
เรื่องตักบาตรพระอุปคุตมีที่มาอย่างไร!? ใช่หรือคือพระพุทธศาสนา (ตอน ๒)
ทุกฝ่ายที่รับผิดชอบประเทศจึงพึงควรระวัง เตรียมการป้องกันไว้แต่เนิ่นๆ จะได้ไม่เสียใจทีหลัง
โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส
ทุกฝ่ายที่รับผิดชอบประเทศจึงพึงควรระวัง เตรียมการป้องกันไว้แต่เนิ่นๆ จะได้ไม่เสียใจทีหลัง
หากมีเหตุการณ์อะไรๆ เกิดขึ้น ด้วยปัญหาจากวิกฤตภัยแล้งที่รอคอยอยู่เบื้องหน้า จึงเป็นตัวแปรที่สำคัญ!!
อาตมาเพิ่งเสร็จสิ้น จากการไปร่วมฉลองสมโภชการยกมณีรัตน์ฉัตรแก้ว ของพระปทุมรัตนเจดีย์ศรีอารยวงศ์ ณ เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ ตรง ผาซ่อนแก้ว (แคมป์สน) ซึ่งสร้างขึ้นในเขตสวนป่าหิมพานต์ โดย อาจารย์อรุณ–คุณหญิงนงเยาว์ ชัยเสรี ในงานดังกล่าว มีผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ ผู้บัญชาการทหารบกจังหวัดเพชรบูรณ์ และคณะศรัทธาสาธุชนจากทุกสารทิศ มาร่วมงานบุญกันมากพอสมควร แต่ก็ยังน้อยมากเมื่อเทียบเคียงกับหมู่ชนที่เดินทางไปร่วมงานคอนเสิร์ตรับฤดูหนาวที่เขาค้อ ก็เป็นเรื่องธรรมดาของประเทศยุคต้นกล้วยหลากหลาย...
แม้ว่า จะมีการพยายามตามหาจิตสำนึกภาคสังคมด้วยแผนงานต่างๆ นานา เพื่อเร่งบูรณาการฟื้นฟูให้คืนกลับมาเข้มแข็ง แต่ก็ยังไม่มีความเป็นรูปธรรมให้เห็นผล ดังสภาพการณ์ที่สอดคล้องกับความจริงที่ปรากฏอยู่ในสังคม ที่สะท้อนให้เห็นโรคร้ายของสังคมที่เกิดจาก ภาวะจิตสำนึกล้มเหลวจากคุณธรรม... ห่างไกลจากคุณความดี... ในระบบศีลธรรมตามวิถีพุทธดังที่เคยมีมาแต่อดีต เราจึงเห็นปัญหาเชิงโครงสร้างของสังคมที่ยากจะแก้ไขในขณะนี้ แม้จะมีการคิดแก้ไข มิหนำซ้ำ ยังมีการผลักภาระความรับผิดชอบของหมู่ชนในสังคมไปให้ผู้ที่อ่อนแอ... ซึ่งย่ำแย่อยู่แล้ว ให้จมอยู่กับปัญหาอย่างยากที่จะลุกขึ้นมาแก้ไข ลักษณะสังคมจึงเข้าสู่รูปแบบวิถีประณาม มีการด่ามึง ว่ากู โทษมึง โทษกูกันไป จึงกลายเป็นสภาพสังคมที่มีความทะเลาะเบาะแว้งกันเป็นธรรมดา...
แต่ไม่ว่า อะไรจะเกิดขึ้น... ไม่ว่า จิตสำนึกของภาคสังคมเชิงคุณธรรม จะตกต่ำไปอย่างไร ก็ใช่ว่าจะหมดสิ้นทางแก้ไขปัญหา เพราะพื้นฐานสังคมที่เคยแข็งแรงมาจากดั้งเดิมตามวิถีพุทธศาสนา คนดี มีศีลธรรม–คุณธรรม ก็ยังมีอยู่ จึงเห็นการคิดขวนขวายของหมู่ชนบางคณะ ในการหาหนทางแก้ไขปัญหาดังกล่าว เพียงแต่ยังเริ่มต้นที่ลำดับการปฏิบัติไม่ถูกต้องตรงตามความเป็นจริงอันควร จึงยังไม่ปรากฏให้เห็นความสัมฤทธิผลตามความประสงค์อย่างเป็นรูปธรรม เรื่องดังกล่าวคงไว้พิจารณากันต่อไป
มาดูหัวข้อปุจฉา เรื่อง ตักบาตรพระอุปคุต ว่า ที่ไปที่มาอย่างไร... การปฏิบัติดังกล่าว ผิดหรือถูกพระธรรมวินัย อาตมาคงจะไม่วินิจฉัยตามที่ปุจฉามา แต่จะนำข้อเขียนเล่าเรื่อง ตักบาตรอุปคุต ของหลวงปู่จันทร์ กุสโล อดีตเจ้าอาวาสวัดเจดีย์หลวง มานำเสนอให้สาธุชนได้พิจารณา... ช่วยกันคิดหาคำตอบให้ได้ว่า ใช่หรือไม่ คือวัตรปฏิบัติในพระพุทธศาสนา!?
“ตักบาตรอุปคุต... ประเพณีการทำบุญตักบาตร ของชาวนครเชียงใหม่ ซึ่งนิยมทำเป็นพิเศษ ไม่ซ้ำแบบกับชาวพุทธในจังหวัดอื่น คือการทำบุญตักบาตรในวันเพ็ญที่ตรงกับวันพุธ ซึ่งเรียกตามภาษาพื้นเมืองว่าวัน “เป็งปุ๊ด” บรรดาท่านผู้ใจบุญทั้งหลาย ทั้งหนุ่มสาวเฒ่าแก่ เมื่อวันเพ็ญพุธหมุนเวียนมาบรรจบทีไร ต่างก็จะตื่นขึ้นจัดแจงของตักบาตรแต่ดึกดื่น ด้วยความปีติยินดี เล่ากันสืบๆ มาว่า การตักบาตรในวันเป็งปุ๊ดอานิสงส์แรง จะเท็จจริงอย่างไร ขอให้ท่านติดตามเรื่องดังต่อไปนี้
ในหนังสือปฐมสมโพธิกถา ตอนมารพันธปริวัตต์ ปริเฉทที่ ๒๘ เล่าไว้ว่า พระเจ้าศรีธรรมาโศกราช (พระเจ้าอโศกมหาราช) นักบุญผู้ยิ่งใหญ่ พระองค์ได้สร้างพระวิหาร และพระเจดีย์ ๘๔,๐๐๐ องค์ สำเร็จลงด้วยความปลาบปลื้มยินดี มีพระประสงค์จะทำการมหกรรมฉลองเป็นการใหญ่ จะใช้ เวลาฉลองถึง ๗ ปี ๗ เดือน ๗ วัน พระองค์ทรงปริวิตกว่า การทำงานใหญ่เช่นนี้ อาจจะต้องมีอุปสรรคอันตรายเกิดขึ้น เป็นผลเสียหายแก่งานได้ จึงเสด็จเข้าไปหาพระสงฆ์ที่มีอยู่ในสมัยนั้น แล้วตรัสถามพระสงฆ์ทั้งหลายว่า จะมีพระสงฆ์รูปใดที่สามารถจะป้องกันอันตรายมิให้เกิดขึ้นระหว่างงานได้บ้าง ไม่มีพระสงฆ์รูปใดที่สามารถจะรับอาสาป้องกันอันตรายมิให้เกิดขึ้นในระหว่างงานได้ แต่พร้อมใจกันถวายพระพรว่า มีพระเถระอยู่รูปหนึ่งมีชื่อว่า อุปคุต (ชื่อเต็มว่า กิสนาคอุปคุตเถระ หรือมหาอุปคุตเถระ) ท่านอยู่ท่ามกลางมหาสมุทร (สะดือทะเล) พระเถระรูปนี้เท่านั้นที่จะสามารถป้องกันอันตรายได้
พระเจ้าศรีธรรมาโศกราชได้ทรงสดับเรื่องแล้ว ทรงพอพระทัย จึงขอร้องให้พระเถระเหล่านั้นรูปใดรูปหนึ่งไปอาราธนาท่านมหาอุปคุตเพื่อคุ้มครองงาน ตามเรื่องเล่าต่อไปว่า พระมหาอุปคุตรูปนี้เป็นพระอรหันต์รูปหนึ่ง เป็นผู้มีฤทธิ์มีเดชมาก ท่านนิรมิตปราสาทที่สำเร็จด้วยแก้ว ๗ ประการ ประดิษฐานอยู่ในท้องมหาสมุทร นั่งเข้าฌานสมาบัติ เสวยความสุขอยู่ภายในปราสาทนั้น โดยมิได้ฉันอาหารแต่ประการใดเลย
เมื่อพระอุปคุตเถระได้รับคำอาราธนาแล้ว จึงขึ้นมายังสถานที่อันเป็นสถานที่ทำการมหกรรมฉลอง ด้วยอำนาจฌานสมาบัติ พระเจ้าศรีธรรมาโศกราชได้ทอดพระเนตรรูปร่าง พระเถระผอมๆ ดูทีท่าไม่น่าจะมีฤทธิ์มีเดช พระองค์ก็ไม่มั่นพระทัยว่า พระเถระจะป้องกันอันตรายได้ วันรุ่งขึ้นพระเถระเข้าไปบิณฑบาต พระราชาทรงทดลองตรัสสั่งให้ปล่อยช้างตกมันวิ่งเข้าไปหาพระเถระ พระเถระรู้ตัวหันมามอง ด้วยกิริยาเพียงเท่านั้น ช้างถึงกับยืนทื่อเหมือนท่อนไม้ พระเจ้าศรีธรรมาโศกราชได้ทอดพระเนตรแล้ว รู้สึกเลื่อมใสมั่นพระทัยในคุณธรรมของพระเถระ จึงเริ่มทำงานมหกรรมต่อไป
อ่านต่อฉบับพรุ่งนี้







