
สตรีต ไลฟ์ ใน โฮจิมินห์ 2010
เรื่องและภาพ : ณัฏฐ์ฐิติ อำไพวรรณ
หลายปีก่อนเคยได้รับโปสต์การ์ดจากเพื่อนที่ไปเที่ยวนครโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม เนื้อความที่เขียนมาไม่ได้มีความหมายอะไรพิเศษจนถึงกับทำให้จดจำฝังใจอยู่ในหัวสมอง แต่สิ่งที่ทำให้จำได้แม่นเป็นภาพถ่ายที่อยู่ด้านหลังโปสต์การ์ด มันเป็นภาพสาวเวียดนามกลุ่มใหญ่ในชุดแต่งกายประจำชาติกำลังปั่นจักรยาน ท่ามกลางบรรยากาศยามเช้าที่ดูเนิบช้าไม่เร่งรีบ ตัวหนังสือใต้ภาพเขียนไว้ว่า
“บนถนนเส้นหนึ่ง...ในนครโฮจิมินห์”พอรู้ตัวว่ากำลังจะได้เดินทางไปโฮจิมินห์ ภาพที่อยู่ด้านหลังโปสต์การ์ดใบนั้นถูกนำกลับมาฉายซ้ำไปซ้ำมาอยู่ในหัวสมอง ทั้งที่ข้อมูลจากข่าวสารบ้านเมืองที่เคยได้รับมาก็บ่งบอกอยู่ว่า เวียดนามเป็นประเทศที่มีความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว เป็นคู่แข่งทางด้านการค้าการขายที่กำลังไล่บี้จี้หลังไทยแลนด์มาติดๆ แล้วยังมีแนวโน้มว่ากำลังจะวิ่งแซงหน้าไปในอีกไม่กี่ปี
...เมืองที่เจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วคงสวนทางกับบรรยากาศยามเช้าอันเนิบช้า ... แต่ภาพหญิงสาวกลุ่มใหญ่ปั่นจักรยานอย่างสบายอารมณ์บนท้องถนนกลับยังคงฝังแน่นอยู่ในหัวสมอง
...
กลับมาที่ภาพของความเป็นจริง ... หลังจากล้อเครื่องบินลอยพ้นรันเวย์สนามบินนานาชาติภูเก็ต ไม่เกิน 2 ชั่วโมง เครื่องบินไทยแอร์เอเชียก็พาพวกเรามาถึงสนามบิน Tan Son Nhat กลางเมืองโฮจิมินห์ซิตี แม้ล่วงเข้าเวลาดึกแต่สนามบินแห่งนี้กลับยังคงคลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ สาเหตุที่รู้ว่าชาวต่างชาติส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวก็เพราะพอออกเดินมาจากประตูสนามบิน ภาพแรกที่เห็นแล้วทำให้ถึงกับต้องหยุดชะงักควักกล้องออกจากกระเป๋า คือภาพบรรดาไกด์จากบริษัททัวร์หรือจากโรงแรมต่างๆ ทั้งนั่งทั้งยืนเรียงกันเป็นแผงใหญ่ ชูป้ายชื่อเรียกหาลูกค้าลูกทัวร์ของตัวเอง
เพียงแค่ย่างก้าวแรกหลังจากพ้นประตูสนามบิน ก็สำเหนียกได้โดยทันทีว่าเวียดนามนอกจากจะเป็นคู่แข่งทางด้านเศรษฐกิจที่น่าจับตามองแล้ว ยังเป็นคู่แข่งทางด้านการท่องเที่ยวที่กำลังมาแรง ... ในช่วง 45 ปีที่ผ่านมา สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามมีการประชาสัมพันธ์และสนับสนุนทางด้านการท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก จนปัจจุบันรายได้จากการท่องเที่ยวกลายเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ประเทศเวียดนามมีความเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว
สองฝั่งถนนยามค่ำคืนที่ผ่านตาระหว่างเดินทางไปที่พัก แม้ไม่ได้เต็มไปด้วยสีสันของไฟนีออนไลต์วิบวับอย่างเมืองท่องเที่ยวใหญ่ๆ แต่ก็ไม่ใช่เงียบเหงา ตรงกันข้าม...มันดูคึกคักเลยทีเดียว บนถนนเต็มไปด้วยหนุ่มสาว ซ้อนท้ายกันบนหลังเบาะรถมอเตอร์ไชค์ ริมถนนตรงสวนสาธารณะกลางเมืองที่ผ่านก็ไม่ต่างกัน สองฝั่งถนนบางช่วงเรียงรายไปด้วยร้านขายอาหารและเครื่องดื่มริมทาง มีตั้งแต่ นมสด น้ำผลไม้ ไปจนถึงเบียร์ เหล้า ตั้งแผงขายตามริมทางเท้า ปนๆ กันไปได้อย่างไม่แปลกแยกนัก
...
