ศศิมา สุรทรัพย์มณี ‘มิส ทัวริซึม ไทยแลนด์’ ชวนคนไทยเป็นเจ้าภาพที่ดี
ประเทศไทยกำลังจะเป็นเจ้าภาพจัดการประกวดนางงามระดับโลก คือ “นางงามท่องเที่ยวโลก” ปี 2555
ประเทศไทยกำลังจะเป็นเจ้าภาพจัดการประกวดนางงามระดับโลก คือ “นางงามท่องเที่ยวโลก” ปี 2555
โดย...วราภรณ์ ภาพ: วิศิษฐ์ แถมเงิน
หรือ Miss Turism 2012 World Final ซึ่งเป็นการจัดการประกวดขึ้นครั้งแรกในโลก เนื่องจากเจ้าของลิขสิทธิ์จัดการประกวดชาวอังกฤษ หลงใหลและรักเมืองไทยมาก จึงมอบหมายให้บริษัท มีเดีย เอ็มไพร์ เป็นโต้โผใหญ่ในการจัดประกวดครั้งนี้ โดยมีสาวงามจากทั้งหมด 60 ประเทศทั่วโลก เดินทางมาเก็บตัวและจัดการประกวดที่เมืองไทยเป็นครั้งแรก และในทวีปเอเชีย การประกวดจะมีขึ้นในวันที่ 16 ธ.ค. ณ สยามนิรมิต กรุงเทพฯ
สำหรับตัวแทนสาวงามตัวแทนประเทศไทย ได้แก่ น้องลูกน้ำ-ศศิมา สุรทรัพย์มณี นักศึกษาสาวชั้นปีที่ 4 คณะบริหารธุรกิจ สาขาการจัดการด้านการท่องเที่ยวและบริการ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เจ้าของตำแหน่ง “มิส ทัวริซึม ไทยแลนด์” คนแรก วัย 22 ปี เป็นตัวแทนประเทศไทย ในฐานะนางงามประเทศเจ้าภาพ ศศิมากล่าวชักชวนคนไทยให้แสดงตนเป็นเจ้าภาพที่ดี พร้อมรับนักท่องเที่ยว รวมทั้งสาวงามและสื่อมวลชนที่เดินทางมาจากทั่วโลกด้วยรอยยิ้มและน้ำใจที่ดี เพื่อประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวไทยให้เฟื่องฟู
ศศิมาเปิดใจถึงเหตุที่เธอได้รับคัดเลือกให้ครองตำแหน่ง “มิสทัวริซึม ไทยแลนด์” คนแรกของประเทศไทยว่า ช่วงประกวดมหาวิทยาลัยปิดเทอมพอดี เธอจึงมีเวลาว่างที่จะทำกิจกรรมได้เต็มที่ เพราะปกติเธอเรียนหนักมาก ประกอบกับเธอเรียนมาตรงสายพอดี เหมือนเรียนและเกิดมาเพื่อเวทีนี้โดยเฉพาะ
“ที่น้ำเลือกเรียนด้านนี้เพราะอยากเป็นมัคคุเทศก์ หรือไม่ก็นักการทูต จึงเหมือนเป็นแรงผลักดัน เวทีนี้เป็นเวทีแรกที่อยากสมัครด้วยตัวเอง จากที่พ่อแม่เคยสนับสนุนให้ประกวดเวทีนู้น เวทีนี้ สิ่งที่ทำให้น้ำชนะเลิศเวทีนี้น่าจะมาจากผู้จัดไม่ได้ค้นหาแค่เพียงสาวงามเหมือนเวทีอื่นๆ ซึ่งเน้นคนที่รูปร่างหน้าตา แต่เวทีนี้เขาเฟ้นหาสาวงามที่จะเป็นตัวแทนชาวไทยไปนำเสนอความเป็นประเทศไทย สาวงามคนไหนจะพรีเซนต์ได้ดีแค่ไหน ซึ่งทุกครั้งทุกรอบที่มีการสัมภาษณ์จะใช้ภาษาอังกฤษในการถามและตอบทุกครั้ง แม้น้ำไม่ได้สวยที่สุด แต่อาจจะเป็นคนพูดเก่งและพรีเซนต์ความเป็นประเทศไทยได้ดี เพราะน้ำชอบพูด ชอบแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม”
