posttoday
การประชุมนานาชาติณ เมืองพาราณสีอินเดียกรณีพระธรรมวินัยกับกฎหมายรัฐธรรมนูญ (ตอน ๙)

การประชุมนานาชาติณ เมืองพาราณสีอินเดียกรณีพระธรรมวินัยกับกฎหมายรัฐธรรมนูญ (ตอน ๙)

05 มีนาคม 2556

เพื่อเป็นระเบียบในการถือปฏิบัติของสมาชิกในชุมชนแห่งพระพุทธศาสนา ได้แก่ พระภิกษุสงฆ์เป็นหลัก

โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส

เพื่อเป็นระเบียบในการถือปฏิบัติของสมาชิกในชุมชนแห่งพระพุทธศาสนา ได้แก่ พระภิกษุสงฆ์เป็นหลัก เพื่อสร้างความสำนึกให้เกิดความเห็นชอบ โดยวางจุดมุ่งหมายของการบัญญัติสิกขาบทหรือพระวินัย ไว้ดังนี้

เพื่อความยอมรับว่าดีแห่งสงฆ์

เพื่อความสำราญแห่งสงฆ์

เพื่อข่มบุคคลผู้เก้อยาก

เพื่ออยู่สำราญแห่งภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก

เพื่อป้องกันอาสวะอันจะบังเกิดในปัจจุบัน

เพื่อกำจัดอาสวะอันจักบังเกิดขึ้นในอนาคต

เพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส

เพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว

เพื่อความตั้งมั่นแห่งพระสัทธรรม

เพื่อถือตามพระวินัย

ยกตัวอย่างก่อนบัญญัติสิกขาบท (๑) ในเรื่องปาราชิก กรณี “พระสุทินน์เสพเมถุนกับภรรยาเก่า” จากกรณีดังกล่าวถึงแม้จะไม่ผิดกฎหมาย และดูเหมือนว่าจะยังไม่ผิดกฎศาสนา เพราะในขณะนั้นยังไม่ได้ทรงบัญญัติสิกขาบทดังกล่าว แต่ทรงพิจารณาถึง “ตัวธรรม” หรือ กฎแห่งความจริงที่ปรากฏมีอยู่ในธรรมชาติ อันเป็น “สัจธรรม” ซึ่งไม่ว่าบุคคลหรืออำนาจสิ่งใดๆ ก็มิอาจปฏิเสธได้

ดังเช่นจากกรณีเสพเมถุนกับภรรยาเก่าของพระสุทินน์ ซึ่งได้รับผลจากการกระทำดังกล่าวโดยธรรม อันเป็นไปตามกฎแห่งกรรมให้มีความรำคาญใจ ความเดือดร้อนใจ และทราบว่าไม่อาจประพฤติพรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ได้ตลอดชีวิต ซึ่งพระผู้มีพระภาคได้ทรงประชุมสงฆ์ เพื่อพิจารณากรณีดังกล่าว และทรงติเตียน ว่า

การกระทำนั่นไม่เหมาะ ไม่สมควร ไม่ใช่กิจของสมณะ...ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทำ

พระองค์ได้ทรงพระมหากรุณาแสดงให้เห็น “อำนาจแห่งธรรม” ซึ่งเป็นธงชัยในพระพุทธศาสนาว่า ต้องเป็นไปเพื่อคลายความกำหนัด เพื่อความพราก เพื่อความไม่ถือมั่น ที่สำคัญ อันเป็นไปตามพุทธวิสัย คือ ทรงแสดงให้เห็นทั้งส่วนที่เป็นคุณ เมื่อถือปฏิบัติตามโดยการงดเว้น

ไม่ล่วงละเมิดในสิกขาบทนั้นๆ และให้เห็นการกระทำล่วงละเมิดที่นำไปสู่ความเป็นโทษ

เมื่อสร้างจิตสำนึกของพระสงฆ์ให้มีความเห็นชอบ...มีความดำริชอบตามธรรมแล้ว จึงทรงประกาศปฐมบัญญัติในครั้งนั้น ว่า

“ภิกษุใดเสพเมถุนธรรมเป็นปาราชิก หาสังวาสมิได้”

อนึ่ง บทลงโทษขั้นปาราชิก (ผู้พ่ายแพ้) นั้น เปรียบเทียบเสมือนโทษประหารชีวิตของทางโลก ซึ่งไม่สามารถบวชเป็นภิกษุในศาสนานี้ได้อีกต่อไป ต่อมาเพิ่มพระอนุบัญญัติ ๑, ๒ ว่าด้วย การเสพเมถุนธรรมแม้ในสัตว์เดรัจฉานตัวเมีย...และในภิกษุที่ไม่ได้บอกคืนสิกขา ไม่ทำความเป็นผู้ทุรพลให้แจ้ง เสพเมถุนธรรมโดยที่สุดแม้ในสัตว์เดรัจฉานตัวเมีย เป็นปาราชิก หาสังวาสมิได้

จากสิกขาบทดังกล่าว จะเห็นได้ว่าทรงอ้างอิงอำนาจแห่งธรรมเป็นใหญ่ ซึ่งมีนัยละเอียดประณีตกว่าหลักคุรุธรรมหรือศีลธรรมขั้นพื้นฐานเป็นการกล่าวอ้างถึงอำนาจคุณธรรมขั้นสูงสุด ซึ่งเป็นตัวอริยสัจ ที่เป็นตัวธรรมแท้ขั้นสูงสุด นี่คือ ความบริสุทธิ์สวยงามของพระธรรมวินัย ซึ่งให้ความยุติธรรมอย่างแท้จริง อันนำไปสู่ “วิสุทธิธรรม” เป็นที่สุด ลึกซึ้งละเอียดประณีตยิ่งกว่าหลักธรรมในเบื้องต้นและท่ามกลาง ดังนั้นจะเห็นได้ว่า บทบัญญัติในด้านพระวินัยของพระพุทธศาสนา จึงมุ่งสู่ความจริงขั้นสูงสุด ที่เรียกว่า “อริยสัจ” ซึ่งความจริงใดๆ ไม่ว่าจะโดยสมมติแห่งความจริง หรือสภาวะสัจจะ ปรมัตถสัจจะ ต้องไม่ขัดแย้งกับความจริงขั้นอริยสัจ จึงอนุโลมเป็นไปตามธรรม...สมควรแก่ธรรมได้ สรุปคือต้องไม่ขัดข้องแปลกแยกไปจากตัวธรรมเป็นสำคัญ

หากพิจารณาต่อในสิกขาบท (๒) ของหมวดปาราชิก ๔ เรื่องที่ทรงมีพระบัญญัติถือเอาทรัพย์ที่เจ้าของมิได้ให้ เป็นปาราชิก โดยปฐมเหตุเกิดจาก “พระธนิยะ กุมภการบุตร” ซึ่งจำพรรษาอยู่เชิงภูเขาอิสิคิลิในพระนครราชคฤห์ ได้มีเจตนาคือเอาไม้ของหลวงที่เขาไม่ได้ให้ไปเป็นของๆ ตน แม้ว่าพระเจ้าพิมพิสารจะทรงพระราชทานอภัยโทษในความผิดดังกล่าว ด้วยเห็นแก่ความเป็นสมณเพศ โดยงดเว้นการลงโทษในทุกกรณี ไม่ประหาร ไม่จองจำ ไม่เนรเทศ

แต่ในพระพุทธศาสนานั้น ทรงยกธรรมเป็นธงชัย ธรรมเป็นตราชู ทรงปกครองโดยธรรมาธิปไตย จึงทรงประชุมสงฆ์เพื่อพิจารณาสอบสวนเรื่องดังกล่าว และทรงติเตียนพระธนิยะ กุมภการบุตร เป็นอันมาก เมื่อจะทรงบัญญัติสิกขาบทดังกล่าว ได้ทรงตรัสถามถึงหลักกฎหมายของบ้านเมืองจากภิกษุผู้เคยเป็นผู้พิพากษาเก่า ว่า

“ดูก่อนภิกษุ พระเจ้าพิมพิสาร จอมเสนามาคธราชจับโจรได้แล้ว ประหารชีวิตเสียบ้าง จองจำไว้บ้าง เนรเทศเสียบ้าง เพราะทรัพย์ประมาณเท่าไรหนอ?”

พระภิกษุ (อดีตผู้พิพากษา) กราบทูลว่า “เพราะทรัพย์บาทหนึ่งบ้าง เพราะของควรค่าบาทหนึ่งบ้าง เกินบาทหนึ่งบ้าง พระพุทธเจ้าข้า” (สมัยนั้นทรัพย์ ๕ มาสกในราชคฤห์เท่ากับหนึ่งบาท)

อ่านต่อฉบับพรุ่งนี้

ข่าวล่าสุด

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน