posttoday
พรศิริ โรจน์เมธา & ต่อสิทธิ์ สฤษฎิ์วงษ์ คู่หูแห่ง “เกรย์ฮาวด์”

พรศิริ โรจน์เมธา & ต่อสิทธิ์ สฤษฎิ์วงษ์ คู่หูแห่ง “เกรย์ฮาวด์”

13 เมษายน 2556

“มากกว่าความผูกพัน เกินกว่าคำว่าสนิท” คือ คำจำกัดความที่ชัดแจ้งที่สุดในหัว

โดย...พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ ภัทรชัย ปรีชาพานิช

“มากกว่าความผูกพัน เกินกว่าคำว่าสนิท” คือ คำจำกัดความที่ชัดแจ้งที่สุดในหัว ภายหลังการพูดคุยอย่างเป็นกันเองราว 1 ชั่วโมงเต็มกับ เจี๊ยบพรศิริ โรจน์เมธา กรรมการผู้จัดการบริษัท เกรฮาวด์ คาเฟ่ และ เชฟต่อต่อสิทธิ์ สฤษฎิ์วงษ์ เอกเซ็กคิวทีฟเชฟ แห่งเกรย์ฮาวด์ คาเฟ่

ทั้งสองไม่เพียงทำงานร่วมกันมานานถึง 16 ปี จนเรียกได้ว่าแทบจะต้องเจอและคุยกัน (เรื่องงาน) ทุกวัน แต่ทั้งคู่ยังรู้จักกันแบบเฉียดๆ มานานกว่านั้น เมื่อบอสสาวสุดชิกแห่งเกรย์ฮาวด์ คือ เพื่อนสาวในกลุ่มของพี่สาวเชฟต่อ ซึ่งสำหรับคนทั้งสองความสัมพันธ์แบบหลวมๆ นี้ คือ เส้นใยบางๆ ที่ทำให้ทั้งคู่ไม่ใช่คนแปลกหน้าเสียทีเดียวเมื่อต้องมาทำงานร่วมกัน

และนี่เอง จึงเป็นเหตุให้วันนี้ เชฟต่อสารภาพแบบลูกผู้ชายแบบไม่ตะขิดตะขวงว่า รักและเคารพบอสสาวคนเก่งเปรียบเหมือนพี่สาวของตัวเอง

“บนเรือลำนี้ เขาคือ กะลาสีคู่ใจ”

ถ้าเปรียบเทียบเกรย์ฮาวด์ คาเฟ่ เป็นนาวาลำใหญ่ เชฟต่อคงเป็นกะลาสีคนสนิท บอสเจี๊ยบ เริ่มด้วยการเปรียบเปรยลูกน้องคนสนิท

“ถ้าเกรย์ฮาวด์ คาเฟ่ คือ เรือ ต่อก็เปรียบเหมือนนายท้ายเรือที่ขาดไม่ได้ โดยเฉพาะเวลาที่เรือต้องเจอพายุลมแรง ก็ต้องอาศัยนายท้ายที่เก่งและมีความไว้วางใจ บางช่วงอาจไม่มีโอกาสพูด แต่แค่มองตาก็ต้องรู้ว่าจะไปแบบนี้ หรือแสดงสีหน้าก็รู้ ต้องอ่านใจออก ขาดจากกันลำบาก”

หากนั่งไทม์แมชชีนย้อนเวลาไปเมื่อ 16 ปีที่แล้ว ทั้งสองเริ่มต้นเข้าสู่บทบาทลูกพี่และลูกน้อง ในวันที่เกรย์ฮาวด์ คาเฟ่ เปิดร้าน แน่นอนว่าเชฟต่อนั่งเก้าอี้เชฟตั้งแต่วันนั้น ขณะที่บอสเจี๊ยบเดิมเป็นผู้ถือหุ้น จนตอนหลังเข้ามานั่งในทีมผู้บริหาร

ผ่านมา 16 ปีแล้วที่ร่วมงานกันมา บอสเจี๊ยบให้คำจำกัดความความสัมพันธ์กับลูกน้องคนสนิทว่า เป็นเพื่อนร่วมงานและลูกพี่กับลูกน้องที่เจอกันมากกว่าคนในครอบครัว เพราะอย่างน้อยใน 1 สัปดาห์ต้องเจอกัน 5 วัน