สำหรับการเป็นตัวแทนสาวไทย อีกทั้งปีนี้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการจัดการประกวดระดับโลก ศศิมาบอกว่า โชคดีที่ครั้งนี้เป็นการจัดการประกวดครั้งแรกในประเทศไทย การจัดการประกวดครั้งนี้เหมือนกับประเทศไทยได้กำไรด้านการท่องเที่ยว อย่างน้อยๆ เพื่อนๆ สาวงามจาก 60 ประเทศทั่วโลกก็ได้รู้จักประเทศไทยได้ดีขึ้น
“อาจจะมีบางประเทศที่รู้จัก หรือไม่รู้จักประเทศไทยก็ได้ แต่เมื่อเขามาเมืองไทย เขาต้องรู้จักไทยดีแน่นอน พอกลับไปประเทศเขาก็จะพูดถึงความอะเมซิงไทยแลนด์แน่นอน” โดยทางกองประกวดจัดการเก็บตัวสาวงามตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค. โดยทำกิจกรรม 4 จังหวัด ได้แก่ จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นการโชว์ศิลปวัฒนธรรมของอยุธยาอันเป็นมรดกโลก พาไปดูปางช้าง สัตว์คู่บ้านคู่เมืองของไทย จากนั้นเดินทางไปพัทยาเมืองที่ชาวต่างชาติรู้จักดีมากที่สุดแห่งหนึ่ง
“พัทยาต่างชาติให้ความสนใจมาก พัทยาขึ้นชื่อด้านไนต์ ไลฟ์ ซีฟู้ดเลิศรส ซึ่งเมืองพัทยายินดีต้อนรับสาวงามมากๆ จากนั้นเราจะเดินทางไปหาดใหญ่ ซึ่งจากหลายเหตุการณ์ไม่สงบที่ภาคใต้ ส่งผลกระทบต่อหาดใหญ่เป็นอย่างมาก เราจะพาชาวต่างชาติไปเห็นด้วยตาว่าหาดใหญ่ปลอดภัยแล้ว เพราะจะมีนักข่าวจาก 60 ประเทศเดินทางไปด้วย สื่อต่างชาติก็จะช่วยกระจายทั้งข่าวและภาพไปทั่วโลก เพื่อสร้างความมั่นใจว่าหาดใหญ่ไม่มีอะไรน่ากลัว จากนั้นเราจะไปชมความสวยงามของท้องทะเลที่กระบี่ ซึ่งเป็นจุดไคลแมกซ์ของอะเมซิงไทยแลนด์ พาไปชมถ้ำมรกต ทำให้พวกเขาติดตา ติดใจและโฆษณาพูดกันปากต่อปากว่าเมืองไทยเป็นเมืองที่สวยงาม”
ด้วยรักการท่องเที่ยวในเมืองไทยเป็นทุนเดิม เธอชักชวนทั้งคนไทยและชาวต่างชาติได้มาเยือน “ทะเลแหวก” แม้ไม่เคยไป แต่เห็นภาพในนิตยสารด้านการท่องเที่ยวแล้วรู้สึกประทับใจมาก
“ประเทศไทยถือเป็นประเทศที่อุดมสมบูรณ์ครบครันด้านการท่องเที่ยวมาก ภาคใต้เรามีทะเลแหวกเป็นที่หนึ่งไม่มีที่ไหนเป็นแบบนี้ เราสามารถเดินกลางทะเลได้ มีหาดทรายขาว น้ำใส ใครชอบอากาศเย็นๆ เรามีภาคเหนือ มีเกาะ มีอาหารการกินที่อุดมสมบูรณ์ น้ำมีเพื่อนชาวแคนาดาย้ายกับไปที่แคนาดาแล้ว แต่เขาก็ยังบินมากินอาหารไทยอยู่บ่อยๆ”
