย เป็นหูเป็นตา ไม่นิ่งดูดายต่อความเดือดร้อน หรือความเสียหายที่กำลังเกิดขึ้นต่อผู้อื่นหรือต่อสาธารณะ อาจอาสาเป็นนักข่าวพลเมืองก็ได้สำหรับท่านที่มีความพร้อม แต่ขอให้ระลึกถึงความห่วงใยของคนข้างหลังที่รออยู่ในบ้านเสมอด้วย
7.เชื่อในมหัศจรรย์แห่งการสวดมนต์และภาวนา
ครอบครัวไหนที่สอนลูกให้สวดมนต์ไหว้พระเป็นประจำและกำลังรู้สึกเป็นห่วงเป็นใย และกังวลใจต่อสถานการณ์บ้านเมือง ขอให้ใช้การสวดมนต์ภาวนาให้เป็นประโยชน์ ช่วยกันสวดมนต์และแผ่เมตตาให้แก่ทุกฝ่าย พลังเมตตาและความปรารถนาดีนี้อาจเป็นมหัศจรรย์นำพาบ้านเมืองออกจากวิกฤตได้ มีงานศึกษาพบว่า “ชุมชนไหนมีคนสวดมนต์เกิน 20% ชุมชนนั้นเกิดความสงบสุข”
8.การให้ความสำคัญของครอบครัวต่อสถานการณ์การเมือง
พ่อแม่ผู้ปกครองพึงถือว่านี่คือโอกาสเรียนรู้เรื่องการเมืองของเด็กและเยาวชน โอกาสที่จะเรียนรู้เพื่อจะเข้าใจธรรมชาติของการเมืองที่จะมีคนที่คิดต่างเห็นต่าง และแสดงออกต่างกัน พ่อแม่ผู้ปกครองควรสร้างความเข้าใจแก่เด็กๆ ถึงสถานการณ์ความรุนแรงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น เพื่อให้เด็กๆ ได้เรียนรู้และเข้าใจในเหตุการณ์ที่อาจผิดปกติไปจากชีวิตประจำวัน รวมทั้งเรียนรู้สิทธิ และหน้าที่ของประชาชนต่อการเมืองด้วยว่าเรามีหน้าที่มากกว่าการไปหย่อนบัตรเลือก ขอให้พ่อแม่ถือว่านี่เป็นโอกาสปลูกฝังวัฒนธรรมทางการเมืองที่แข็งแรงแก่ลูกหลานและแก่สังคมไทยด้วย
9.จะนำพาประเทศผ่านเหตุการณ์นี้ไปด้วยกัน
แม้เหตุการณ์ความวุ่นวายนี้จะไม่ใช่สิ่งที่พึงปรารถนาของครอบครัวผู้รักสันติ แต่ขอให้มองเห็นว่า มันคือช่วงเปลี่ยนผ่านทางสังคม จากการสั่งสมเหตุปัจจัยมาจนถึงจุดจุดหนึ่ง เป็นการเดินทางของประวัติศาสตร์ หากสังคมไทยผ่านเหตุการณ์นี้ไปได้ด้วยดี ไม่มีความรุนแรง หรือการกระทำที่นำบ้านเมืองถอยหลัง สังคมไทยจะโตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น เข้มแข็งมากขึ้น
ยังมีวิกฤตอีกหลายเรื่องที่รอให้สังคมไทยไปแก้ไขด้วยกัน ขอให้คนไทยมีศรัทธาต่ออนาคตร่วมกัน จะนำพาประเทศผ่านเหตุการณ์นี้ด้วยกัน







