
สืบเนื่องจากงานสวดพระปริตรฯ ครั้งที่ ๔๒ชินบัญชรอธิษฐานธรรมณ วัดระฆัง (ตอน ๔)
โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส
โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส
เมื่อเราไม่คิดจะเบียดเบียนใคร ก็คือไม่เบียดเบียนตนเอง แต่ถ้าเราคิดเบียดเบียนใครนั้น ก็คือเบียดเบียดตนเอง เพราะจิตมันก็จะเกิดอาการของอกุศลขึ้น บาปอยู่ที่จิต บุญก็อยู่ที่จิต... คิดดี ถูกต้องตรงธรรม ก็เป็นบุญ... คิดผิด ผิดจากธรรม ก็เป็นบาป บาปก็เร่าร้อน บุญก็เยือกเย็น ปัจจุบันนี้เห็นได้ไหม...เห็นได้ บุญบาปเกิดขึ้น เห็นได้ทุกขณะจิต ถ้าเรามีสติปัญญาในระดับที่พอที่จะเป็นคนที่ประเสริฐ มันก็เห็นบุญเห็นบาปที่จิตของเราได้ เมื่อบุญบาปเกิดขึ้นขณะนี้ เบื้องหน้ามันติดตัวไป มันก็ต้องแสดงผล จึงไม่ต้องทำนายว่า เบื้องหน้าเป็นบุญหรือเป็นบาป ถ้าปัจจุบันมันเป็นอย่างไร เบื้องหน้ามันก็ต้องเป็นส่งต่อไปอย่างนั้น เป็นไปตามวิถีธรรมว่า มันต้องเป็นเช่นนี้ จึงขอให้ดำริตั้งเมตตานั้นพร้อมกันในจิตว่า...
“ขอข้าพเจ้ามีความสุข ขอข้าพเจ้าปราศจากความทุกข์ ขอข้าพเจ้าปราศจากเวร ขอข้าพเจ้าปราศจากความพยาบาท ความเบียดเบียน ขอข้าพเจ้าปราศจากความคับแค้นใจ ความทุกข์ใจ ขอให้ถึงความสุข พ้นจากทุกข์ภัยทั้งปวงเถิด...” เราระลึกที่จิตของเรา “อะหัง สุขิโต โหมิ, นิททุกโข โหมิ, อะเวโร โหมิ, อัพยาปัชโฌ โหมิ, อะนีโฆ โหมิ, สุขี อัตตานัง ปะริหะรามิ” รวมจิตเราให้มีเมตตา สงบนิ่ง และมีความสุข โดยการละ นำออกซึ่งความคับแค้นความทุกข์ทั้งปวง ชั่วขณะที่ควบคุมจิตได้นั้น อำนาจกุศลผลบุญเกิดยิ่งกว่า... มากกว่าที่เราสวดสาธยายมาทั้งหมด ที่สวดสาธยายทั้งหมดมันจะมีผลหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการประจุอำนาจธรรมเมตตาลงไปในจิต ในเมื่อจิตเรามีเมตตาสมบูรณ์แล้วในการอธิษฐานตอนสุดท้ายที่เราสวดสาธยาย
เพื่อสำเร็จดังเจตนาก็สัมฤทธิผล สัมฤทธิผลก็ด้วยจิตนั้น จิตนี้เป็นใหญ่ จิตนี้เป็นหัวหน้าในกิจการทั้งปวง จิตนี้เป็นประธานอันนำไปสู่ความสำเร็จในสรรพธรรมทั้งหลาย... จะสุข จะทุกข์ จะดี จะชั่ว บาป บุญ ประธานแห่งการกระทำ คือ มโนตัวนี้ หรือจิตใจตัวนี้ จึงกลับมาที่สาเหตุแห่งการเลื่อนไหลไปสู่สุขทุกข์ ก็คือจิต ขอให้ทุกคนพึงรวบรวมจิตนั้นให้มั่นคง ความมั่นคงแห่งจิตนั้นต้องมีธรรมะเป็นหลักยึด