ในฐานะที่ประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดการประกวดในครั้งนี้ แม้คนไทยจะมีอุปสรรคด้านภาษา แต่คนไทยสามารถใช้สัญลักษณ์ของคนไทยคือรอยยิ้ม ต้อนรับสาวงามทั้ง 60 ประเทศได้ เพื่อช่วยกันส่งเสริมการท่องเที่ยวให้ชาวต่างชาติประทับใจ กลับไปแล้วกลับมาเที่ยวประเทศไทยอีก ก็อยากให้คนไทยช่วยกันต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองให้ดี
สำหรับการประกวดระดับโลกที่ใกล้มาถึงนี้ ศศิมาไม่ได้คาดหวังกับมงกุฎ Miss Turism 2012 World Final แต่ตั้งใจทำวินาทีแห่งการเป็นตัวแทนประเทศไทยให้ดีที่สุด “รู้สึกตื่นเต้นนิดหน่อย แต่น้ำจะใช้ความไนซ์ การพูดเก่งของตัวเอง และทำให้ดีที่สุดเพื่อเวทีประกวดนี้ค่ะ”
ด้านการเรียนสิ่งที่ทำให้เธอสนใจเรียนด้านการบริหารการท่องเที่ยว เนื่องจากเธอชอบพูดคุยและมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี
“อุปนิสัยเป็นคนช่างพูด และชอบภาษาอังกฤษ เพราะน้ำคิดว่าภาษาอังกฤษสำคัญ ในยุคปัจจุบันต้องใช้ ถ้าผู้หญิงคนไหนพูดภาษาอังกฤษได้จะดูเก่งและฉลาด ที่เลือกเรียนด้านการท่องเที่ยวเพราะใกล้กับความเป็นตัวเองมากที่สุด อยากพรีเซนต์ความเป็นไทยให้ต่างชาติได้รู้จัก น้ำไปเที่ยวต่างประเทศบ้างเหมือนกัน แต่ไม่เห็นประเทศไหนจะมีเสน่ห์เท่าประเทศไทย”
อย่างไรก็ดี แม้ลูกน้ำจะเริ่มทำงานตั้งแต่อายุเพียง 18 ปี ตั้งแต่เรียนชั้นมัธยม 6 แต่ก็ไม่ได้ทำให้การเรียนเสีย ปัจจุบันเธอทำเกรดเฉลี่ยได้ 3.00 ซึ่งเป็นคะแนนที่น่าพอใจเพราะเรียนด้วยหลักสูตรภาษาอังกฤษทั้งหมด แต่เธอถ่อมตัวว่าเป็นคนเรียนได้ปานกลาง อาศัยที่เป็นคนรายงานดี เพราะชอบใช้หัวคิดในการสร้างสรรค์รายงานส่งอาจารย์ วิชาที่เธอชอบเรียนมากที่สุด คือการตลาดคว้าเอมาได้หลายตัวแล้ว อนาคตอันใกล้เธออยากเป็นมัคคุเทศก์ หรือเป็นนักการทูต เพราะเธอชอบท่องเที่ยว ชอบเปิดโลกและเรียนรู้วัฒนธรรมใหม่ๆ ที่สำคัญเธออยากเรียนภาษาเพิ่มเติมให้ครบ 7 ได้แก่ อิตาเลียน ฝรั่งเศส จีน รัสเซียฯลฯ จึงจะเรียกได้ว่าสวยครบสูตร
สุดท้าย ลูกน้ำประชาสัมพันธ์การประกวดระดับโลกครั้งนี้ว่า เป็นโอกาสอันดีที่เมืองไทยจะได้โปรโมตด้านการท่องเที่ยวสู่ตลาดโลก
“น้ำเชื่อว่า ครั้งนี้การนำสาวงาม 60 ประเทศมาประกวดในไทย เวลาเขากลับบ้านไปเขาต้องพูดสิ่งที่เขาพบเห็นให้คนที่ประเทศเขาฟังแน่ๆ แต่เราต้องรณรงค์เรื่องการท่องเที่ยวที่ปลอดภัยด้วย”
5 แรงบันดาลใจ
