
ไม่จัดเกิน...ไม่จืดไป ‘ปรีดากร เมธเกรียงชัย’
ทุกครั้งที่ผ่านไปเกรย์ฮาวด์ คาเฟ่ สยามเซ็นเตอร์ จะพบหนุ่มตี๋สูงคอยดูแลโอเปอเรชันอย่างถึงลูกถึงคน และเมื่อได้พบพูดคุยกัน
โดย...ณัฐพล ช่วงประยูร / ภาพ ภัทรชัย ปรีชาพานิช
ทุกครั้งที่ผ่านไปเกรย์ฮาวด์ คาเฟ่ สยามเซ็นเตอร์ จะพบหนุ่มตี๋สูงคอยดูแลโอเปอเรชันอย่างถึงลูกถึงคน และเมื่อได้พบพูดคุยกัน ก็ทราบว่าเขาดูแลด้านการตลาดและสื่อสารองค์กร ในส่วนงานร้านอาหารของแบรนด์เท่นี้นั่นเอง
“แบงค์-ปรีดากร เมธเกรียงชัย” ทำงานด้านการบริหารการตลาดให้แบรนด์เกรย์ฮาวด์ในส่วนของคาเฟ่มากว่า 2 ปีแล้ว ก่อนหน้านี้เขาศึกษาปริญญาโทด้านที่ทำอยู่ที่ Middlesex University ประเทศอังกฤษ ในใจคิดฝันมาเสมอว่า ในเมื่อเขากิน เขาใช้ ของแบรนด์นี้มาตั้งแต่วัยรุ่น ความประทับใจในตัวแบรนด์นำพาแบงค์มาสู่หนทางการทำงานที่นี่
“ผมเริ่มจากเรียนโฆษณาที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เพราะรักในงานด้านนี้ ไปฝึกงานที่เอเยนซีโฆษณา และได้ทำงานเอเยนซีโฆษณา ซาชิ 1 ปี ก่อนคิดไปติดอาวุธด้านการตลาดเพิ่มเติม เพราะเป็นคนชอบเรียนรู้ ชอบฟังคนอื่นสอน และถ่ายทอดเรื่องดีๆ ไปแล้วจบกลับมา มาต่องานเอเยนซีอีก 2 ปี ที่แมคแคน ก่อนจะมาอยู่เกรย์ฮาวด์ครับ”
ที่นี่มีผู้บริหารระดับสูงอย่าง “ภาณุ อิงคะวัต” และ “พรศิริ โรจน์เมธา” ที่คร่ำหวอดในวงการโฆษณามาก่อน แบรนด์ที่แข็งแรงเติบโตนี่เองที่ดึงดูหนุ่มแบงค์ที่รักทั้งโฆษณาและมุมของการตลาด ส่วนผสมที่เกิดขึ้นจึงพอดิบพอดีกับชีวิตการงานเขา “ถึงแม้จะเป็นองค์กรไม่ใหญ่ ฉะนั้นเรื่องความสัมพันธ์จะใกล้ชิดกัน แต่ละแผนกก็รู้จักกัน อีกมุมหนึ่งเราก็ได้ใกล้ชิดกับคนเป็นเจ้าของ ผมก็ได้รับความไว้วางใจให้มีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางแต่ละปีของบริษัท ช่วยกำหนดกลยุทธ์ การวางแผน โปรโมชัน ซีอาร์เอ็ม ซีเอชอาร์ หรือแผนว่าปีนี้เราควรจะมีไปเปิดสาขาใหม่เพิ่มเติมไหม พี่ๆ ที่ทำงานด้วยกัน เขาฟังคนรุ่นใหม่ จึงเปิดโอกาสที่เราจะแชร์ไอเดียได้เสมอ
การทำงานตรงนี้ มีสองส่วนรวมกัน ผมได้ใช้สิ่งที่เรียนมาแน่ๆ ตรงสาย รวมถึงกระบวนการความคิด อีกส่วนก็ขวนขวายเองประยุกต์เอง ไม่ได้อยู่ในตำรา เพราะสิ่งที่มันเกิดขึ้นตรงหน้า ปัจจัยที่เพิ่มมา เราต้องหาคำตอบเพิ่มเติม อย่างตอนนี้ในประเทศเรามองไว้ว่าเปิดใหม่ปีละ 1 สาขา แต่ว่าปีนี้อาจจะไม่มี เพราะเราไปเปิดอินเตอร์เยอะแล้ว ตอนนี้มีที่ฮ่องกง 3 สาขา ไอเอฟที มอลล์ โอเชี่ยน เทอร์มินอล และปลายปีที่เฟสติวัล วอล์ก นอกจากนั้นก็มีที่เปิดพร้อมสยามเซ็นเตอร์เมื่อต้นปี ที่ปักกิ่ง และกลางปีนี้มีที่เซี่ยงไฮ้ พวกกลุ่มคาเฟ่ของต่างประเทศ จะมีแฟรนไชส์แมนเนเจอร์คอยดูอีกทีครับ
เนื่องจากแบรนด์โลคัลมีทั้งหมด 3 แบรนด์ คือ เกรย์ฮาวด์ คาเฟ่ ที่มี 8 สาขา และอนาเธอร์ ฮาวด์ คาเฟ่ ที่สยามพารากอน และจะมีแผนที่จะขยายอีกสักปีสองปี 2 แบรนด์นี้ถ้าใครไม่ทราบ จะบอกว่ามันแตกต่างกันตรง เกรย์ฮาวด์ ขี้เล่น ผ่อนคลายกว่า ขณะที่อนาเธอร์ ฮาวด์ จะสุขุม และดูหรูกว่า ยังมีอันที่ 3 คือ สวีท ฮาวด์ ร้านขนมและเครื่องดื่ม ซึ่งมีเจ อเวนิว และพารากอน เป็นแนวเด็กๆ รักสนุก วัยรุ่นหน่อยครับ”
หลังจากถามเล่นๆ ว่า แบงค์เป็นคนยังไงถ้าเทียบกับแบรนด์ เขาบอกว่า เขาก็เป็นเหมือน “สวีท ฮาวด์” และเป็นอีก 2 แบรนด์ได้ในบางเวลา ขึ้นกับกาลเทศะ แต่ที่แน่ๆ ของเป็น “ปีกไก่ทอด” ดูเหมือนง่ายๆ ธรรมดา แต่อร่อย ไม่เหมือนใคร
ย้อนกลับไปสมัยเรียนที่อังกฤษ เขาไปอยู่นานกว่าเวลาที่เรียน และลุยทำทุกอย่างเพื่อความอยู่รอด ว่างก็เที่ยวดูโลก ถึงเวลางานก็เต็มที่ “จริงๆ ทำหลายอย่าง เบสิกเลยคือ เสิร์ฟอาหาร แต่ทำหลายร้านแถวที่พัก ทำเป็นพาร์ตไทม์ และเที่ยวไปด้วย ได้เห็นอะไรเยอะๆ เงินที่พ่อแม่ให้มาเราก็จัดการให้มันใช้ได้ยาวขึ้น และหาเองเพิ่มขึ้น
ครั้งหนึ่งก็เป็นเชฟในร้านอาหารญี่ปุ่นดังของที่โน่น แต่ท้ายสุดแล้วก็ไม่ชอบอะไรที่ทำตามสูตร ชอบประยุกต์เอง ก็เลยทำกินเองได้หลายอย่างครับ ส่วนใหญ่จะเป็นทวิสต์ เช่น สปาเกตตีที่ใส่พริกป่น กับอื่นๆ ที่ไม่น่าจะอยู่ด้วยกัน
ตัวผมไม่หยุดนิ่ง หาอะไรทำไปเรื่อยระหว่างนี้ ตอนนี้ก็มีร้านก๋วยเตี๋ยว ลงทุนกับเพื่อนสมัยเรียนมัธยม อยู่แถวๆ ทาวน์ อิน ทาวน์ เป็นร้านเล็กๆ ง่ายๆ ไม่ติดแอร์ ขายก๋วยเตี๋ยวหมูต้มยำ มีหมูตุ๋นเนื้อตุ๋น เปิดได้ประมาณ 5-6 เดือน เพราะหุ้นส่วนทุกคนชอบกินก๋วยเตี๋ยว โชคดีได้สูตรมาจากร้านเด็ดร้านหนึ่ง ชอบไปกินกัน เขาก็ให้เพราะสนิทกัน
ทุกคนมีหน้าที่ต้องเข้าร้าน ประเมินตลอดว่าเป็นไงบ้าง ร้านเล็กๆ ไม่ใช่ว่าต้องทำแล้วรุ่งเรืองมาก ตอนเริ่มก็เหนื่อยหน่อยมาที่ร้านตั้งแต่ 6 โมงเช้า เพื่อเปิด 7 โมง มันอยู่ใกล้บ้าน ไปถึงเตรียมของเปิดร้านเสร็จ ก็อาบน้ำไปทำงาน เราก็แท็กทีมกัน กิจการนี้ลูกค้ามาเป็นระลอก แรกๆ คนเยอะมาก พอแถวนั้นมีคอมมูนิตีมอลล์เปิด ก็เงียบนิดนึง แต่ระยะยาวก็โอเคครับ
คุณพ่อคุณแม่สอนเสมอว่า ไม่เอาเปรียบคน มีมารยาทในสังคม ด้วยพ่อแม่เป็นคนขี้เกรงใจ ปลูกฝังเรามา เราก็ขี้เกรงใจเหมือนท่าน แม่จะสอนเรื่องการวางตัวในสังคม แต่งตัวให้ดีนะ ไปทำงาน และให้เกียรติสถานที่”
จากการเรียนรู้ในโลกการตลาดของแบรนด์ที่ตัวเองหลงรักมาแต่เด็กสู่มุมของการมีธุรกิจเล็กๆ ของตัวเอง ทำให้เขาได้ใช้ความรู้ความสามารถรอบด้านในทุกมุมตั้งแต่เล็ก กลาง ใหญ่ ที่สำคัญ นิสัยชอบกินดื่มนั้นก็ช่วยให้งานเดินไปด้วยพร้อมกัน
“การกินอาหารเป็นฮอบบีไหมครับ (หัวเราะ) ทำการตลาดร้านอาหาร ก็หาร้านไปลองไปชิมเรื่อย เรื่องของอาหาร ขนมหวาน พยายามชิมให้เยอะที่สุด หาที่ใหม่ๆ เสมอ ผมว่าคนจะทำด้านการตลาดต้องรู้เยอะ เห็นอะไรเยอะๆ สามารถพลิก และรู้จักหยิบนำมาใช้ประโยชน์ได้ คือ หัวแหลมนิดหนึ่ง ไม่ใช่เจออะไรดีๆ จะปล่อยผ่านไปไม่ได้
ความจำเป็นของคุณสมบัติตรงนี้ คือ เราต้องคิดว่าเรายังรู้ไม่พอเสมอ อย่างผมอยู่ในส่วนของที่เป็นร้านอาหาร ร้านเยอะแยะมากมายที่เปิดขึ้นมา ฉะนั้นการหาข้อมูล เก็บข้อมูลสำคัญ รู้เขารู้เรา ถ้าเราอยู่แถวหน้า จะไม่มีใครขึ้นมาอยู่แถวเราได้ มันอยู่ที่ตัวเรา เหมือนกับว่าถ้าอยากดูดี ต้องออกกำลังกาย ดูแลตัวเอง นั่นแหละครับ
