
เรื่องของคนขี้แพ้ ตอน “หมอจากหุบเขาธิเบต”
เรื่อง หนูดีวนิษา เรซ
ชีวิตนี้หนูดีก่อนหน้านี้ไม่เคยคิดจะกินยาจีน ยาไทยโบราณเลยค่ะ อย่าว่าแต่จะลองกินสมุนไพรแปลกๆ แบบยาจากทิเบต ซึ่งเป็นประเทศที่หนูดียังไม่เคยไปเยือนเลย แถมไม่ค่อยกล้าศึกษาประวัติศาสตร์ของเขาด้วย...เพราะมันเศร้าเกินไป พอเริ่มอ่านครั้งไหน น้ำตาก็ไหล พอฟังเพื่อนเล่าก็เศร้าใจ แถมล่าสุดไปร่วมงานของทิเบตที่ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพฯ มา ได้ฟังคุณสุลักษณ์ ศิวรักษ์ พูดหลังจบการแสดงชุดสุดท้าย เพียงสั้นๆ ก็น้ำตาคลอกันทั้งบ้านครั้งนี้เลยค่อยๆ ทำใจให้แข็ง และศึกษาศาสตร์แพทย์ของเขาเป็นครั้งแรกค่ะ น่าทึ่งทีเดียว ถ้าไม่เล่าแบ่งกันคงน่าเสียดาย ต้องบอกก่อนว่า ทั้งหมดนี้ หนูดีได้อ่าน ได้ฟัง และได้ลองหาคุณหมอจากธิเบตที่เข้ามาในเมืองไทย รวมถึงการลองรับประทานยาสมุนไพรจากภูเขาของเขาเท่านั้น แต่ว่าเนื้อหาเหล่านี้ น่าทึ่ง และที่น่าทึ่งไปกว่านั้น ก็คือ หลังจากถูกขับไล่ออกจากประเทศตัวเองครบ 50 ปี คนเหล่านี้ก็ยังรักษามรดกวัฒนธรรมไว้ได้อย่างเหนียวแน่น น่าเอาใจช่วยพวกเขาเป็นอย่างยิ่งนะคะ
คุณหมอที่หนูดีตรวจด้วย หน้าตาและบุคลิกใจดีมาก ตรวจด้วยการแมะคล้ายหมอจีน แต่วิธีการจับข้อมือนั้นคุณหมอจะพลิกมือต่างกันนิดหนึ่ง ดูตาและดูลิ้น ส่วนเม็ดยานั้นใหญ่กว่าลูกกลอนจีนและไทยประมาณสิบเท่า ขณะที่กำลังงงว่าจะกลืนกันได้อย่างไร คุณหมอก็บอกว่าให้ตำเป็นผง ผสมน้ำอุ่น จะผสมน้ำผึ้งด้วยก็ได้ถ้ากลัวขม แล้วดื่มน้ำอุ่นตาม พอมารับประทานเองที่บ้าน เลยผ่านไปได้ด้วยดี และหากกินกับยาจีน ให้ห่างกัน 1 ชั่วโมงก็ไม่มีปัญหาแล้วค่ะ เพราะหนูดีนั้นมียาครบหมด ทั้งตะวันตก จีน ไทย และทิเบต
แต่ที่น่าทึ่งไปกว่ายาสมุนไพรไร้สารที่เก็บมาจากเทือกเขาสูงก็คือแนวคิดเกี่ยวกับสุขภาพของแพทย์ชาวทิเบต คุณหมอบอกว่า สุขภาพที่ดีแบบธิเบต ไม่ได้มีแค่ร่างกายที่แข็งแรงเท่านั้น สิ่งที่สำคัญเท่าเทียมกันคือ สภาพของจิตใจและสภาพแวดล้อมทางสังคม แพทย์แผนทิเบตเชื่อว่า ภาวะจิตใจมีความเกี่ยวข้องอย่างมากต่อการเหนี่ยวนำธาตุในร่างกาย ความเจ็บป่วยมีเหตุมาจากธาตุในร่างกายขาดความสมดุล และการเยียวยาก็คือการคืนความสมดุลให้ร่างกายและจิตใจนั่นเอง
สาเหตุของแต่ละโรคมีผลมาจากภาวะอกุศลทางจิตใจ คือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง ซึ่งก็คือภาวะแห่ง
“ความไม่รู้” หรืออวิชชา ถ้ามองกันแบบนี้ การเป็นโรคในเชิงทิเบตก็เป็นผลมาจากความไม่รู้นั่นเอง และยาที่ดีที่สุดก็คือ “ความรู้” หรือวิชชา ไม่น่าแปลกใจ เพราะแพทย์แผนนี้สร้างหลักสูตรอยู่บนแนวคิดของพุทธศาสนา แม้แต่ยาที่หนูดีได้มา ในคู่มือยังเขียนไว้ว่าให้สวดมนต์ประกอบการตำยาและการรับประทานยา เก๋ดีนะคะแพทย์แผนทิเบตเชื่อว่า เมื่อเรามีความโลภ อยากได้สิ่งต่างๆ มากๆ เร็วๆ แต่ในเมื่อเราไม่สามารถได้ทุกสิ่งที่ปรารถนา ในเวลาอันรวดเร็ว ความอยากนั้นก็ยังคงปรากฏเด่นชัดในใจ โดยเราควบคุมไม่ได้ จิตใจก็จะโดนรบกวนตลอดเวลา เป็นผลให้ธาตุลมในร่างกายถูกกระทบ มีผลต่อเนื่องทำให้นอนไม่หลับ คิดถึงแต่ตัวเอง มีความกลัว ความสงสัย ข้องใจ ทำให้เป็นโรคได้ สิ่งที่จะช่วยผ่อนการเป็นโรคอันเกิดจากความโลภและธาตุลมได้ คือ ต้องฝึกมีความพึงพอใจในตัวเอง
แบบที่สอง คือเมื่อมีความโกรธจะทำให้ธาตุไฟในตัวร้อน ซึ่งธาตุไฟจะมีผลกระทบกับเลือด ตับ ถุงน้ำดี ตา และลำไส้เล็ก ถ้าเรามีความโกรธและเกลียดมากในหัวใจเรา จะทำให้ระบบเลือดมีปัญหา อาจเป็นความดันโลหิตสูง คอเลสเตอรอลสูง ไตรกลีเซอไรด์สูง ตามองไม่ค่อยชัด ศาสตร์ทิเบตบอกว่า แค่การคุมความโกรธยังไม่พอที่เราจะหลีกเลี่ยงโรคเหล่านี้ได้ แต่เราต้องฝึกความเข้าใจมนุษย์ให้มากขึ้น ฝึกรู้ให้ทันว่าเราโกรธเพราะอะไร คิดก่อนแสดงความโกรธเสมอ ถ้าไม่ฝึกเลยจะยากมาก ต้องฝึกก่อนจะโกรธ เพราะถ้าโกรธแล้วอะไรก็ยับยั้งได้ไม่ทันในตอนนั้น
ส่วนสุดท้ายคือ โรคจาก
“ความหลง” ที่มาจากจิตใจอันคับแคบ ชอบความสบายชั่วคราว ไม่คิดถึงเรื่องอื่น ไม่มองออกนอกตัว ทำให้ขี้เกียจ ไม่อยากทำอะไร ถ้าเป็นบ่อยๆ จะทำให้รู้สึกหนักในร่างกาย อาจเป็นโรคอ้วนหรือเบาหวานได้ด้วย วิธีแก้ คุณหมอแนะนำว่าฝึกการใฝ่หาความรู้ หยิบจับทำอะไร ทำตัวให้กระฉับกระเฉงทั้งหมดนี้เป็นการมองโลกและโรคในอีกมุมหนึ่ง ต่างไปจากที่หนูดีคุ้นชินในแบบตะวันตก ที่ถ้าหากเราเป็นโรคตับ ก็จะไม่มีหมอถามเราว่า
“โกรธใครอยู่หรือเปล่า” ช่วงนี้ ทุกเช้าเย็น เวลาตำยาและกินยาจากหมอทิเบต หนูดีจะคอยตรวจสอบในจิตใจว่า เราโกรธหรือเกลียดใครอยู่ไหม เราโลภอยู่แค่ไหน และเราใช้ชีวิตด้วยความหลงเพลินแค่ไหนบ้าง เป็นมุมมองที่สนุกมากสำหรับมือใหม่อย่างหนูดี ที่ปกติกินยาก็แค่ดูหน้าซองว่า ก่อนหรือหลังอาหารเท่านั้น ไม่เคยคิดอะไรลึกซึ้งไปกว่านั้นเลยใครมีโอกาสลองหาหมอ
“แนว” ดูบ้างนะคะ แล้วจะพบว่าโลกนี้กว้างกว่าที่เราคิดอีกเยอะเลยค่ะ n(อ้างอิงข้อมูลวิชาการจากเอกสารประกอบการแพทย์แผนทิเบต ฝ่ายวิชาการอาศรมวงศ์สนิท)







