เวลาจะช่วยเยียวยาความเจ็บปวด พญ.อภิสมัย ศรีรังสรรค์
ทุกคนในโลกล้วนต้องเจอการพลัดพรากจากบุคคลอันเป็นที่รักด้วยกันทั้งนั้น นี่เป็นสัจธรรมในชีวิตที่ยากจะยอมรับ
ทุกคนในโลกล้วนต้องเจอการพลัดพรากจากบุคคลอันเป็นที่รักด้วยกันทั้งนั้น นี่เป็นสัจธรรมในชีวิตที่ยากจะยอมรับ
โดย...อณุศรา ทองอุไร
ทุกคนในโลกล้วนต้องเจอการพลัดพรากจากบุคคลอันเป็นที่รักด้วยกันทั้งนั้น นี่เป็นสัจธรรมในชีวิตที่ยากจะยอมรับ แม้จะพยายามเข้าใจและยอมรับในหลักของธรรมชาติ ตามคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้วก็ตาม แต่มันก็ยากเกิน นี่คือ คำกล่าวของ หมอเบิร์ทพญ.อภิสมัย ศรีรังสรรค์ จิตแพทย์และผู้อำนวยการศูนย์จิตรักษ์ โรงพยาบาลกรุงเทพ ที่เล่าถึงช่วงนาทียากลำบากเมื่อครั้งที่คุณพ่อ (น.อ.จักรินทร์ ศรีรังสรรค์) เกิดอุบัติเหตุจมน้ำหยุดหายใจไปชั่วขณะ และหมอปั๊มหัวใจขึ้นมา แต่หัวใจเต้นอ่อนแรงลงมากๆ และรักษาตัวอยู่ในห้องICCU นานนับเดือน ก่อนจะเสียชีวิต
เวลานั้น หมอเบิร์ท เรียนจิตเวชปีสุดท้ายที่ศิริราช และกำลังจะสอบเพื่อจบสลับกับการไปเฝ้าพ่อตอนเช้า กลางวัน เย็น ในขณะที่ผู้เป็นแม่เริ่มมีอาการซึมเศร้าเพราะรู้สึกผิดที่ดูแลพ่อไม่ดีพอ ทำให้ หมอเบิร์ท วิ่งวุ่นอยู่กับห้องสอบ ห้องตรวจคนไข้ และห้องที่พ่อนอนป่วยอยู่
“อาการของพ่อมีแต่ทรงกับทรุด ช่วงเวลานั้นผ่านไปอย่างเชื่องช้าและทุกข์แสนสาหัส กว่าจะผ่านไปแต่ละนาทีๆ ความทุกข์มันผ่านไปช้าเหลือเกิน ขณะที่แม่ก็ผ่ายผอม เอาแต่ร้องไห้ ไม่กินข้าวกินปลา ไม่อาบน้ำทำผม คุยกับแม่ก็ถามคำตอบคำ” ตอนนั้นเธอพยายามทำทุกอย่างให้เป็นปกติ ไปเรียน ไปตรวจคนไข้ แต่ในใจลึกๆ แล้วอยากจะร้องไห้แทบขาดใจ แม้จะไม่มีสมาธิในการสอบ แต่ก็ต้องพยายามจัดระบบความคิดเพื่อให้ชีวิตประจำวันดำเนินไปได้อย่างเป็นปกติ
ตอนคุยกับคนไข้ก็ใช้วิธีปิดสวิตช์ ค่อยๆ เปิดทีละลิ้นชัก ตรวจคนไข้ก็ปิดลิ้นชักเรื่องพ่อ ตอนทำข้อสอบก็พยายามไม่นึกถึงพ่อ พอหมดชั่วโมงตรวจผู้ป่วยก็ไปนึกเรื่องพ่อ “ตอนนั้นสภาพอ่อนล้า ไม่มีแรง กลางคืนก็มาเฝ้าพ่อสลับกับแม่ เหนื่อยกายเหนื่อยใจ ชีวิตตอนนั้นเจอมรสุมหลายด้าน เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า ขณะที่วงรอบชีวิตของพ่อ ก็ค่อยๆ หมุนช้าลง จนเกือบหยุดสนิท สิ่งที่ผวาที่สุดตอนนั้น คือ เสียงโทรศัพท์กลัวจะเป็นการแจ้งข่าวร้ายเรื่องพ่อ”