สำหรับความประทับใจแรกที่พบกับเชฟหนุ่มอนาคตไกลเมื่อ 10 กว่าปีนั้น บอสเจี๊ยบบอกว่า สัมผัสได้ว่าเป็นเชฟใจดี น่าจะทำงานด้วยกันได้ มีความใจเย็นสุขุม จากวิธีการแสดงออก การแสดงความคิดเห็น การพูดคุย ที่สำคัญคือ เป็นคนที่มีศักยภาพแต่ไม่โอ้อวด

“ประทับใจลูกน้องคนนี้ ตรงที่เป็นคนที่ทำงานด้วยแล้วอบอุ่น สบายใจ สามารถพูดจาเปิดอกกันได้ เป็นคนที่รับฟัง และที่แน่ๆ เป็นคนที่มีฝีไม้ลายไม้ในแง่การทำอาหารโดยตรง เพราะต่อเป็นคนใส่ใจในรายละเอียดเวลาทำอาหาร อย่างเนื้อที่มาทำการตัดเป็นลูกเต๋าต้องขนาดพอเหมาะพอดี การนำไปย่างก็ต้องไม่สุกเกินไปจนเนื้อแข็ง หรือดิบเกินไป หรือ อย่างสปาเกตตีเบคอน ก็เป็นเมนูที่คล้ายกันกับร้านอื่น แต่ของต่อจะใส่ความละเอียดเข้าไปว่าต้องเหยาะอะไรเพิ่มตอนไหนถึงอร่อย”

นอกจากเรื่องฝีมือในการทำอาหารที่บอสหญิงให้โลโก้ว่า “ไร้เทียมทาน” เลย ในแง่การทำงานบริหารงาน เชฟต่อก็ถือเป็นกำลังสำคัญสำหรับผู้บริหารคนเก่งเช่นกัน

“ถ้ามีเรื่องสำคัญของบริษัท คนแรกที่นึกถึงก็จะไปหาต่อ เพราะเขาอยู่ที่นี่มา 16 ปี และมีความรักและซื่อสัตย์ต่อองค์กรมาก เป็นคนใจดี เพราะฉะนั้นคิดว่าถ้าไปปรึกษาอะไรเขาก็น่าจะได้ข้อคิดที่เป็นประโยชน์ ที่เขามองให้เราได้ทั้งฝั่งที่เป็นพนักงานและบริษัท แบบไม่เข้าใครออกใคร เพราะต่อเป็นคนแฟร์ในการให้ความคิดเห็น หรือ ถ้าบางเรื่องต่อยังไม่พร้อมจะตอบ เขาก็จะไปหาข้อมูลมาก่อนแล้วค่อยมาสรุปให้ว่าน่าจะเป็นแบบนี้ดีมั้ย”

สุดท้าย บอสเจี๊ยบขอให้คำจำกัดความลูกน้องคนสนิท ที่เป็นเป็นคู่หูข้างกายว่า มีความเป็นสุภาพบุรุษสูง ทำให้สบายใจในการทำงานด้วย เพราะสำหรับบอสเจี๊ยบ คำว่า “สุภาพบุรุษ” เป็นคำที่ครอบคลุมทุกอย่าง ทั้งการให้เกียรติรับฟัง แก้ปัญหา มีภาวะผู้นำ และจนถึงวันนี้ต้องพูดประโยคที่ว่า “โชคดีที่ได้มาทำงานร่วมกัน”

“บนเรือลำนี้ เธอคือ กัปตันหญิงคนเก่ง”

“ผมว่าพี่เจี๊ยบเหมือนกัปตันเรือ ที่ต้องคุมเรือลำใหญ่มีหลายร้อยหลายพันชีวิต จะบงการเรือไปทิศทางไหน จะไปร่องน้ำไหน ช่วงนี้ควรไปเอเชีย ยุโรป หรือควรหลบอยู่หลังเขาลมแรง (หัวเราะ)” เชฟต่อ ตอบโจทย์ยากอย่างมีไหวพริบเมื่อต้องเปรียบเทียบเจ้านายเป็นอะไรสักอย่าง

เชฟต่อถ่ายทอดความทรงจำในอดีตออกมาเป็นภาพที่น่าประทับใจถึงวันแรกที่พบกับบอสเจี๊ยบว่า ครั้งแรกเจอบอสเจี๊ยบซึ่งตอนนั้นเป็นหุ้นส่วนของร้านมากินอาหารที่ร้านเกรย์ฮาวด์ คาเฟ่ จนต่อมา มาเจอที่บริษัทในฐานะเจ้านายที่จะเข้ามาบริหารดูแล เชฟต่อเล่าแบบไม่ปิดบังว่า ตอนแรกคิดในแง่ร้ายว่า บอสคนใหม่จะมาจับผิดอะไรหรือเปล่า ทำให้เกร็งๆ บ้างในตอนต้น แต่พอได้ร่วมงานกันกลับผิดคาดทั้งหมด

“จำได้ว่าพี่เจี๊ยบเข้ามาคุยกับผม บอกว่าต่อ เดี๋ยวพี่จะเข้ามาช่วยต่อนะ เรื่องนี้พี่เจี๊ยบไม่ถนัด รบกวนต่อช่วยแนะนำพี่ด้วยนะ คือ ต้องเข้าใจก่อนว่า ตอนแรกร้านอาหารนี้ยังไม่ได้มีโครงสร้างที่ใหญ่โต ยังไม่มีตำแหน่งเอ็มดี ตอนหลังถึงมีการทำให้มีระบบ ซึ่งช่วงแรกๆ ก็อาจไม่ชิน แต่พอพี่เจี๊ยบมาพูดทำนองว่ามีอะไรก็มาช่วยกันทำ ช่วยกันสร้าง ทำให้เรารู้สึกว่าพี่เขาให้เกียรติเรา”

จากความประทับใจแรกต่อเจ้านายคนใหม่ นำมาซึ่งความประทับใจอีกนับไม่ถ้วน หนึ่งในนั้นยังหนีไม่พ้นคุณสมบัติเรื่องการรู้จักให้เกียรติเพื่อนร่วมงานของบอสสาวสุดมั่น

“แน่นอนว่าการทำร้านอาหารที่มีสาขาทั้งในและต่างประเทศ ลูกค้าก็มาก ย่อมมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นในทุกแผนก รวมทั้งฝ่ายครัวที่ผมรับผิดชอบ แต่เวลามีปัญหาพี่เจี๊ยบจะไม่ด่า แต่ดุ พร้อมแนะนำช่วยเหลือ มีปัญหาอะไรเอามาคุยกัน ทให้ผมประทับใจ รู้สึกว่าแกไม่ซ้ำเติม แต่เหมือนแกดูแลเรา คอยแนะนำช่วยเหลือมากกว่า เลยเป็นสิ่งที่ผมประทับใจเจ้านายคนนี้มาตลอดสิบกว่าปี”

ด้วยเหตุผลนี้เอง จึงทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งสองบ่มเพาะมายาวนานกว่าสิบปี

“ตั้งแต่ผมทำงานมา พี่เจี๊ยบเป็นคนแรกที่ผมใช้คำว่าสนิท สนิทในที่นี้ หมายความว่าถ้าผมไม่ไปหาแก แกก็มาหาผม คือ ไม่ได้มาด่า เหมือนถามสารทุกข์สุกดิบกัน มีปัญหาอะไรมั้ย”

อย่างไรก็ตามแม้จะมีชั่วขณะของความคิดที่อยากจะสานฝันของคนที่เป็นเชฟทุกคน ด้วยการเปิดร้านอาหารของตัวเอง แต่ ณ วันนี้ เชฟต่อยังยืนยันว่า จะยังช่วยเกรย์ฮาวด์ต่อไป และเมื่อถึงเวลาต้องโบกมืออำลาจริง เขาก็จะต้องมั่นใจก่อนว่าหาคนมาสืบทอดได้

“เป็นธรรมชาติของคนอยู่แล้ว ที่ต้องมีช่วงเวลาหนึ่งอยากเป็นตัวของตัวเอง แต่ผมตั้งใจแล้วว่า ถ้าจะไม่อยู่ที่เกรย์ฮาวด์ ต้องหาตัวแทนผมให้ได้ หรืออย่างน้อยให้ใกล้ผมมากที่สุด เพราะผมรักที่นี่ ไม่อยากปล่อยให้เป็นภาระคนอื่น แต่ไปก็ไม่ไปแบบตัดหาง ต้องมาเยี่ยมหรือช่วยเหลือบ้าง และคิดว่าช่วงแรกๆ ที่ไปจริงคงทำใจลำบาก”

จบบรรทัดนี้ เชื่อหรือยังว่า ความผูกพันของคนสองคน ไม่ได้อยู่ในกรอบแค่พี่น้อง คนรัก หรือ พ่อแม่ลูก แต่ยังหมายรวมถึงความสัมพันธ์ของเพื่อนร่วมงานที่สามารถใช้ใจถักร้อยกันไว้เป็นความ “ผูกพัน” ได้เช่นกัน

ข่าวล่าสุด

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม.  เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม. เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่