ยามเช้าของอีกวัน ภาพนครโฮจิมินห์ที่เป็นเงาลางๆ ในยามค่ำคืนก็เริ่มชัดเจนขึ้น ... ไม่มีสาวเวียดนามในชุดอ่าวหญ่าย (ชื่อเรียกชุดประจำชาติหญิง) ปั่นจักรยานท่ามกลางบรรยากาศยามเช้าอันเนิบช้าอย่างที่เคยเห็นในภาพด้านหลังแผ่นโปสต์การ์ด ในยุคสมัยปัจจุบันผู้คนส่วนใหญ่ในโฮจิมินห์ใช้รถมอเตอร์ไซค์เป็นยานพาหนะ บรรยากาศยามเช้าในเมืองใหญ่ของประเทศกำลังพัฒนาเต็มไปด้วยความเร่งรีบ รถมอเตอร์ไซค์เต็มท้องถนน ซึ่งมันเต็มท้องถนนจริงๆ ชนิดที่ไม่สามารถจินตนาการได้ถ้าไม่ได้มาเห็นชัดๆ เต็มสองลูกตา
แม้จะเป็นยามเช้าที่ดูค่อนข้างวุ่นวายเร่งรีบ แต่ทว่าบรรยากาศริมถนนตามสองข้างทางก็ยังคงมีเสน่ห์ ด้วยเพราะเป็นเมืองที่มีอายุเก่าแก่กว่า 300 ปี เคยถูกฝรั่งเศสเข้ามายึดเป็นอาณานิคมและเข้ามาพัฒนาปรับปรุง โดยการวางผังเมืองให้ใหม่ สร้างถนน ปลูกต้นไม้ใหญ่ สร้างสวนสาธารณะ บ้านเรือน ตลอดจนสิ่งก่อสร้างต่างๆ ในสไตล์ฝรั่งเศส ซึ่งยังคงหลงเหลือให้เห็น และได้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของโฮจิมินห์
จุดหมายแรกที่เดินทางไปในเช้าวันนั้น คือ โบสถ์นอร์ทเธอดาม (Notre Dame Cathedral) เป็นโบสถ์ที่สร้างขึ้นโดยจำลองมาจากโบสถ์นอร์ทเธอดามในประเทศฝรั่งเศส สร้างเสร็จเมื่อปี ค.ศ. 1883 ได้รับการยกย่องว่าเป็นโบสถ์ที่สวยงามที่สุดในประเทศเวียดนาม มีเอกลักษณ์ตรงหอคอยคู่สี่เหลี่ยมหลังคาทรงสูงประกบด้านข้างตัวโบสถ์ทั้งสองข้าง ด้านหน้ามีลานกว้าง ตรงกลางลานมีรูปปั้นพระแม่มารีสีขาว อาคารสไตล์ฝรั่งเศสอีกหลังที่อยู่ติดกันกับลานกว้างหน้าโบสถ์ คือ ไปรษณีย์กลางโฮจิมินห์ (Main Post Office) สร้างเสร็จเมื่อปี ค.ศ. 1901 เป็นไปรษณีย์ที่ใหญ่ที่สุดในเวียดนาม ออกแบบโดยผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมแบบกอธิกกับสถาปัตยกรรมตะวันออก ผนังด้านในตกแต่งด้วยกระจกสี พื้นปูด้วยกระเบื้องลายโบราณ ปัจจุบันยังคงเปิดให้บริการด้านไปรษณีย์ตามปกติ
ไม่ไกลกันนักพวกเราแวะเที่ยวชม วัดเทียนหัว วัดจีนโบราณที่มีความผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมจีนกับเวียดนาม ตั้งอยู่ใจกลางไชนาทาวน์ ก่อนที่จะเดินทางไปยัง จัตุรัสโฮจิมินห์ (Tran Nguyen Hai Statue) ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางเมืองโฮจิมินห์ จากจุดนี้สามารถเดินทางไปสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ ได้โดยง่าย ตรงกลางจัตุรัสมี อนุสาวรีย์โฮจิมินห์ ผู้ที่ชาวเวียดนามส่วนมากรักและเทิดทูน เพราะเป็นบุคคลสำคัญผู้ปลดแอกให้กับประเทศ ประกาศอิสรภาพจากฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา และทำการรวมประเทศเวียดนามเหนือเวียดนามใต้ให้กลายเป็นหนึ่งเดียว ด้านหลังอนุสาวรีย์เป็น ศาลาว่าการนครโฮจิมินห์ ศาลาว่าการเมืองที่สวยที่สุดในเวียดนาม สร้างขึ้นตามสถาปัตยกรรมฝรั่งเศส
ในวันแรกพวกเราแวะที่จัตุรัสโฮจิมินห์ เพียงไม่นานนัก เพราะต้องรีบเดินทางไป อุโมงค์กู๋จี (ซึ่งอยู่ห่างออกไปราว 60 กม.) อุโมงค์ที่เต็มไปด้วยความน่าทึ่ง และมีความสำคัญสำหรับชาวเวียดนาม ด้วยการขุดอุโมงค์รูปแบบนี้ทำให้ทหารเวียดนามที่มีอาวุธยุทโธปกรณ์ในการรบด้อยกว่ามาก สามารถต้านทานกองกำลังทหารจากสหรัฐอเมริกาได้
...
