posttoday
เรื่องง่าย ๆ ที่ใครอาจไม่รู้

เรื่องง่าย ๆ ที่ใครอาจไม่รู้

04 มกราคม 2556

ภาสกร พุทธิชีวิน

ภาสกร พุทธิชีวิน


เรื่องประหยัดพลังงาน เป็นเรื่องที่เราพูดคุยกันบ่อยครั้งขึ้น อาจจะด้วยสภาพเศรษฐกิจที่รัดตัว ข้าวของทุกอย่างแพงขึ้น รวมถึงราคาพลังงาน

หลายต่อหลายคนที่รู้จัก เริ่มบอกว่าต้องเอาจริงเอาจัง กับการประหยัดค่าไฟฟ้าที่บ้านให้ได้ แต่ที่ผ่านมาหลายคนอาจจะยังไม่เคยทำได้ซักครั้ง นั่นเป็นเพราะคนส่วนใหญ่คิดกันว่าการที่จะประหยัดค่าไฟฟ้าในบ้านเป็นเรื่องที่ซับซ้อนยุ่งยาก หรือเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญ

ความคิดเช่นนี้แท้ที่จริงแล้ว เชื่อผมเถอะครับว่า เป็นเพียงเหตุผลที่เราบอกกับตัวเอง เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับพฤติกรรมที่เราเคยชินกับการใช้พลังงานสิ้นเปลือง ทั้งที่การประหยัดไฟฟ้าในบ้านของเรา ทำได้โดยเริ่มจากตัวเราก่อน

รู้กันหรือไม่ครับว่า การใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ ในบ้านอย่างถูกวิธี รวมถึงการบำรุงรักษาอุปกรณ์เหล่านั้นให้มีประสิทธิภาพอยู่เสมอมีความสำคัญ และส่งผลต่อค่าไฟฟ้าในบ้านของเราเป็นอย่างมาก

เริ่มจากเครื่องปรับอากาศที่ติดอยู่ในบ้านของเรานี่แหละครับ หากเราใช้ไม่เป็น หรือไม่ถูกวิธี รวมถึงการไม่บำรุงรักษาอย่างสม่ำเสมอตามช่วงเวลาที่เหมาะสม นอกจากจะทำให้เราไม่ประหยัดค่าไฟฟ้าแล้ว อาจจะทำให้สุขภาพอนามัยของเราไม่ดีไปด้วย

สำหรับเครื่องปรับอากาศนั้น ตัวท่านเองเท่านั้นที่จะตอบได้ครับ

ประการแรก ตั้งอุณหภูมิปรับอากาศให้เหมาะสมที่ 2526 องศาเซลเซียส

มักมีคำถามอยู่เสมอๆ ว่า ทำไมต้องที่ 25 องศาฯ ด้วย คำตอบก็คือ สภาวะสบายในห้องปรับอากาศจะอยู่ที่อุณหภูมินี้ และความชื้นสัมพัทธ์ในห้องจะอยู่ที่ประมาณ 5060% แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าอยู่ในสภาวะสบายแล้ว สำหรับเรื่องอุณหภูมินั้นไม่มีปัญหา เพราะเราสามารถมองเห็นได้จาก รีโมต หรือตัวตั้งอุณหภูมิภายในห้องที่เราเรียกว่าเทอร์โมสตัต

สำหรับความชื้นสัมพัทธ์ หากเราไม่มีเครื่องวัดก็สามารถสังเกตได้เมื่อเราอยู่ในห้องปรับอากาศ เช่น ถ้าหากเราปรับอุณหภูมิที่ 25 องศาฯ แล้วเย็นสบาย แต่มีความรู้สึกว่าเมื่อเอามือลูบที่ผิวแล้วรู้สึกไม่ลื่นคล้ายๆ กับทาแป้ง หรือรู้สึกเหนียวเหนอะหนะอยู่แสดงว่าความชื้นในห้องสูงเกินกว่า 60% ซึ่งอาจทำให้เราไม่สบายได้ เนื่องจากความชื้นสูงเกินไป อีกทั้งยังทำให้มีเชื้อแบคทีเรียและเชื้อรา สะสมในห้องของเราได้ สาเหตุอาจมาจากมีแหล่งกำเนิดความชื้นในห้องของเรา เช่น มีตู้ปลาในห้อง มีน้ำตกที่เราใช้ตกแต่ง แม้กระทั่งประตูห้องน้ำที่อาจจะถูกเปิดไว้

แต่ถ้าเรารู้สึกเย็นสบายแล้ว แต่มีอาการแสบข้างในจมูกเวลาหายใจ หรือรู้สึกแสบตา สาเหตุอาจมาจากความชื้นในห้องของเราต่ำเกินไป เนื่องจากเราตั้งอุณหภูมิของห้องต่ำเกินไป หากความชื้นต่ำกว่า 45% จะทำให้เรามีอาการดังกล่าวได้ และต่อมาอาจจะหายใจไม่สะดวก มีเลือดกำเดาไหล เนื่องจากอากาศแห้งเกินไป ดังนั้นการตั้งอุณหภูมิปรับอากาศที่พอเหมาะ นอกจากจะทำให้เราประหยัดพลังงานแล้ว ยังทำให้สุขอนามัยของเราดีอีกด้วย

ประการที่สอง คุณได้บำรุงรักษา หรือล้างเครื่องปรับอากาศอย่างสม่ำเสมอหรือไม่

โดยทั่วไปเราจะต้องทำความสะอาดแผงกรองอากาศ หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า “ฟิลเตอร์” ที่อยู่ภายในชุดจ่ายลมเย็น หรือที่เราเรียกกันว่า “แฟนคอยล์” ภายในอาคารอย่างสม่ำเสมอ ทุกๆ เดือน ซึ่งการล้างฟิลเตอร์ทุกเดือนนี้ทำให้เครื่องปรับอากาศทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากจะทำให้เราสามารถประหยัดพลังงานได้แล้ว ยังเป็นผลดีต่อสุขภาพอนามัยของเราอีกด้วย

การล้างฟิลเตอร์นี้สามารถทำได้ง่ายๆ โดยการถอดฟิลเตอร์ออกมาล้างด้วยน้ำสะอาด แล้วผึ่งให้แห้งก่อนใส่กลับเข้าไปเหมือนเดิม แต่การล้างนั้นจะต้องมีการล้างใหญ่ในทุกๆ 6 เดือน การล้างใหญ่ คือการจ้างช่างแอร์มาล้างเครื่องปรับอากาศให้เรา เริ่มจากช่างแอร์จะถอดโครงแอร์ออก จากนั้นก็จะถอดพัดลมชุดจ่ายลมเย็นออก เพื่อนำไปทำความสะอาดภายนอก แล้วช่างจะใช้น้ำแรงดันสูงฉีด เพื่อทำความสะอาดคอยล์เย็น ชำระคราบฝุ่นที่หลุดผ่านฟิลเตอร์เข้าไปอุดตันอยู่ ก่อนที่จะประกอบส่วนต่างๆ ที่ถอดออกกลับเข้าที่เดิม นอกจากนี้ยังต้องล้างทำความสะอาดชุดระบายความร้อนที่ติดตั้งภายนอกบ้านอีกด้วย

การล้างใหญ่เครื่องปรับอากาศทุก 6 เดือน จะช่วยให้เราสามารถประหยัดค่าไฟฟ้าได้ ที่สำคัญยังทำให้สุขอนามัยของคนในครอบครัวดีขึ้นอีกด้วย

อย่าปล่อยให้ใครมาบอกเราว่าใช้เครื่องปรับอากาศไม่ถูกวิธีอีกนะครับ เริ่มง่ายๆ แค่นี้ รับรองว่าประหยัดพลังงานไปได้ส่วนหนึ่งแล้วครับ

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง