posttoday
ช่วยกันพิจารณาปัญหาอันเกี่ยวเนื่องกับงานเผยแผ่พระพุทธศาสนา!(ตอน ๒)

ช่วยกันพิจารณาปัญหาอันเกี่ยวเนื่องกับงานเผยแผ่พระพุทธศาสนา!(ตอน ๒)

15 เมษายน 2556

ธรรมนิยาม เป็นกฎข้อที่ ๕ ที่ควบคุมทุกกฎอย่างแท้จริง แสดงความเป็นธรรมดาถึงความเป็นเหตุเป็นผลกันของสิ่งทั้งหลาย

โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส

“ธรรมนิยาม เป็นกฎข้อที่ ๕ ที่ควบคุมทุกกฎอย่างแท้จริง แสดงความเป็นธรรมดาถึงความเป็นเหตุเป็นผลกันของสิ่งทั้งหลาย หรือความเป็นไปตามธรรมดาแห่งเหตุปัจจัย อันสะท้อนให้เห็นความจริงแท้ของธรรมชาติว่า สรรพสิ่งทั้งหลายล้วนแล้วจะต้องเป็นไปเช่นนี้เอง ไม่เปลี่ยนไปจากนี้ และไม่แปรเป็นอย่างอื่น”

อันทำให้อาตมาสะดุ้งจิต ถึงกับเกิดความสังเวช... และให้ไม่รื่นเริงต่อการเกี่ยวข้อง ซึ่งคงจะไม่นำมากล่าวในที่สาธารณะเช่นนี้ แต่ได้เขียนรายงานพระเถราจารย์ผู้รับผิดชอบโครงการไปตามสมควรแก่กาลเทศะอันเป็นไปโดยธรรม

จากมูลเหตุมากมายทำให้อาตมานึกถึงความอยู่สืบเนื่องของพระพุทธศาสนาอันน่าเป็นห่วง ถ้าการศึกษาพระธรรมวินัยเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติดี...ปฏิบัติชอบของพระภิกษุสงฆ์ล้มเหลว จนไม่สามารถสร้างพระภิกษุสงฆ์ให้มีอุดมการณ์ธรรมอย่างเดียวกันได้

จึงควรอย่างยิ่งต่อการพิจารณาศึกษาปัญหาให้ครบในทุกด้าน ซึ่งคงจะได้รับคำตอบที่กระจ่างแสดงให้เห็นสภาพความจริงของปัญหาในพระพุทธศาสนา และเหตุปัจจัยอันก่อตัวปัญหานั้นๆ ให้สืบเนื่องอยู่จนถึงปัจจุบันว่ามีรูปลักษณ์แห่งปัญหาเป็นอย่างไร และมูลเหตุอะไรที่ส่งผลให้เกิดรูปลักษณ์แห่งปัญหานั้นๆ

กรรมนิยามจึงเป็นกฎข้อที่ ๔ ที่แสดงกฎเกณฑ์แห่งเหตุและผลเกี่ยวกับการกระทำของมนุษย์และสัตว์ทั้งหลายในโลกนี้ ภายใต้นิยามแห่งกรรมว่า ทำดีได้ดี...ทำชั่วได้ชั่ว กระทำสิ่งใด ผู้กระทำต้องรับผลการกระทำนั้น ซึ่งดูเหมือนว่ากฎแห่งกรรมนี้จะควบคุมในกฎทั้ง ๓ ที่กล่าวมา ภายใต้การกำกับของกฎข้อที่ ๕ ที่เรียกว่า ธรรมนิยาม หรือกฎแห่งธรรม

ธรรมนิยาม เป็นกฎข้อที่ ๕ ที่ควบคุมทุกกฎอย่างแท้จริง แสดงความเป็นธรรมดาถึงความเป็นเหตุเป็นผลกันของสิ่งทั้งหลาย หรือความเป็นไปตามธรรมดาแห่งเหตุปัจจัย อันสะท้อนให้เห็นความจริงแท้ของธรรมชาติว่า สรรพสิ่งทั้งหลายล้วนแล้วจะต้องเป็นไปเช่นนี้เอง ไม่เปลี่ยนไปจากนี้ และไม่แปรเป็นอย่างอื่น จึงสรุปรวมในสามัญลักษณะที่เป็นอมตธรรมดังกล่าวว่า

...สิ่งทั้งหลาย มีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา

...ย่อมมีความดับไปเป็นธรรมดา

เกิดขึ้นแล้วต้องดับไป ไม่มีอะไรเที่ยงแท้แน่นอน อันควรยึดถือว่า เป็นของเรา เป็นเรา เป็นตัวตนของเรา

แม้ว่าทั้ง ๕ กฎ จะดูสัมพันธ์เกี่ยวข้องกัน แต่ก็แสดงความเป็นเฉพาะที่มีลักษณะธรรมเป็นไปตามวิถีของแต่ละกฎ การจะวิเคราะห์พิจารณาในเรื่องใดๆ จึงต้องให้ตรงกับแต่ละนิยาม (กฎ) ไม่ใช่จะรวมลงที่กฎแห่งกรรมไปทุกเรื่อง จนขาดปัญญารู้เข้าใจในแต่ละลักษณะธรรม ที่แสดงความเป็นกฎธรรมชาติถึง ๕ อย่าง อันควรพิจารณาไปตามเหตุผล แต่สามารถแสดงความสัมพันธ์ความเกี่ยวเนื่องกัน ภายใต้นิยามหรือกฎแห่งความจริงแท้ที่เป็นธรรมดาๆ อันปรากฏมีอยู่ในธรรมชาติ

ดังนั้น การจะแก้ไขปัญหาใดๆ ก็ต้องพิจารณาลงไปในสมุฏฐานของปัญหานั้นๆ ว่า ตรงกับนิยามอันใด มีลักษณะความเชื่อมโยงเป็นอย่างไรของตัวปัญหาเพื่อจะได้แก้ได้ตรงจุด

ดังปัญหาเรื่องจะทำอย่างไรให้หมู่ชนกลับมาหาศีลธรรม... ในประเด็นแห่งปัญหานี้ ก็ต้องตั้งคำถามย้อนกลับว่า... อะไรทำให้หมู่ชนละทิ้งศีลธรรม!? ทั้งๆ ที่บรรพชนเคยถือปฏิบัติสืบเนื่องกันมาให้สังคมอยู่อย่างรู้รักสามัคคี มีความร่มเย็นเป็นสุข เอื้อเฟื้อเกื้อกูลกันไปตามฐานะดุจญาติมิตร...

คำตอบในปัญหาดังกล่าวที่ปรากฏชัด คือ การไม่ได้รับการพัฒนาจิตใจให้มีค่านิยมที่ถูกต้องตามนิยามแห่งความจริงที่ปรากฏมีอยู่ในธรรมชาติ เรียกว่า ธรรมนิยาม และรวมถึงนิยามทั้ง ๔ ตามที่กล่าวมา ซึ่งมีการทำงานสัมพันธ์กัน ดังเช่นในกรรมนิยามและจิตตนิยามซึ่งต้องไปด้วยกัน ต้องอาศัยซึ่งกันและกัน ปรากฏเป็นเหตุเป็นผลที่แสดงชัดแจ้งในการให้เห็นความเป็นไปตามเหตุปัจจัยนั้นๆ ที่แสดงอยู่ในรูปกฎแห่งกรรม ดังกระบวนการศีลธรรมที่แสดงความประจักษ์แห่งผลของการถือปฏิบัติหรือละเว้นการถือปฏิบัติ

อ่านต่อฉบับพรุ่งนี้

ข่าวล่าสุด

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม.  เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม. เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่