แล้วสิ่งที่กลัวที่สุดก็มาถึง เมื่อพ่อมีเลือดออกจากทุกทวาร ปาก จมูก ปัสสาวะและอุจจาระ คลื่นหัวใจของพ่อเริ่มเต้นผิดจังหวะ รัวถี่ยิบ หมอตัดสินใจกระตุ้นหัวใจด้วยเครื่องช่วยฟื้นคืนชีพถึง 2 ครั้ง แม้จะเตรียมตัวเตรียมใจไว้แล้วแต่ก็ยังตกใจเสียใจ อาจารย์หมอเตรียมผ่าตัดเพื่อเจาะเข้าเส้นเลือดดำใหญ่บริเวณต้นขา
นาทีนั้น หมอเบิร์ท รู้ว่าใส่สายก็คงไม่ช่วยอะไร อาจารย์ทำเพื่อหล่อเลี้ยงความหวังสุดท้ายของญาติ แต่ไม่อาจช่วยพ่อได้ “เบิร์ทต้องรวบรวมความกล้าที่จะบอกอาจารย์ว่าเห็นสมควรก็หยุดการรักษา เพราะรู้ว่าไม่สามารถทำอะไรได้อีกแล้ว พ่อไม่มีวันตื่นขึ้นมาอีก นี่คือ การพลัดพรากที่พวกเรากลัว และกำลังประจันหน้ากับมัน”
ตอนนั้นแม้จะเศร้าเสียใจมาก แต่ก็ไม่กล้าร้องไห้ออกมาให้แม่เห็น กลัวแม่จะทรุดลงไปอีก สิ่งที่พยายามที่สุดในตอนนั้นคือนึกถึงคำพระสอน ว่า เกิด แก่ เจ็บ ตาย เราทุกคนต้องเจอ ขณะนี้พ่อกำลังจะจากไปต้องละกายเนื้อนี้และพ่อกำลังจะเดินทางต่อไป ด้วยอำนาจอันเกิดแต่บุญกรรมที่สะสมมา ดวงจิตของพ่อกำลังไปสู่แดนสงบแล้ว
“ขณะที่พวกเรากำลังวุ่นอยู่กับงานศพ ไม่มีใครทันสังเกตว่าแม่เริ่มอ่อนแรงลงทุกทีๆ ช่วงเดือนกว่าที่พ่ออยู่ห้องไอซียู แม่จะเฝ้าอยู่เช้าจรดค่ำ เบิร์ทเองก็วิ่งขึ้นลงระหว่างตึกผู้ป่วยจิตเวช ห้องสอบ ห้องพ่อ แม้เป็นห่วงแม่แต่ก็ไม่ค่อยได้พูดคุยกัน เพราะเบิร์ทต้องดูหนังสือสอบ แล้วก็ยังต้องรักษาคนไข้วันละ 30 กว่าคน อยากจะคุยกับแม่ แต่ก็ไม่ค่อยมีเวลาคุยกันแล้วแม่ก็เอาแต่เงียบขรึม”
แต่เธอรับรู้ได้ว่าใจของแม่ว่างโหวง เย็นเยือกเหมือนขอนไม้ผุๆ ที่ลอยเคว้งคว้างอยู่กลางน้ำ แม้จะปลอบประโลมอย่างไรแม่ก็ไม่รับรู้ ตอนนั้นคือ ช่วงที่แย่ที่สุดในชีวิต “ใจเบิร์ทคิดว่าบ้านเรากำลังจะพัง เสาหลักของบ้านหักโค่นลง ขณะที่พายุพัดเอาชิ้นส่วนเล็กๆ ของบ้านปลิวว่อนกระจัดกระจายไปคนละทิศคนละทาง แล้วเบิร์ทก็ไม่สามารถเยียวยาแม่ด้วยตัวเองในตอนนั้น ต้องส่งแม่ไปคุยกับอาจารย์หมอ ซึ่งแม่ก็แทบจะไม่เปิดใจรับอะไรเลย แม่รักพ่อมาก แทบจะอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีพ่อ อารมณ์ของแม่ขึ้นลงวันละหลายสิบครั้ง เขาอยู่ด้วยกันตลอดเวลาที่นครปฐม เพราะลูกๆ เรียนอยู่กรุงเทพฯ กันหมด”
เธอเล่าต่อไปว่า ที่จริงเธออยากจะช่วยบำบัดรักษาแม่เอง เพราะรู้จักแม่มากที่สุด “แต่ภาวะตอนนั้นสภาพจิตใจเบิร์ทก็แย่มาก มีบางครั้งที่แอบร้องไห้ตอนกลางคืน ไม่อยากให้แม่เห็น เพราะอยากเป็นหลักไม่ให้แม่กลัว แม่จะแย่ไปกว่านี้ ลึกๆ เบิร์ททำใจเรื่องพ่อยากมาก เพราะเป็นลูกคนเล็กแล้วสนิทกับพ่อมากที่สุด สิ่งที่เกิดกับพ่อมันกะทันหันจนตั้งรับไม่ทัน ก่อนเกิดเหตุไม่กี่ชั่วโมงเบิร์ทยังคุยโทรศัพท์กับพ่ออยู่เลยว่าเดี๋ยววันหยุดนี้พ่อจะมาหา แล้วอยู่ๆ พ่อก็จมน้ำแล้วไม่ฟื้นขึ้นมาเลย ไม่มีคำล่ำลา ไม่ได้สั่งเสีย มันเร็วมาก”
แล้วที่แย่ไปกว่านั้น ก็คือตอนที่แม่ซึมเศร้า เบิร์ทกับไม่สามารถรักษาแม่ได้ด้วยตัวเอง “คือทางจิตแพทย์แล้วเขาไม่แนะนำให้รักษาคนใกล้ชิดมากๆ เช่น ลูก สามี แม่ พ่อ เพราะเราจะไม่มีความเป็นกลางเอาตัวเข้าไปอยู่ในสถานการณ์มากเกินไป ไปร่วมอารมณ์ความรู้สึกกับเขาแบบแยกไม่ออก แต่เบิร์ทอยากจะดูแลแม่เอง แต่ตอนนั้นใจเบิร์ทมันก็บอบช้ำไม่แพ้แม่เลย จึงต้องส่งแม่ไปคุยกับอาจารย์หมอ แต่แม่ก็ไม่เปิดใจกับใครเหมือนกัน ถือว่าเป็นสถานการณ์ที่ยากลำบากมากที่สุดในชีวิตของเบิร์ทเลย หลายเรื่องประดังประเดเข้ามาพร้อมๆ กัน แต่ก็พยายามปลอบใจตัวเองว่าเราต้องผ่านมันไปให้ได้ เราต้องเข้มแข็ง เมื่อผ่านไปได้เราก็จะแข็งแกร่งเหมือนใจมีวัคซีนที่ได้เคยผ่านเรื่องยากๆ มาแล้ว” เธอ กล่าวด้วยเสียงหม่นเศร้า
แม่ของหมอเบิร์ทรักษาตัวอยู่นานหลายเดือนด้วยการพบแพทย์ อีกทั้งลูกสาวก็ชักชวนให้ทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อจะได้ลืมเรื่องเศร้า “แต่ในที่สุดพวกเราก็ผ่านมันมาได้ หลังพ่อเสีย เราพยายามไปวัดทำบุญ ปฏิบัติธรรม ทำบุญให้พ่อ เอาหลักธรรมะมาสอนใจว่า ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกรรม ความเจ็บ ความตาย เป็นกฏธรรมชาติที่ไม่มีใครอยู่เหนือได้ แม้แต่พระพุทธเจ้า เราต้องเตรียมใจและยอมรับ แม้จะยากทำใจ
“อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านเคยตรัสไว้ว่า ไม่มีบ้านไหนที่ไม่มีคนตาย ไม่มีใครที่สมหวังทุกเรื่อง ไม่มีใครที่ไม่เคยร้องไห้ ทุกชีวิตต้องเจอทั้งเรื่องผิดหวังและสมหวัง มีทั้งสุขและทุกข์ เมื่อมาแล้วมันก็ผ่านไป บางครั้งเกิดเร็ว บางครั้งเกิดช้า บางครั้งอยู่กับเรานาน บางครั้งเดี๋ยวเดียวก็จบไป จะอยู่สั้นอยู่ยาวก็ขึ้นกับบุญกรรมของแต่ละคนที่ทำกันมา
ของแบบนี้จึงต้องเผื่อใจ และทำใจเอาไว้ เมื่อมีความสุขมากๆ อย่าลืมว่าความทุกข์มันอาจจะมาเมื่อไหร่ก็ได้ ถ้าเตรียมใจเอาไว้ ในที่สุดเราก็จะผ่านไป ทุกอย่างต้องใช้เวลารักษาแผลใจ” เธอ กล่าวแนะนำ
&<2288;


