
ลิขิต เอกมงคล เซ็กซี่ตัวพ่อ
ถ้ายุคนี้มีปั้นจั่น มี แทค ภรัญญู ถอดเสื้อถ่ายแบบโชว์กล้ามเซ็กซี่ ยังถือว่าเด็กๆ ถ้าเทียบกับตัวพ่อเมื่อ 20 กว่าปีก่อนอย่าง
ถ้ายุคนี้มีปั้นจั่น มี แทค ภรัญญู ถอดเสื้อถ่ายแบบโชว์กล้ามเซ็กซี่ ยังถือว่าเด็กๆ ถ้าเทียบกับตัวพ่อเมื่อ 20 กว่าปีก่อนอย่าง
โดย...กันย์
ถ้ายุคนี้มีปั้นจั่น มี แทค ภรัญญู ถอดเสื้อถ่ายแบบโชว์กล้ามเซ็กซี่ ยังถือว่าเด็กๆ ถ้าเทียบกับตัวพ่อเมื่อ 20 กว่าปีก่อนอย่าง แด๊กซ์-ลิขิต เอกมงคล ดาราหนุ่มนัยน์ตาเซ็กซี่ที่ว่ากันว่าเป็นดาราชายในยุคนั้นที่ขึ้นปกนิตยสารมากที่สุด และถ่ายแบบถอดเสื้อโชว์กล้ามบ่อยที่สุดในยุคนั้น เป็นพระเอกหุ่นเซ็กซี่ขยี้ใจสาว ด้วยความสูง 180 ซม. ผิวสีแทน นัยน์ตาขี้เล่น หน้าตาไทยแท้แต่โดนใจ เขาเล่นหนังมาทั้งหมด 51 เรื่อง ละครอีก 21 เรื่อง ประกบกับนางเอกหลายคน ในยุคนั้น ภาพยนตร์ที่สร้างชื่อคือ เพลิงพิศวาส กับ ช่างมันฉันไม่แคร์ ละครที่ดังมากๆ คือ จำเลยรัก
บทเด่นที่ลิขิตได้รับแล้วมักเกิดทุกครั้ง คือบทผู้ชายที่อยู่ในวงเวียนของความรัก ความสัมพันธ์ เน้นภาพผู้ชายที่มักถูกแวดล้อมด้วยผู้หญิงเยอะๆ ในเชิงชู้สาว เน้นโชว์เนื้อตัวหน้าตา เขาจะเด่นกับบทพวกนี้ ไม่ค่อยได้รับบทชีวิต หรือบทบู๊มากนัก
มีผลงานโฆษณาชิ้นแรก ถ่ายแบบกางเกงยีนส์ตั้งแต่เรียนมัธยมปลาย และเข้าสู่วงการเล่นๆ เมื่อปลายปี 2520 เล่นเป็นตัวประกอบ รับบทเป็นน้องชายของ มยุรา ธนะบุตร ในภาพยนตร์เรื่อง ซุปเปอร์ลูกทุ่ง ของ
คิด สุวรรณศร แล้วเริ่มฝึกปรือฝีมือในโรงเรียนศิลปะการแสดงของ วีรประวัติ วงศ์พัวพันธ์ โดยมี หม่อมน้อยม.ล.พันธุ์เทวนพ เทวกุล และครูช่างชนประคัลภ์ จันทร์เรือง เป็นอาจารย์
หลังจากนั้นก็หายเงียบไป ไปเป็นนายแบบอยู่หลายปี และเป็นตัวประกอบละครเรื่อง จดหมายจากเมืองไทย ของท่านมุ้ย แต่ยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก จนเมื่อปี 2526 คิด สุวรรณศร ชักชวนมาเล่นภาพยนตร์เรื่องแรกคือ “ปล.ผมรักคุณ” คู่กับ อรพรรณ พานทอง และได้เป็นหนุ่มแพรว ประจำปี 2527 หลังจากนั้นก็เซ็นสัญญาเล่นหนังกับสหมงคลฟิล์ม เป็นเวลา 3 ปี มีผลงานต่อจากเรื่องแรก คือ เฮฮาเมียนาวี และมาโด่งดังมากจากเรื่องเพลิงพิศวาส ในปี 2527 เขาเคยได้รับรางวัลตุ๊กตาทองดาราชายนำยอดเยี่ยมจากเรื่อง ครั้งเดียวก็เกินพอ เมื่อปี 2531 และตุ๊กตาทองตัวที่ 2 จากเรื่องขยี้ ในปี 2534 และยังเคยได้รับเลือกตั้งเป็น สจ.อ่างทอง ที่บ้านเกิดของเขาเมื่ออายุ 25 ปี
ละครที่เล่นเป็นพระเอกเรื่องสุดท้ายคือ เสราดารัล (2538) หลังจากเรื่องนี้ ก็หยุดการแสดงไปประมาณ 2 ปี เนื่องจากมีปัญหาเรื่องตา กลับมาอีกทีก็ปี 2540 เริ่มด้วยเรื่อง พันหนึ่งราตรี (เป็นบทรองครั้งแรก) และเรื่องสุดท้ายคือ 7 พระกาฬ ปี 2547
ปลายปี 2537 เขามีปัญหาเป็นงูสวัดขึ้นที่ตา จึงต้องไปผ่าตัด จนทำให้ใบหน้าเปลี่ยนไป (แต่บางกระแสว่าเขาไปทำศัลยกรรม) หลังจากที่มีปัญหาที่ใบหน้า งานก็ซาลง
จากนั้นกลับไปเปิดมินิมาร์ตที่อ่างทอง ปัจจุบันในวัย 55 ปี (15 ธ.ค. 2501) เขาทำธุรกิจขายตรงเกี่ยวกับอาหารเสริมสำหรับผู้ชายชื่อแด๊กซ์ซี่ ตามชื่อเล่นของเขา (ชื่อจริง-ลิขิต ศุกรเสพย์) แว่วๆ มาว่าอยากกลับมาเล่นละครกับ สุรางค์ เปรมปรีดิ์ อีกครั้งที่ช่อง 3







