posttoday
ชำระความเชื่อเพื่อเอื้อความจริง (3)

ชำระความเชื่อเพื่อเอื้อความจริง (3)

13 มกราคม 2556

อ่านจบแล้วครับท่านอาจารย์ จากบทความนี้ผมไม่มีอะไรสงสัยเลยว่าท่านอาจารย์กำลังสอนเรื่อง

อ่านจบแล้วครับท่านอาจารย์ จากบทความนี้ผมไม่มีอะไรสงสัยเลยว่าท่านอาจารย์กำลังสอนเรื่อง

โดย...ว.วชิรเมธี ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตตยาลัย

ปุจฉา

อ่านจบแล้วครับท่านอาจารย์ จากบทความนี้ผมไม่มีอะไรสงสัยเลยว่าท่านอาจารย์กำลังสอนเรื่อง “คุณค่าของเวลา” แต่แล้วทำไมคนจำนวนหนึ่งถึงไม่ยอมเข้าใจอย่างที่ท่านอาจารย์ต้องการจะสื่อล่ะครับ ทำไมบางคนจึงคิดว่าท่านอาจารย์ยุยงให้คนฆ่ากัน

วิสัชนา

จากบทความนี้ก็เป็นอันตอบคำถาม 4 ข้อข้างต้นได้เสียทีว่า

1.ข้อความที่แท้จริงเป็นอย่างไร (= “เราเคยได้ยินพระท่านสอนอยู่บ่อยๆ ว่า การฆ่าสัตว์เป็นบาป แต่ผู้เขียนอยากบอกอีกว่า การฆ่าเวลาต่างหากที่เป็นบาปมหันต์ยิ่งกว่า เพราะเมื่อคุณฆ่าสัตว์ หากสำนึกได้คุณก็อาจจะไปหาสัตว์มาปล่อยเอาบุญ แต่หากคุณฆ่าเวลาด้วยวิธีใดก็ตาม ถึงแม้คุณจะสำนึกผิด กลับมาเห็นคุณค่าของเวลา ทว่าก็ไม่สามารถย้อนเวลาที่ผ่านไปแล้วให้หวนคืนกลับมาได้อีก”)

2.ปรากฏครั้งแรกที่ไหน (= ในบทความชื่อ “มายาการของหลอดด้าย” หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ ปี 2551 สามารถค้นหาบทความชื่อนี้ได้ทางอินเทอร์เน็ต เพื่อยืนยันว่าไม่มีการแก้ไขข้อความแต่อย่างใด)

3.ถูกกล่าวขึ้นมาในบริบทใด (= บทความทั้งหมดพูดถึง “คุณค่าของเวลาและการรู้จักใช้เวลาด้วยความไม่ประมาท”)

4.มีวัตถุประสงค์อะไร (= สอนเรื่อง “การรู้จักใช้เวลาให้คุ้มค่า”)

ถ้าคุณได้อ่านข้อความที่แท้จริง ได้เห็นต้นเรื่องที่บทความปรากฏครั้งแรก (ในหนังสือซึ่งมีเนื้อหาครบถ้วน ไม่ใช่ในอินเทอร์เน็ต หรือในโซเชียลมีเดีย ซึ่งมีผู้ตัดมาเพียงบางส่วน) ได้เห็นบริบทของเนื้อหาทั้งหมด และเข้าใจวัตถุประสงค์อย่างครบถ้วนแล้ว คุณก็จะรู้เองว่าทำไมนับแต่มีการเผยแพร่บทความนี้ออกมา ผู้เขียนจึงไม่เคยถูกตำหนิหรือถูกทักท้วงจากองค์กรสำคัญๆ ทางศาสนา เช่น มหาเถรสมาคม สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ หรือจากกระทรวงวัฒนธรรม หรือแม้แต่จากนักวิชาการทางศาสนาที่มีอยู่มากมายในประเทศนี้ล่ะ