ในค่ำวันนั้นหรือในช่วงบ่ายของวันถัดมา หลังจากเดินทางไปเที่ยวชมอีกหลายสถานที่ จนแล้วจนรอดพวกเราก็ต้องแวะกลับมายังจัตุรัสโฮจิมินห์อีกหลายครั้ง อาจเพราะที่นี่รายล้อมไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญ และยังเป็นศูนย์กลางด้านการค้า ไม่ไกลกันนักเป็นที่ตั้งของ ตลาดเบนถั่น (Ben Thanh Market) ตลาดแห่งนี้ได้รับความนิยมอย่างมากทั้งจากคนพื้นเมืองและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ เปิดขายทั้งกลางวันและกลางคืน สินค้ามีให้เลือกมากมาย ตั้งแต่พวกผลิตภัณฑ์แฮนด์เมด สินค้าพื้นเมือง ชา กาแฟ ไปจนถึงกระเป๋าเดินทาง เป้ หรือเสื้อผ้าเลียนแบบแบรนด์ดังทั้งหลาย ส่วนคนที่ไม่อยากซื้อของเลียนแบบ เดินไปไม่ไกลจากตลาดเบนถันก็มีห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ข้างในติดแอร์เย็นฉ่ำ
นอกจากนี้ ด้านข้างของจัตุรัสโฮจิมินห์ยังเป็นที่จอดของรถสามล้อถีบ
“ซิกโคล่” รถสามล้อที่มีรูปทรงเป็นเอกลักษณ์ของเวียดนาม รอบๆ จัตุรัสโฮจิมินห์เหมาะอย่างยิ่งที่จะนั่ง “ซิกโคล่” ชมเมือง เพราะถนนย่านนี้ถูกสร้างโดยฝรั่งเศส ริมถนนมีต้นไม้ใหญ่ตลอดทาง เส้นทางผ่านสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ อย่าง โรงละคร (Opera House) และ ทำเนียบอดีตประธานาธิบดี (Reunification Palace)การนั่ง
“ซิกโคล่” วนไปรอบเมืองด้วยความเร็วไม่มากนัก หรือการเดินเล่นทอดหุ่ยอย่างเรื่อยเฉื่อย สามารถเห็นวิถีชีวิตของคนเวียดนามได้จากริมสองฝั่งถนน บางคนผูกเนกไท ใส่สูท ตามสไตล์หนุ่มออฟฟิศที่ทำงานกลางเมืองใหญ่ บ้างใส่ชุดอ่าวหญ่าย หาบขายสินค้า ตามวัฒนธรรมดั้งเดิม วัยรุ่นบางคนแต่งตัวนำสมัย สายเดี่ยวกระโปรงสั้น แต่บางคนกลับใส่ชุดอ่าวหญ่าย สีขาว สะอาด (ซึ่งเป็นชุดเครื่องแบบนักเรียนของที่นี่)วัฒนธรรมเก่าๆ ที่คงอยู่มาเนิ่นนาน กับความศิวิไลซ์ที่ก้าวเข้ามาพร้อมกับความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ถูกเขย่ารวมกันจนกลายเป็นเสน่ห์ที่มีแบบอย่างเฉพาะตัว อย่างที่ไม่มีเมืองไหนเหมือน ...
“ชีวิตริมสองข้างทางในโฮจิมินห์ ค.ศ. 2010 สวรรค์ของคนที่ชอบถ่ายภาพแนวสตรีต ไลฟ์”ปล. โปสต์การ์ดภาพหญิงสาวเวียดนามในชุดอ่าวหญ่าย ปั่นจักรยานท่ามกลางบรรยากาศยามเช้าอันเนิบช้า ยังคงมีวางขายอยู่ ... ใต้ภาพถ่ายเขียนคำว่า
“Ho Chi Minh City” พลิกดูทั้งด้านหน้าด้านหลัง ไม่มีตัวหนังสือบ่งบอก ไม่รู้ว่าภาพพวกนี้เขาถ่ายเก็บไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ...การเดินทาง
สามารถเดินทางด้วยรถยนต์ได้โดยใช้เส้นทางกรุงเทพฯ
–อรัญประเทศ–พนมเปญ–โฮจิมินห์ซิตี แต่ไม่เป็นที่นิยม เพราะยุ่งยากในการทำเรื่องเข้าออกพรมแดนเดินทางโดยเครื่องบิน กรุงเทพฯโฮจิมินห์ มีหลายสายการบินให้เลือก, บินตรงจากภูเก็ตโฮจิมินห์ สายการบินแอร์เอเชียเพิ่งเปิดให้บริการ และมีโปรโมชันราคาประหยัด ผู้สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 025159999 หรือ www.airasia.com







