
การเตรียมความพร้อมเมื่อยามสูงอายุ
ในช่วงที่ผ่านมา คนจำนวนไม่น้อยตื่นตระหนกกับคำทำนายว่าโลกจะแตกสลาย หากโลกจะแตกจริงในวันนี้พรุ่งนี้เราจะทำอะไรได้
ในช่วงที่ผ่านมา คนจำนวนไม่น้อยตื่นตระหนกกับคำทำนายว่าโลกจะแตกสลาย หากโลกจะแตกจริงในวันนี้พรุ่งนี้เราจะทำอะไรได้
โดย...รศ.ดร.วิพรรณ ประจวบเหมาะ
ในช่วงที่ผ่านมา คนจำนวนไม่น้อยตื่นตระหนกกับคำทำนายว่าโลกจะแตกสลาย หากโลกจะแตกจริงในวันนี้พรุ่งนี้เราจะทำอะไรได้ หรือจะควบคุมมันได้หรือ ประเด็นที่เราน่าจะคิดด้วยความตระหนักแต่ไม่ตื่นตระหนก คือ หากโลกไม่แตก ไม่มีอะไรมาเป็นเหตุให้เราตายก่อนวัยอันควร เราต้องกลายเป็นผู้สูงอายุในที่สุด เราจะอยู่อย่างไร ทำอย่างไรถึงจะ “อยู่ทนแบบไม่ต้องทนอยู่” หรือไม่เป็น “คนรกโลก” ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่สำคัญประเด็นหนึ่งในชีวิตเราและสังคมไทย แต่ดูเหมือนยังได้รับความสนใจไม่มากเท่าที่ควร เรามัวแต่ไปตื่นกับประเด็นที่อยู่นอกตัว ไม่สามารถควบคุมได้ ไม่สามารถจัดการได้ แต่ประเด็นที่ใกล้ตัว น่าจะเกิดขึ้นแน่ และสามารถจัดการได้ กลับมองข้ามไป
แม้ข้อมูลจากแหล่งต่างๆ จะแสดงให้เห็นชัดเจนว่า คลื่นมนุษย์ลูกใหญ่ คือ คลื่นของผู้สูงอายุกำลังถาโถมเข้าสู่สังคมไทยอย่างรวดเร็ว ภายใน 15-20 ปีข้างหน้า คนเดินไปเดินมา 4 คน จะมีผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป 1 คน และกลุ่มที่จะเพิ่มเร็วมากคือกลุ่มที่มีอายุ 80 ปีขึ้นไป แม้จะมีการกล่าวถึงข้อมูลและประเด็นท้าทายต่างๆ ที่จะมากับสังคมสูงวัย แต่ข้อมูลที่ผ่านมาก็ผ่านไป สังคมไทยและคนไทยยังไม่มีการตื่นตัวเท่าที่ควร เหมือนรอให้ถึงเวลาแล้วค่อยคิด หรือ “ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา”
เมื่อ 5 ปีก่อน ได้ทำการศึกษาข้อมูลจากโครงการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนอายุ 18-59 ปี เกี่ยวกับความรู้และทัศนคติที่มีต่อผู้สูงอายุ ที่สำนักงานสถิติแห่งชาติร่วมกับสำนักส่งเสริมและพิทักษ์ผู้สูงอายุ และวิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาฯ ร่วมกันดำเนินการ พบว่าคนหนุ่มสาวและวัยแรงงาน (อายุ 18-59 ปี) ยังขาดการเตรียมความพร้อมเพื่อยามสูงอายุ แม้จากข้อมูลล่าสุดของการสำรวจชุดเดียวกันในปี พ.ศ. 2554 ก็ยังคงพบว่าคนหนุ่มสาวไทยและคนในวัยแรงงานยังขาดการเตรียมความพร้อมเพื่อยามสูงอายุ อาจจะมีการคิดถึงบ้างแต่ไม่เตรียมตัว ดังจะเห็นได้ว่ามีไม่ถึงครึ่งหนึ่งของคนหนุ่มสาวหรือวัยแรงงานที่เตรียมตัวด้านการเงิน ด้านสุขภาพ ด้านจิตใจ ด้านการอยู่อาศัย และที่น่าห่วงคือการเตรียมความพร้อมด้านจิตใจ ด้านการทำประโยชน์หรือทำงานด้านจิตอาสาในยามสูงวัย มีค่อนข้างน้อย ส่วนใหญ่ของประชากรในวัยหนุ่มสาวและวัยแรงงานมองว่าการเตรียมตัวเพื่อยามสูงวัยนั้น ควรทำเมื่ออายุ 40-50 ปีไปแล้ว ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าคนส่วนใหญ่ยังคิดว่าเรื่องผู้สูงอายุเป็นเรื่องไกลตัว ส่วนหนึ่งไม่เตรียมการใดๆ ทั้งสิ้น รอคอยตามแก้ปัญหา หรืออีกส่วนก็เตรียมเมื่อสายไปแล้ว