พูดกันตามตรงตามประสาคนรักความจริงและรักในความรู้ ถ้าได้อ่านบทความนี้ตั้งแต่ต้นจนจบ และ “จับประเด็น” ชัด ก็จะไม่มีทางเข้าใจผิดคิดว่าอาตมายุยงให้คนฆ่ากัน เพราะโดยเนื้อแท้แล้ว วลีข้างต้นนั้นไม่เกี่ยวอะไรกันเลยกับความขัดแย้งในสังคมไทย

ปุจฉา

ครับ, ผมเห็นด้วยกับท่านอาจารย์ว่า วลี “ฆ่าเวลา บาปมหันต์ยิ่งกว่าการฆ่าสัตว์” นั้น มุ่งปลุกให้คน “ตื่น” ขึ้นมาเห็นคุณค่าของเวลา แต่แล้วทำไมคนส่วนใหญ่ในโลกโซเชียลมีเดีย ไม่เห็นอย่างนั้นละครับ

วิสัชนา

ในเบื้องต้น คุณลองอ่านทวนข้อความที่เน้นสีดำให้ชัดอีกทีหนึ่ง ข้อความนั้นเขียนไว้ว่า “การฆ่าสัตว์เป็นบาป แต่ผู้เขียนอยากบอกอีกว่า การฆ่าเวลาต่างหากที่เป็นบาปมหันต์ยิ่งกว่า”

ปุจฉา

อ้าว ข้อความเดิมไม่เห็นมีคำว่า “ฆ่าคน” เลยนี่ครับ

วิสัชนา

ข้อความเดิมก็มีอยู่แค่นั้น แต่ต่อมามีอาสาสมัครงานธรรมะ คัดข้อความนี้ให้สั้นลงเพื่อไปเผยแพร่ผ่านทวิตเตอร์ (ซึ่งจำกัดตัวอักษรเพียง 140 ตัวอักษร) ว่า “ฆ่าเวลา บาปยิ่งกว่าการฆ่าคน” แต่ขอให้สังเกตให้ดีๆ ว่า แม้จะเขียนอย่างนี้ ประเด็นก็ยังอยู่ที่เรื่อง “การฆ่าเวลา” ไม่ได้ส่งเสริมให้ฆ่าคนแต่อย่างใด ทั้งไม่ได้บอกด้วยว่า “ฆ่าคนไม่บาป” ลองอ่านดีๆ ก็จะได้ความว่า “ฆ่าคนก็บาป ฆ่าเวลาก็บาป (เป็นบาปเชิงอุปมา คือ เป็นการพลาดจากประโยชน์ที่ควรได้ ไม่ใช่บาปในความหมายเดียวกับการฆ่าคน การที่พูดอย่างนี้ก็เพื่อ “กระตุก” ให้ตื่นมาเห็นความสำคัญของเวลา) แต่ฆ่าเวลาบาปมากกว่า และที่กล่าวเชิงอุปมาว่าบาปมากกว่าก็เพราะคนเราอาจเผลอฆ่าเวลาให้ผ่านไปอย่างไร้ค่าได้วันหนึ่งๆ นับร้อยครั้งพันครั้ง

ปุจฉา

ครับ, ถ้าอ่านตามข้อความเดิมจากหนังสือที่ท่านเขียนเอง หรือจากข้อความที่ถูกตัดทอนโดยอาสาสมัคร ก็ไม่น่าจะเป็นปัญหาขึ้นมานะครับ เพราะประเด็นก็ชัดว่ามุ่งหมายให้สนใจเรื่องเวลา ไม่ใช่เรื่องการฆ่าแกงกันแต่อย่างใด แล้วทำไมจึงมีคนเข้าใจผิดล่ะครับ

วิสัชนา

ความเข้าใจผิดมันเกิดจากการที่ใครบางคนได้อ่านข้อความเหล่านี้เข้า ต่อจากนั้นก็ไม่สนใจหาความรู้เพิ่มเติมว่า ข้อความแท้ๆ ที่ถูกต้องเป็นอย่างไร กล่าวในบริบทไหน หรือข้อความที่ตัดทอนใหม่ มีความหมายระหว่างบรรทัดอย่างไร และโดยที่ไม่สอบสวนทวนความอะไรทั้งสิ้น ก็เอาไปตั้งเป็นกระทู้ในอินเทอร์เน็ตว่า ท่าน ว. ยุยงให้คนฆ่ากัน จากนั้นก็อ้างวลี “ฆ่าเวลา บาปยิ่งกว่าการฆ่าคน” มาประกอบความเห็น และนับแต่นั้นก็มีคนออกมาแสดงความเห็นด้วยและเห็นแย้งมากมาย ไปๆ มาๆ ก็เลยลืมไปเลยว่า “ต้นเรื่อง” ว่าด้วยเรื่องอะไร ประเด็นสำคัญอยู่ตรงไหน

แต่ที่แย่ยิ่งกว่านั้นก็คือ คนที่มาออกความเห็นทีหลัง เอาไปเขียนให้เสียหายยิ่งๆ ขึ้นไปว่า

ท่าน ว. กล่าวว่า “ฆ่าเวลา บาปยิ่งกว่าการฆ่าคน” จากนั้นก็กลายเป็น

ท่าน ว. กล่าวว่า “ฆ่าคน ไม่บาป” จะเห็นว่า คำว่า “เวลา” หายไป จากนั้นก็เพิ่มว่า

ในยุคคอมมิวนิสต์ กิตติวุฑโฒ กล่าวว่า “ฆ่าคอมมิวนิสต์ ไม่บาป” พอยุคนี้ ท่าน ว. บอกว่า “ฆ่าคนไม่บาป”

คุณลองอ่านแต่ละข้อความดูสิว่า มันได้ “เพี้ยน” ไปจากเนื้อหาเดิมทั้งหมดเพียงไร ยิ่งเถียงกันมากคน ก็มากความ ในที่สุด วันหนึ่งเมื่ออาตมาไปต่างประเทศ ก็มีคนไทยที่ห่วงใยในประเทศนั้น เข้ามาถามว่า “ท่าน ว.ครับ มีคนบอกว่า ท่าน ว. สอนว่า ฆ่าคนไม่บาป ผมไม่เชื่อว่าท่านจะสอนอย่างนี้นะครับ มันไม่ใช่วิสัยของท่าน” วันนั้นเป็นวันที่อาตมารู้สึกดีที่สุดวันหนึ่ง ที่อย่างน้อยก็ยังมีคนที่พอมี “มโนธรรม” อยู่ในหัวใจ รู้ว่าอะไรคือสิ่งที่พระควรสอน และอะไรคือสิ่งที่พระไม่ควรสอน ไม่เชื่อง่ายเชื่อดาย อาตมาจึงบอกไปว่า “อาตมาไม่สอนอะไรที่เป็นความเสียหายอย่างนั้นอยู่แล้ว โยมสบายใจได้”

ปุจฉา

ตกลงว่าสาเหตุของความเข้าใจผิดทั้งหมดมาจากการที่มีคน “ตัดตอน” เอาเฉพาะบางข้อความไปโพสต์ลงในอินเทอร์เน็ต คนส่วนใหญ่ไม่ได้อ่านเนื้อหาทั้งหมด ก็เลย “ตีความเลยเถิด” ว่าอย่างนั้นเถิดนะครับ

วิสัชนา

ใช่แล้ว, ปัญหาทั้งหมดมาจากการไม่ได้อ่านข้อความเดิมที่เป็นประโยคยาวๆ อยู่ในบทความ (= การฆ่าสัตว์เป็นบาป แต่ผู้เขียนอยากบอกอีกว่า การฆ่าเวลาต่างหากที่เป็นบาปมหันต์ยิ่งกว่า) ครั้นต่อมา มีผู้ตัดทอนให้สั้นลงเป็น “ฆ่าเวลา บาปยิ่งกว่าการฆ่าคน” คนก็เลยยิ่งเข้าใจผิดไปกันใหญ่ แต่ก็อย่างที่บอก ไม่ว่าจะประโยคไหน เจตนาก็ไม่เกี่ยวกับการยุให้คนฆ่ากันทั้งสิ้น

&<2288;

&<2288;

 

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน