posttoday
ชำระความเชื่อเพื่อเอื้อความจริง (6)

ชำระความเชื่อเพื่อเอื้อความจริง (6)

03 กุมภาพันธ์ 2556

จำได้ไหมว่า ตอนที่สถานการณ์การเผชิญหน้ากำลังรุนแรง อาตมา (ว.วชิรเมธี) พระไพศาล วิสาโล พระพยอม กัลยาโณ

จำได้ไหมว่า ตอนที่สถานการณ์การเผชิญหน้ากำลังรุนแรง อาตมา (ว.วชิรเมธี) พระไพศาล วิสาโล พระพยอม กัลยาโณ

โดย...ว.วชิรเมธี ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตตยาลัย

จำได้ไหมว่า ตอนที่สถานการณ์การเผชิญหน้ากำลังรุนแรง อาตมา (ว.วชิรเมธี) พระไพศาล วิสาโล พระพยอม กัลยาโณ พระปิยโสภณ และท่านแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต ร่วมกับองค์กรชาวพุทธอีกมากมาย ได้รวมตัวกันจัดงาน “ขอบิณฑบาตความรุนแรง” ที่อุทยานเบญจสิริ ยังจำได้ว่า วันนั้น มีนักข่าวไปทำข่าวร่วมร้อยคน ทั้งนักข่าวชาวไทยและต่างประเทศ ทุกครั้งที่ให้สัมภาษณ์ยามเหตุการณ์จวนเจียนจะเกิดความรุนแรงถึงขั้นเผชิญหน้า อาตมาก็พูด ก็ย้ำให้ใช้ขันติธรรมและสันติวิธีเสมอ นอกจากนั้นยังได้เขียนหนังสือเพื่อส่งเสริมให้คนรักกัน เมตตากันอีกมากมาย เช่น สันติวิธีเพื่อสันติประชาธิปไตย, รักแท้คือกรุณา, เมตตาธรรม, อหิงสา : มรรคาสู่สันติภาพ, ศานติมรรคา เป็นต้น

พูด ก็พูดเถอะ คนธรรมดา ก็ยังรู้เลยว่า ในสถานการณ์ที่ไทยกำลังจะฆ่าไทยเช่นนั้น ไม่มีใครเขาลุกขึ้นมายุให้คนฆ่ากันหรอก ขนาดคนธรรมดาเขายังรู้เลยว่า อะไรควร อะไรไม่ควร ประสาอะไรกับอาตมา ที่บวชเรียนมาทั้งชีวิต จะไม่รู้เรื่องเช่นนี้ ดังนั้นเลิกคิดเสียทีว่า อาตมายุให้คนฆ่ากัน เลิกเหมาเอาเสียทีว่า อาตมานิยมความรุนแรง ถ้าอาตมาเป็นคนเช่นนั้น มีหรือที่องค์กรระหว่างประเทศจะถวายรางวัล “การศึกษาเพื่อสันติภาพ”

นอกจากนั้นแล้ว ในพระวินัยของพระท่านก็บัญญัติชัดเจนว่า การฆ่าสัตว์ก็ดี การฆ่าคนก็ดี ล้วนเป็นบาปหนัก พระที่ฆ่าเองก็ดี ยุให้คนอื่นฆ่ากันก็ดี ก็ถือว่า สุ่มเสี่ยงต่อการประพฤติผิดวินัยทั้งสิ้น ในเมื่อพระวินัยก็กำกับอยู่อย่างนี้ พระพุทธศาสนาก็เป็นศาสนาแห่งสันติภาพอย่างนี้ ตัวอาตมาเองก็เป็นคนปกติดีอยู่อย่างนี้ จึงไม่มีทางที่อาตมาจะลุกขึ้นมายุยงส่งเสริมให้คนไทยฆ่ากันเองอยู่แล้ว ที่พูดๆ กันก็ดี ที่ตีความกันก็ดี ที่กล่าวหากันอยู่ก็ดี ว่าอาตมามีเจตนาเช่นนั้น ก็ล้วนเกิดจากการไม่ได้อ่าน “เนื้อหาที่ครบถ้วน” ของบทความต้นเรื่องทั้งนั้น

ความจริงเรื่องที่อาตมาไม่ส่งเสริมความรุนแรงนี้ ไม่ต้องใช้ความรู้ขั้นสูงระดับดุษฎีบัณฑิตก็น่าจะรู้ดีอยู่แล้ว เพราะการฆ่าคนเป็นบาปพื้นฐานที่ศาสนาทุกศาสนา สังคมทุกสังคม ประเทศทุกประเทศในโลกนี้ ไม่มีใครเขาอนุญาตให้ทำทั้งนั้น การที่จู่ๆ คุณหรือใครบางคนมาตราหน้าอาตมาว่า ยุให้คนฆ่ากัน จึงออกจะเป็นการกล่าวหาที่ขาดทั้งสามัญสำนึก ขาดทั้งความรู้พื้นฐาน และขาดทั้งความเข้าใจในพระธรรมวินัยอย่างยิ่ง

นึกจะพูด ก็พูด นึกจะตีความอย่างไรก็ตีความ ทั้งๆ ที่หากจะลองใช้สามัญสำนึกปกติตรองดู ก็จะพบว่า แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่อาตมาจะเอาตัวเองมาเสี่ยงต่อการผิดพระวินัยหรือเสี่ยงต่อภยันตรายถึงเพียงนั้น ลองคิดดูเล่น ๆ ก็ได้ พระรูปหนึ่งตัวเล็กๆ เพียงคนดียวกับกองทัพประชาชนเป็นล้านๆ ที่กำลังมีความคิดทางการเมืองเข้มข้นเต็มที่ ในบรรยากาศอย่างนี้ พระรูปหนึ่งจะลุกขึ้นมาบอกว่า “จงฆ่ากันเถิด เพราะว่าการฆ่าคนไม่เป็นบาป” ถามว่า จะพูดอย่างนี้ สอนอย่างนี้ไปเพื่ออะไร ด้วยแรงจูงใจชนิดใด ด้วยหวังประโยชน์อะไร มองอย่างไรก็เป็นเรื่องไม่สมเหตุสมผล แต่ทั้งๆ ที่ไม่สมเหตุสมผล ทว่าก็มีบางคนพยายามระบายสีให้อาตมาเป็นคนอย่างนั้น นี่ต่างหาก คือ เจตนาไม่ซื่อ ไม่ใส ไม่บริสุทธิ์ใจในการวิพากษ์วิจารณ์

ปุจฉา

ครับ, ผมกระจ่างแก่ใจแล้วครับว่า วลี “ฆ่าเวลา บาปยิ่งกว่าการฆ่าคน” ไม่เกี่ยวอะไรเลยกับการยุคนให้ฆ่ากันที่เกิดอยู่ในช่วงนั้นแม้แต่น้อย เพราะเริ่มต้นของวลีนี้ก็ขึ้นต้นด้วยคำว่า “ฆ่าเวลา” ชัดเจนอยู่แล้ว ว่าเรากำลังพูดกันเรื่องเวลา การเน้นคำว่า “บาปยิ่งกว่าการฆ่าคน” ก็เพื่อปลุกให้คนตื่นขึ้นมาสนใจในเรื่องของการฆ่าเวลาเท่านั้น ไม่ได้มุ่งส่งเสริมให้คนฆ่ากันแม้แต่น้อย ประเด็นนี้ชัดไปแล้วนะครับ ยิ่งถ้าได้อ่านบทความเรื่อง “มายาการของหลอดด้าย” ประกอบ ผมก็แทบหมดคำถามเลยละครับ

ทีนี้ ผมขอถามไปถึงเทคนิคการสอนนิดหนึ่งนะครับ ผมอยากทราบว่า การสอนชนิดที่ใช้คำแรงเพื่อ “ปลุก” ให้คนตื่นขึ้นมาในลักษณะเช่นที่ท่านอาจารย์ใช้อยู่นี้ เท่าที่ทราบ ท่านอาจารย์พุทธทาสก็เคยใช้บ่อยใช่ไหมครับ ?

“ตื่นรู้” อย่าอยู่แค่ “ตื่นตูม”

วิสัชนา

การพูดเพื่อกระตุกคนให้ “ตื่น” หรือตกใจด้วยความฉงนสนเท่ห์นี้ เป็นรูปแบบการสอนอย่างหนึ่งในวัฒนธรรมพุทธเลยทีเดียว ไม่ใช่ท่านพุทธทาสภิกขุเท่านั้น (เช่น ที่ท่านพุทธทาสเคยกล่าวในทำนองว่า “บางส่วนของพระไตรปิฎกสามารถปลดออกไปได้ถึง ๖๐% ที่เหลือ ๔๐% น่าจะเป็นพระพุทธพจน์แท้ๆ เป็นต้น เมื่อกล่าวเช่นนี้ท่านก็อธิบายยืดยาว เพื่อบอกว่า ไม่ควรเชื่อสิ่งที่ปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎกไปเสียทั้งหมด แต่ควรอ่านพระไตรปิฎกอย่างมีวิจารณญาณ เจตนาท่านไม่ต้องการให้ “ยึดติด” พระไตรปิฎก แต่ก็มีคนรุมด่าว่าท่านไม่เคารพพระพุทธเจ้าหรือเป็นเดียรถีย์ ทั้งๆ ที่เจตนาของท่านต้องการเตือนไม่ให้ยึดติดพระไตรปิฎกอย่างงมงายเท่านั้น ไม่ได้ต้องการให้ “ทำลาย” พระไตรปิฎกแม้แต่น้อย แต่คนที่ “อ่านไม่ครบทุกถ้อยกระทงความ” หรืออ่านครบแต่มีปัญหาเรื่อง “อ่านหนังสือไม่แตก” ก็ตำหนิท่านจนเขียนหนังสือด่าท่านได้เป็นเล่มๆ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความจริงก็พิสูจน์ให้เห็นว่า ที่ท่านพูดนั้นถูกต้องแล้ว ท่านดาไล ลามะ อีกรูปหนึ่ง ก็มีลักษณะไม่เชื่ออะไรง่ายๆ ต้องการให้ชาวพุทธศึกษาพระไตรปิฎกอย่างเป็นวิทยาศาสตร์เหมือนท่านพุทธทาส ดังท่านกล่าวว่า หลายเรื่องในพระไตรปิฎกท่านรับได้หมด แต่เรื่องที่ยกให้เขาพระสุเมรุเป็นศูนย์กลางของโลกนั้นขัดกับข้อเท็จจริงในปัจจุบัน ในเรื่องนี้ท่านรับไม่ได้ พอท่านกล่าวอย่างนี้ คนที่ศึกษาพระไตรปิฎกมาเป็นอย่างดีและมีความรู้ศาสตร์ร่วมสมัยก็ยอมรับท่านได้ ไม่รีบลุกขึ้นมาด่าท่านเลย แต่การพูดอย่างนี้ ก็ต้องถือว่า “แรง” มากสำหรับคนธรรมดา แต่ก็ได้ผลเพราะทำให้คนลุกขึ้นมาค้นคว้าประเด็นที่ท่านเอ่ยถึงกันพอสมควร) ที่นำมาใช้บ่อย แม้แต่พระพุทธเจ้าเอง ท่านก็ทรงใช้

(ล้อมกรอบ) ต่อจากนี้คอลัมน์ ปัญญาภิวัฒน์ ของท่าน ว.วชิรเมธี จะย้ายจากวันอาทิตย์มาอยู่วันอังคาร ดังนั้นผู้อ่านโปรดติดตามอ่านตอนที่ 7 ได้ในวันอังคารที่ 5 ก.พ.เป็นต้นไป

&<2288;

&<2288;

 

ข่าวล่าสุด

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69