จากบทเรียนของประเทศพัฒนาแล้ว หลายประเทศเห็นว่าการขาดการเตรียมความพร้อมเช่นในมิติด้านสุขภาพ นำไปสู่การเป็นโรคเรื้อรัง หรือภาวะทุพพลภาพที่พ่วงท้ายมาด้วยในช่วงปัจฉิมวัยได้ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพมีสูงมากทั้งของบุคคลและของรัฐ มีคนจำนวนไม่น้อยแทบจะเรียกได้ว่าล้มละลายในบั้นปลายของชีวิต เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการบำบัดรักษาและฟื้นฟูสุขภาพ ประเทศไทยเราเองก็ไม่ควรชะล่าใจ เพราะแนวโน้มที่ค่อนข้างชัดคือการเพิ่มขึ้นของโรคเรื้อรังและภาวะทุพพลภาพตามวัยที่เพิ่มขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นการที่คนหนุ่มสาวในวันนี้หรือผู้สูงอายุในวันหน้าจะหวังพึ่งลูกเป็นหลักเหมือนในอดีตคงทำได้ยาก ส่วนหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือคนไทยเรามีลูกน้อยลงเป็นลำดับ เช่น จากข้อมูลการสำรวจประชากรสูงอายุแห่งชาติ ปี พ.ศ. 2554 แสดงให้เห็นว่า ผู้สูงอายุรุ่นที่มีอายุ 80 ปีขึ้นไปมีลูกที่ยังมีชีวิตอยู่ที่สามารถให้การเกื้อหนุนได้ประมาณ 4-5 คน ในขณะที่คนรุ่นอายุ 50-54 ปี มีลูกราว 2-3 คน และหากลองหันมามองคนรุ่นอายุ 40 ปี หรือผู้ที่จะเป็นผู้สูงอายุในอีก 20 ปีข้างหน้า ส่วนใหญ่จะมีลูกน้อยกว่า 2 คน และมีจำนวนไม่น้อยที่ไม่มีลูกเลย การที่คนรุ่นต่อไปในอนาคตจะหวังพึ่งลูกอย่างเดียวในยามสูงอายุคงเป็นไปได้ยาก หรือหากจะรอแต่ระบบสวัสดิการหรือบริการจากรัฐที่จะจัดให้ ก็หวังได้ยาก เพราะนโยบายเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ประกอบกับประเทศเราก็ไม่ใช่ประเทศร่ำรวย คงไม่สามารถจัดสรรทรัพยากรของประเทศที่มีอยู่อย่างจำกัด ให้ได้ทั่วถึงและทันกับการเพิ่มประชากรสูงอายุ
จากที่กล่าวมาข้างต้น การเตรียมความพร้อมเพื่อยามสูงอายุจึงเป็นเรื่องสำคัญต่อความอยู่รอดและคุณภาพชีวิตของคนไทยและประเทศไทย หากเราทุกคนกลับมามองใหม่ และใช้ชีวิตโดยไม่ประมาท โดยการเตรียมความพร้อมตั้งแต่ช่วงต้นของชีวิต โดยยึดหลักความพอเพียง รู้จักประมาณ รู้จักใช้เหตุผล และที่สำคัญคือยึดหลักคุณธรรม เตรียมตัวเตรียมใจให้เรามีสุขภาพกายที่ดี มีฐานะทางเศรษฐกิจมั่นคง มีจิตใจที่มั่นคงเข้มแข็งและมีธรรมเป็นภูมิคุ้มกัน ก็จะทำให้เราสามารถที่จะเผชิญหรือรับกับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ หรือความผันผวนจากสิ่งแวดล้อมภายนอก ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตเศรษฐกิจ สังคม หรือภัยพิบัติต่างๆ ไปได้อย่างดีตลอดช่วงชีวิตอันยืนยาว
โลกจะแตกเมื่อไหร่ยากที่จะรู้ แต่ที่รู้แน่ๆ คือประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยแล้วและในอัตราที่เร็วมากด้วย ท่านผู้อ่านน่าจะมีโอกาสอยู่จนถึงวัยสูงอายุก่อนที่โลกจะแตก อย่าไปกังวลนักกับเรื่องนอกตัว หันกลับมามองย้อนดูตัวและจัดการกับชีวิตของเรากันใหม่ หากท่านยังไม่ได้คิดเตรียมตัวหรือเตรียมการเพื่อยามสูงอายุ หรือเพียงแต่คิดแล้วยังไม่ได้เตรียม เริ่มตั้งต้นทำอย่างจริงจังได้แล้วนะคะ ใช้โอกาสเริ่มปีใหม่นี้ ตั้งต้นทำวันนี้ให้ดีที่สุด เตรียมให้พร้อมเพื่อวันข้างหน้า ท่านจะได้เป็นผู้สูงอายุที่อยู่ดีมีสุข พึ่งตนเองได้นานที่สุด และสามารถเป็นหลักให้กับลูกหลานและประเทศชาติ ตลอดจนช่วยกันจรรโลงโลกได้จนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต







