เดือนแห่งความเศร้า นาทีแห่งความรู้
เดือนมีนาคมที่ผ่านมาเป็นเดือนที่น่าเศร้ามากสำหรับผม
โดย...ภัสสรกรณ์ จิราธิวัฒน์
เดือนมีนาคมที่ผ่านมาเป็นเดือนที่น่าเศร้ามากสำหรับผม
ผมต้องไปร่วมงานศพทั้งหมดถึง 4 งานในเดือนเดียว
ที่น่าเศร้าไปกว่านั้น หนึ่งใน 4 งานนั้นเป็นงานของเพื่อนร่วมแก๊งสมัยยังเป็นนักศึกษา
เขาเป็นเด็กหนุ่มไฟแรงที่ไม่ได้หน้าตาหล่อเหลา แต่ฉลาด เรียนเก่ง ทำงานเก่ง และยังนิสัยดีมากๆ อีกด้วย
น่าเสียดาย เขาได้เสียชีวิตอย่างกะทันหันตอนดึกเนื่องจากหัวใจทำงานผิดปกติ
เพื่อนจากผมไปในวัยเพียง 26 ปีเท่านั้น
2 อาทิตย์ก่อนที่เขาจะเสียชีวิต เราพบกันโดยบังเอิญที่ซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งหนึ่งในห้างดังย่านราชประสงค์
เป็นการพบกันครั้งแรกหลังจากต่างคนต่างเรียนจบ
เรามีโอกาสพูดคุยเพียงเล็กน้อย แต่ต่างก็ไต่ถามถึงสารทุกข์สุขดิบของกันและกันอย่างกระหายใคร่รู้
ก่อนจะเดินแยกจากลากันไป สุดท้ายได้เพียงแต่บอกกันว่า “เฮ้ย ไว้ว่างๆ นัดรวมตัวกันนะ” แต่เวลานั้นก็มาไม่ถึง เพราะหน้าที่การงานต่างฝ่ายต่างยุ่ง
ผมไม่รู้เลยว่า นั่นก็คือครั้งสุดท้ายที่เราจะได้พบกัน
เมื่อรู้ว่าเพื่อนจากไป...
มันยากเกินที่จะบรรยายและถ่ายทอดความรู้สึกอันแสนจะโศกเศร้านี้ออกมาเป็นข้อความได้
ความตายของเพื่อนเปลี่ยนโลกทัศน์ผมหลายอย่าง
ทำให้ผมได้เรียนรู้และได้ข้อคิดมากมายที่จะนำไปปรับปรุงโดยไตร่ตรอง ใช้สติ และปฏิบัติในชีวิต
โดยปกติแล้วผมเป็นคนขี้เล่นมากๆ คนหนึ่ง หรือจะว่ากวนอวัยวะมากๆ คนหนึ่งก็ว่าได้ แต่แปลกมากที่ครั้งสุดท้ายซึ่งเราได้พบกันนั้น ผมกลับไม่ได้หยอกล้อเขาเหมือนเคยเลยสักนิดเดียว อาจเป็นเพราะเราไม่ได้เจอกันนานมาก และต่างคนต่างอยู่ในภาวะค่อนข้างเร่งรีบอยู่ก็เป็นได้ แต่นั่นก็ถือว่าเป็นเรื่องดี เพราะถ้าหากผมได้แกล้งว่า แกล้งหยอกเพื่อนไป ผมคงรู้สึกแย่ไปทั้งชีวิต เพราะคำพูดหรืออากัปกิริยาเหล่านั้นจะกลายเป็นการกระทำสุดท้ายที่ผมได้ทำไว้กับเพื่อน
ไม่ว่าเขาจะจำมันไว้อย่างไร แต่สำหรับผมเองแล้ว มันจะอยู่กับเราไปชั่วชีวิต
ชีวิตเพื่อนยังทำให้ผมคิดได้ว่า ชีวิตคนเราไม่มีอะไรที่แน่นอน ทุกอย่างเกิดขึ้นได้เสมอ และมนุษย์เราก็เกิดแก่เจ็บตายได้ทุกเวลา แต่ถ้าเราไม่สำนึกถึงเรื่องนี้ และไม่สามารถควบคุมสติ ขาดความยั้งคิด จึงแสดงออกทางอารมณ์ที่ไม่สมควรออกไป ไม่ว่าจะด้วยกิริยาท่าทางหรือวาจาที่ไม่สมควร
บางคนอาจจะมีผิดใจกับครอบครัว ขัดใจกับพี่น้องบ้าง ทะเลาะกับแฟนบ้าง หยอกล้อกับเพื่อนบ้าง หรือแม้กระทั่งมีปากเสียงกับคนทั่วไปตามท้องถนนทั้งๆ ที่ไม่รู้จักกันเลย สุดท้ายแล้ว ถ้าเวลานั้นมาถึง พวกเขาจากไปโดยไม่มีโอกาสได้กล่าวลาหรือให้อภัยต่อกันและกัน เราคงจะต้องเสียใจมากกับสิ่งที่เราทำลงไปโดยไม่ได้มีเจตนานั้น
ถ้าเรารู้ เราคงจะเปลี่ยน แต่เชื่อหรือไม่ว่า ถึงเราไม่รู้แต่เราก็เปลี่ยนได้ อย่างน้อย ณ ตอนนี้ ผมก็คนหนึ่งล่ะที่คิดจะเปลี่ยน
ชีวิตคนเราไม่มีอะไรที่แน่นอน...
บางคนก็อาจจะเคยสอบไม่ผ่านบ้าง ทำงานไม่ผ่านโปร อดได้โบนัส ล้มเหลวทางธุรกิจ ไม่สำเร็จด้วยประการต่างๆ ในชีวิต ใครที่เจอผลลัพธ์เช่นนี้ก็เสียใจทั้งนั้น แต่ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ล้วนอยากทำให้ช่วงนั้นของชีวิตดีกว่าเดิม แต่เวลาไม่เคยรอใคร แล้วก็ไม่มีทางที่ใครจะสามารถหยุดเวลาหรือย้อนเวลากลับไปได้ แล้วเราจะทำอะไรได้?
มนุษย์เราล้วนอยากจะมีความสุขและประสบความสำเร็จด้วยกันทั้งนั้น แต่เมื่อชีวิตไม่มีอะไรแน่นอน ผมจึงคิดว่าการคิดไตร่ตรองและการสื่อสารอย่างระมัดระวัง รวมถึงการตั้งใจทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้เต็มที่ในขณะที่ยังมีโอกาสอยู่ จึงเป็นเรื่องสำคัญมากๆ ต่อชีวิตคนเรา
ถ้ามนุษย์เราสามารถรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในอนาคต หรืออะไรจะเกิดขึ้นในอีกหนึ่งชั่วโมงข้างหน้า ทุกนาทีหรือแม้กระทั่งทุกเสี้ยววินาทีย่อมล้วนแต่มีค่า
การคิดดีทำดี การละเว้นการเกลียดชัง รวมถึงการให้อภัยซึ่งกันและกันจึงมีความสำคัญมาก
ถ้ามนุษย์เราพร้อมที่จะคิดดีทำดี และพร้อมที่จะให้อภัยกับคนที่รับผิดแล้วพร้อมที่จะแก้ไข ผมเชื่อว่าโลกใบนี้จะเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขและสดใส
ในความเศร้า เพื่อนให้บทเรียนผมว่า เมื่อเรามีลมหายใจอยู่ เราควรทำทุกอย่างให้เต็มที่และดีที่สุด จะได้ไม่เสียใจในภายหลัง


