posttoday
เรื่องเล่าจาก ‘ข้าวของ’

เรื่องเล่าจาก ‘ข้าวของ’

30 มกราคม 2556

โดย... หนูดี–วนิษา เรซ

โดย... หนูดี–วนิษา เรซ

เราเคยสงสัยไหมคะว่า ข้าวของที่เราใช้กันทุกๆ วันนี้ เมื่อเราใช้เสร็จแล้ว หรือทิ้งไปแล้ว “ข้าวของ” เหล่านั้นไปที่ไหนกัน

หนูดีเองก็เคยสงสัย แต่ก็ไม่เคยไปตามเส้นทางของข้าวของสักที แต่มีผู้หญิงคนหนึ่งค่ะ ที่เขาใช้เวลาเป็นสิบปีในชีวิต เดินตามเส้นทางของ “ข้าวของ” ที่เราใช้ ตั้งแต่เราเลิกใช้จนกลายเป็นขยะ และตามว่า ขยะเหล่านั้นไปไหนกันแน่

เรามักคิดว่า เมื่อของหายไปจากสายตา มันจะหายไปจากโลก แต่ในความเป็นจริงแล้วของเหล่านั้น ไม่หายไปไหน แล้วเส้นทางการเดินทางของ “อดีตของรัก”? ของเราเหล่านี้ ช่างน่าสนใจอย่างนึกไม่ถึงเลยค่ะ

ผู้หญิงที่ตามการเดินทางของ “ข้าวของ”?นี้ ชื่อแอนนี่ เลียวนาร์ด ซึ่งทำเว็บไซต์ www.storyofstuff.com และตอนนี้เธอก็มีหนังสือของตัวเองชื่อเดียวกัน ซึ่งเพิ่งแปลเป็นไทยชื่อแปลตรงตัวเลยว่า “เรื่องเล่าของข้าวของ” ซึ่งในเว็บนั้น หากใครมีเวลาลองเปิดดูนะคะ รับรองว่าจะอึ้งและทึ่งกับความจริงที่เธอเล่าให้ฟังแบบง่ายๆ ดูจบอาจจะอยากเลิกช็อปปิ้งไปพักใหญ่

“ข้าวของ” และ “อิสรภาพทางการเงิน” และ “ดัชนีความสุข” ของเรา เป็นสิ่งที่เกี่ยวพันกันแบบแยกไม่ออกเลย ซึ่งจุดเริ่มต้นของ 2 สิ่งหลัง ก็เริ่มต้นที่ “ข้าวของ” นั่นเอง

ในสังคมที่การจับจ่ายเป็นประจำเป็นเรื่องปกติ การซื้อของชิ้นใหม่ทั้งๆ ที่ชิ้นเดิมยังใช้การได้ดีอยู่เป็นเรื่องปกติ และการมีเสื้อผ้ารองเท้ามากกว่าที่เราจะใส่ได้ในรอบปี จนบางครั้งไม่รู้ว่า มีเสื้อตัวนี้อยู่ในตู้ด้วยหรือ...ก็เป็นเรื่องปกติ ดังนั้น ณ ขณะนี้ คนคนหนึ่งในสังคมประเทศพัฒนาแล้ว จะมีข้าวของที่ตัวเองไม่ได้ใช้ หรือใช้ไม่คุ้ม ต้องทิ้ง ต้องบริจาค หรือเก็บๆ ไว้ในบ้านเป็นปริมาณมหาศาล

เมื่อเรา ซื้อๆๆ บ่อยเข้าจนเกิดความเคยชินกับพฤติกรรมนี้ พอถึงจุดหนึ่ง เราต้องซื้อให้มากขึ้น หรือซื้อให้แพงขึ้น เราจึงจะมีความสุขได้เท่าเดิม

ถ้าพูดถึงความสุขแล้ว ตามรายงาน State of the World ของสถาบัน World Watch ปี 2004 พบว่า เมื่อคนเราได้รับปัจจัย 4 ครบถ้วนแล้ว ความสุขที่เกิดขึ้นมาจากการได้ข้าวของก็จะลดลง ตัวอย่างหนึ่ง ในปี ค.ศ. 1957 เคยมีการทำโพลสำรวจระดับความสุขของชาวอเมริกัน พบว่าคนอเมริกัน 35% ตอบว่า “มีความสุขมาก” ซึ่งเป็นระดับสูงสุด เมื่อเทียบกับโพลที่ทำเป็นประจำปีในเวลาปัจจุบัน พบว่าไม่เคยมีปีไหนอีกเลยที่คนอเมริกันจะไต่ระดับกลับไปที่ความสุขมากสุดอีก ทั้งๆ ที่เวลานี้คนปัจจุบันมีศักยภาพในการซื้อของ และมีข้าวของในครอบครองมากกว่า 5060 ปีที่แล้วไม่รู้กี่เท่า