ซึ่งหลักแห่งความมั่นคงของจิตก็คือพรหมวิหารธรรม และพรหมวิหารในเบื้องต้นก็คือเมตตาธรรม ถ้าเมตตาไม่เกิด กรุณาก็ไม่มา มุทิตาก็ไม่มี จึงไม่ต้องถามถึงอุเบกขา... ทำเมตตาให้เกิดขึ้นก่อน สัตว์ใดมีเมตตา สัตว์นั้นเรียกว่าสัตว์ประเสริฐ ลองชั่งน้ำหนักดูว่าเราเป็นสัตว์ที่ประเสริฐหรือไม่ อยู่ที่เรามีเมตตาหรือไม่ ถ้าเราขาดเมตตา เราก็ใกล้เคียงกับสัตว์เดรัจฉาน คนที่ไม่รู้เรื่อง และไม่รู้จัก และไม่เข้าใจ ไม่ประพฤติ ไม่ปฏิบัติ ก็คือคนที่อยู่นอกทางความเป็นมนุษย์ที่ประเสริฐ และมนุษย์ที่ประเสริฐนั้นก็ต้องมีความประพฤติอยู่กับธรรมะในเบื้องต้น คือ ศีลธรรม แต่ศีลธรรมจะเกิดขึ้นได้นั้น จิตต้องมีเมตตาธรรม เมตตาธรรมนั้นจึงเป็นน้ำเลี้ยงจิตอันยิ่งใหญ่ ยังให้จิตเติบโตบนพื้นฐานของความดีที่เพื่อความมีคุณธรรมมีจริยธรรมอันประเสริฐ ถ้าขาดเมตตาธรรมรักษาแล้วนี่ เหมือนบ้านทั้งหลังขาดเสากลางเสาหลัก มันก็พัง...
พรหมวิหารจึงเป็นอำนาจธรรมที่รักษาให้จิตนั้นไม่พังทลายจากความดี จึงต้องตั้งเมตตาขึ้น ผู้ตั้งเมตตาขึ้นในจิตได้นั้น สมบัติย่อมเกิดขึ้นได้ เพื่อนำไปสู่ความสำเร็จประโยชน์แห่งความดีทั้งปวง ดังนั้น การจะอธิษฐานสิ่งใดนั้นย่อมเกิดในประโยชน์นั้นๆ จึงควรแก่การใช้เวลาสั้นๆ ไม่กี่นาที ดำริจิตลงที่เมตตา ให้บริกรรมในจิตอีกครั้งตามเสียงอาตมาว่า “อะหัง สุขิโต โหมิ, นิททุกโข โหมิ, อะเวโร โหมิ, อัพยาปัชโฌ โหมิ, อะนีโฆ โหมิ, สุขี อัตตานัง ปะริหะรามิ” เมื่อดำริตามคำกล่าวลงกลางจิตแล้ว ให้แปลเป็นภาษาที่เข้าใจได้ ก็จะเกิดอำนาจเมตตาขึ้น ก็จะขจัดความเห็นแก่ตัวออกไปได้ ด้วยธรรมดาของพื้นฐานแห่งสัตว์ทั้งหลาย ย่อมมีความเห็นแก่ตัว ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดต่างๆ เพราะเห็นแก่ตัว อยากได้ อยากมี อยากเป็น
แม้ที่สุดของผู้อื่นก็ปล้นชิงทำลายได้ เมื่อสัตว์มีความเห็นแก่ตัวมากขึ้น มากขึ้น การประทุษร้ายต่อชีวิตต่อทรัพย์ย่อมมีปัญหาคอร์รัปชันในสังคมย่อมเกิดขึ้นด้วย เพราะสัตว์มาก
ไปด้วยความเห็นแก่ตัว มักมากจนไม่รู้วิถีธรรม ไม่รู้แนวธรรมความถูกต้อง และการที่เราเรียกร้องให้สังคมกลับมาสู่ความสงบ จึงควรเรียกร้องที่จิตของเรา ให้จิตของเรากลับมาสู่ความสงบ เพื่อพบธรรมะ สลัดละความเห็นแก่ตัวออกไป เมตตาก็จะเกิดขึ้น เป็นเมตตาที่ตั้งขึ้นในกลางจิตด้วยดำริลงไปว่า... (อ่านต่อฉบับวันจันทร์)