มงกุฎ : มงกุฎถือเป็นสิ่งที่มีค่าสำหรับชีวิต ใส่ทุกครั้งเหมือนมีพลัง เพราะเราแบกคำว่าประเทศไทยเอาไว้ เป็นหน้าที่ที่เราต้องทำให้ดีที่สุด ดีใจที่เราได้รับความไว้วางใจจากคณะกรรมการทั้ง 30 คน น้ำจึงตั้งใจทำทุกวินาทีให้มีคุณค่าที่สุด เพราะมงกุฎนี้ทรงคุณค่าและยิ่งใหญ่มาก เหมือนมาเติมใจความรู้สึก เพราะก่อนหน้านี้น้ำประกวดมาหลายเวทีเพราะเป็นความไฝ่ฝันของคุณพ่อคุณแม่ที่อยากให้เราได้รางวัล เมื่อทำให้ท่านปลื้มใจ ไม่มีอะไรจะยิ่งใหญ่เท่ารอยยิ้มที่มีความสุขของพ่อแม่ ยอมรับระยะแรกๆ ที่รับรางวัลรู้สึกเหนื่อยมาก ต้องตื่นเช้าทุกวัน แต่พอเห็นมงกุฎเห็นหน้าพ่อแม่ เมื่อเราก้าวมาแล้วถอยไม่ได้ ถ้าเราได้ฝึกตัวเองเราจะแกร่งและโตขึ้น ตั้งใจว่าน้ำจะเดินไปพร้อมประเทศไทย ทำให้คนไทยรู้จักประเทศเราให้ได้มากที่สุดด้วยตัวเราเอง
สายสะพาย : สายสะพายเขียนว่า มิส ทัวริซึม ไทยแลนด์ นับเป็นเกียรติแก่วงศ์ตระกูลมากๆ เพราะมีคำว่าประเทศไทยอยู่ ถือเป็นรางวัลจุดสูงสุดในชีวิตแล้ว ถือเป็นเกียรติแก่ตัวเองที่ได้เป็นตัวแทนประเทศไทย เพราะไม่ใช่ใครก็ได้
เข็มมหาวิทยาลัย : รู้สึกรักมหาวิทยาลัยมากๆ น้ำขอกองประกวดระดับโลกนี้ว่า ขอให้สาวงามทั้ง 60 คนไปเยี่ยมมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญได้ไหม เพราะหากไม่ได้มหาวิทยาลัย ความกล้า ความรู้ด้านภาษาของน้ำคงไม่พัฒนาขนาดนี้ จากน้ำเป็นเด็กที่ดื้อไม่ค่อยเอาอะไร แต่ที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้ประสาทความรู้ให้น้ำเต็มที่ ที่นี่ไม่ใช่อ่านหนังสือแล้วไปสอบ แต่ข้อสอบให้เราต้องวิเคราะห์ ดังนั้นต้องอ่านและทำความเข้าใจก่อน ความรู้จึงลึกซึ้งสามารถปรับเปลี่ยนพลิกแพลงไปใช้ได้ หรือการทำรายงานพรีเซนต์หน้าห้อง ไม่ใช่พูดอย่างเดียวแต่อาจารย์จะถามแล้วให้เราตอบ เหมือนฝึกคิดฝึกพูดไปด้วยในตัว
แหวน : แหวนวงนี้ใส่ติดนิ้วตั้งแต่อายุ 18 ตอนเริ่มทำงานใหม่ๆ เป็นแหวนดอลลาร์ของคุณแม่ คุณแม่บอกว่า แหวนดอลลาร์เปรียบเหมือนเงินที่จะไหลมาเทมา เอาไปใส่จะได้มีงานไหลเข้ามาเยอะๆ แล้วแม่ก็อวยพรหยิบจับอะไรขอให้เป็นเงินเป็นทอง เวลาน้ำทำงานเหนื่อยมองแหวนแล้วจะนึกถึงคุณแม่ ถึงเวลาที่เราต้องเหนื่อยเพื่อเขาบ้าง ใส่แหวนวงนี้แล้วรู้สึกอุ่นใจ
กล้องถ่ายรูป : กล้องที่พกติดตัวตลอดคือกล้องของแคนอน ชอบเพราะขนาดเล็กกะทัดรัด น้ำหนักเบา เหตุที่ต้องพกกล้องเพราะชอบท่องเที่ยว เวลาเราไปทำงานแต่ละที่ก็เหมือนแรงดึงดูดว่า ไปถ่ายภาพสถานที่ใหม่ๆ เจอผู้คนใหม่ๆ ได้ถ่ายรูปอัพลงเฟซบุ๊ก อินสตาแกรมก็สนุกดีทำให้ชีวิตไม่น่าเบื่อ ทำงานด้วยเที่ยวด้วย ซึ่งสอดคล้องกับตำแหน่งคือ ไปเที่ยวไปเก็บภาพความงามของสถานที่ เก็บเป็นความทรงจำและทำเป็นพอร์ตโฟลิโอของตัวเองด้วย