หนูดีพบด้วยตัวเองว่า ของชิ้นไหนที่อยากได้มากๆ และซื้อไม่ได้ในเวลานั้น เพราะไม่สะดวกด้วยเหตุอะไรบางอย่าง เช่น จะซื้อออนไลน์แล้วไม่มีเวลาพอส่งคำสั่งซื้อได้ในตอนนั้น แต่เซฟภาพไว้ก่อน และมีเรื่องยุ่งๆ ก็ลืมไป เสร็จแล้วผ่านไป 23 วันกลับมาเห็นภาพนั้นอีกครั้ง แต่ความ “อยากได้” ก็ได้หายไปเรียบร้อยแล้วอย่างไม่น่าเชื่อ บางครั้งเห็นแล้วยังงงว่า เมื่อสองวันก่อน เราอยากซื้อของชิ้นนี้มากๆ ได้อย่างไร ไม่เห็นสวยเลย

สิ่งของที่เราเลิกใช้และทิ้งไป หากไม่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ ก็จะต้องทำลาย หรือฝัง กองทิ้งไว้ ในบางประเทศ เช่น อเมริกานั้น ที่เก็บขยะที่ทำลายไม่ได้เหล่านี้ มีไม่มากเพียงพอ จนถึงขั้นว่าบางกรณีต้องมีการซื้อพื้นที่ในบางประเทศเพื่อ “กอง” ขยะเหล่านี้ทิ้งไว้ จนกว่าจะคิดว่าจะทำอะไรกับมันต่อไป

การบริโภค (Consumption) ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ เพราะตราบใดที่เรายังมีชีวิตอยู่ เราก็ต้องบริโภคเพื่อให้มีชีวิตต่อไปได้ แต่สิ่งที่ผิดปกติในสังคมปัจจุบันคือ การบริโภคเกิน (Overconsumption)

ถ้าเรามาตามดูวิธีที่คนเราใช้เงินในปัจจุบัน เราจะตกใจว่า โลกยุคนี้ ใช้เงินไปกับข้าวของและบริการที่ “ไม่ได้จำเป็นขนาดนั้น” มากกว่าของที่จำเป็นจริงๆ มากนัก

ข้อมูลของสหประชาชาติในปี 2003 พบว่าผู้คนทั่วโลกใช้เงินจับจ่ายดังนี้ เช่น ใช้เงินสำหรับการล่องเรือสำราญเป็นเงิน 1.4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ แต่หากเราจะจัดหาน้ำดื่มสะอาดให้ทุกคนบนโลกนี้มีค่าใช้จ่ายเพียง 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้นเอง หรือมีการใช้เงิน 1.8 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ไปกับค่าเครื่องสำอางสตรี แต่เราจะใช้เงินเพียง 1.2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้นกับการให้บริการสาธารณสุขสำหรับสตรีเจริญพันธุ์ทุกคนในโลก ฯลฯ

และที่น่าสนใจคือ การออกแบบสินค้าในปัจจุบัน ได้ถูกออกแบบให้เราใช้ได้ “ในช่วงเวลาหนึ่ง” เท่านั้น และหลังจากนั้นสินค้าจะเริ่มเสื่อมคุณภาพ หรือพัง จนกระทั่งบางบริษัทขนาดใหญ่ถึงกับต้องมีทีมที่ปรึกษา ที่จะคิดค้นวิธีออกแบบให้สินค้าชิ้นหนึ่งใช้ได้นานพอที่ผู้บริโภคจะไว้วางใจจนยินดีกลับมาซื้ออีก แต่ไม่นานเกินไปจนเขาไม่ยอมซื้อโมเดลใหม่ พูดง่ายๆ ว่า ต้องพังให้ถูกเวลานั่นเอง

เมื่อมามองสังคมบริโภคนิยมของเราในเวลานี้ หนูดีพบว่า ตัวเราต้องตั้งสติให้มากๆ เพราะข้อดีของโลกปัจจุบันคือ หากเราอยากได้อะไร เราสามารถหาสิ่งที่ต้องการได้อย่างรวดเร็ว ขอให้มีเงินพอซื้อเสียอย่าง แต่ปัญหาคือเราก็จะโดนกระตุ้นให้ซื้อมากเกินไป บ่อยเกินไป เร็วเกินไป จนได้ของที่จะกลายเป็นขยะในบ้านของเรา และไปทับถมเป็นขยะของโลกในเวลาต่อไป และที่สำคัญเราคิดว่า การมีของครบจะทำให้เราสะดวกสบายและมีความสุขมากขึ้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว คนในปัจจุบันก็ไม่ได้มีความสุขมากกว่าคนในสังคมเมื่อ 50100 ปีก่อน ที่ข้าวของอะไรก็แทบไม่มีให้หาซื้อเท่าใดเลย

ข่าวล่าสุด

การบินไทย ออกมาตรการเยียวยาผู้โดยสาร กระเป๋าตกค้าง ยกเลิกเที่ยวบิน ช่วงน้ำท่วม

การบินไทย ออกมาตรการเยียวยาผู้โดยสาร กระเป๋าตกค้าง ยกเลิกเที่ยวบิน ช่วงน้ำท่วม