พูดอย่างนี้ปกติผมก็ไม่ได้ออกกำลังกายนะ (หัวเราะ) ผมเน้นแฮงเอาต์กับกลุ่มเพื่อนเอเยนซีบ้าง เพื่อนมัธยมบ้าง แต่ว่าก็ดูแลตัวเองด้านอื่นๆ ช่วงไหนเราไม่ได้กินผลไม้ ไม่ได้กินผัก ก็จะกินวิตามินเสริม เริ่มโตขึ้นหน้าตาผิวพรรณจะดูโรย เมื่อก่อนไม่สนใจเลย ก็กลับมาดูแล จากเคยล้างหน้าอย่างเดียว ก็ทาครีมเป็นปกติมากขึ้น
ส่วนตัวชอบแต่งตัว ชอบพวกเครื่องประดับ อะไรเป็นตัวเราที่สุดหรือ ก็คือ เสื้อเชิ้ตขาว มีคาแรกเตอร์ของมัน ดูแมตช์กับตัวเอง ไม่ได้เจาะจงแบรนด์ แล้วแต่ช่วง และการแต่งตัวอย่างแหวนและเครื่องประดับจะเลือกให้เข้ากับสไตล์ของแต่ละช่วง
อีกเรื่องหนึ่งที่ขาดไม่ได้เลย ผมชอบดูแลเรื่องทรงผม ผู้ชายผมว่าผมสำคัญ ต้องเท่ เราหน้าตาไม่ดี ต้องมีอะไรที่ดึงบุคลิกเรา โดยรวมต้องดี
คนเราแต่ละคนแตกต่างกัน อะไรที่ไม่เยอะ ไม่น้อยไป นั่นกำลังดี”
สิ่งที่ ‘แบงค์’ เป็น
มัธยม : ภาษาไทยสังคม ศิลป์ภาษา สาธิตมหาวิทยาลัยรามคำแหง
มหาวิทยาลัย : นิเทศศาสตร์ การโฆษณา มหาวิทยาลัยกรุงเทพ
ปริญญาโท : ด้านบริหารการตลาด Middlesex University ประเทศอังกฤษ
มีพี่น้อง 4 คน เป็นคนสุดท้อง ไล่จากหญิงๆ ชายๆ ทุกๆ คนห่างกัน 2 ปี แต่แบงค์ห่างจากพี่ชายคนที่ 3 ถึง 5 ปี
เกิดและเติบโตในกรุงเทพฯ ย่านรามคำแหง เป็นลูกคนเล็กที่ตอนเด็กๆ พ่อโอ๋ เอาแต่ใจบ้าง แต่โตมาสนิทกับแม่ เคยน้อยใจว่าพี่ชายต้องไปเรียนไฮสกูลที่อเมริกา แต่เขาต้องอยู่กรุงเทพฯ แต่สุดท้ายเมื่อโตก็ได้โอกาสบินไปเรียนอังกฤษ
เป็นคนแหกคอกนิดหนึ่ง ลุคดูเป็นคนธรรมดาปกติ เรียบร้อย จริงๆ ก็จริงใจ แต่ดื้อเงียบ มีความเชื่อมั่นในสิ่งที่คิด
มีจุดยืน ถ้าเปรียบเป็นอาหารในร้านเกรย์ฮาวด์ คาเฟ่ เหมือนปีไก่ทอด ดูธรรมดาทั่วไปแต่กินแล้วอร่อยมาก ไม่เหมือนที่อื่น
การกินดื่มและแฮงเอาต์ คือ กิจกรรมยามว่าง รวมไปถึงการได้ใส่แหวน เครื่องประดับที่ชอบ กับเสื้อเชิ้ตขาวที่มีอยู่เกินครึ่งตู้ในห้อง มาพร้อมทรงผมที่ดูเหมือนไม่ตั้งใจ แต่ตั้งใจมาก นั่นคือภาพลักษณ์ที่เขาเป็น
การทำงานการตลาด และมีไอเดียเด็ดจากแนวทางของครีเอทีฟ คือ สิ่งที่ลงตัวของการเรียนโฆษณาและการตลาด ที่เขาหาส่วนผสมจนเจอ มาเป็น แบงค์เกรย์ฮาวด์ คาเฟ่ ในวันนี้







