
ละ ลด เลิก กินเค็มกันเถอะ!!!
“ขนมกรุบกรอบเป็นซองๆ ที่เด็กๆ ชอบกินกันนั่นล่ะ มีส่วนผสมของโซเดียม (เกลือ) เยอะ เค็มๆ ทั้งนั้น” ผศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ
โดย...มัลลิกา นามสง่า
“ขนมกรุบกรอบเป็นซองๆ ที่เด็กๆ ชอบกินกันนั่นล่ะ มีส่วนผสมของโซเดียม (เกลือ) เยอะ เค็มๆ ทั้งนั้น” ผศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ ประธานเครือข่ายลดบริโภคเค็ม กล่าวถึงขนมที่มีรสชาติเค็ม และส่งผลร้ายต่อสุขภาพ เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคไต ทว่าไม่เพียงแต่เด็กๆ เท่านั้นที่ชื่นชอบขนมกรุบกรอบ จำพวกสาหร่าย มันฝรั่งทอด ฯลฯ แต่ผู้ใหญ่จำนวนมากก็รับประทานไปดูหนังไป ทำงานไปมือหยิบขนมเข้าปากไปเพลินๆ จนลืมนึกถึงรสชาติเค็ม อันเป็นสัญญาณที่ทำลายสุขภาพ เพราะมัวเพลินในรสชาติเอร็ดอร่อย...
บริโภคเค็มเสี่ยงโรค
ปัจจุบันคนไทยมีพฤติกรรมการบริโภคเกลือ (โซเดียม) สูง 2-3 เท่า ของปริมาณที่ร่างกายต้องการ ซึ่งการรับประทานอาหารที่มีเกลือ (โซเดียม) สูงมีผลเสียทำให้ความดันโลหิตสูง เพิ่มการรั่วของโปรตีนในปัสสาวะ และยังมีผลเสียต่อไตโดยตรง นอกจากนี้ ยังทำให้หัวใจทำงานหนักก่อให้เกิดภาวะหัวใจวาย และความดันโลหิตสูง ยังส่งผลให้ความดันในสมองเพิ่มขึ้น มีโอกาสเป็นโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต
นพ.โสภณ เมฆธน รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า โรคกลุ่มนี้เกิดจากพฤติกรรมการบริโภคที่ไม่ถูกต้อง อาหารรสชาติเค็ม เป็นอาหารที่มีเกลือ หรือ โซเดียมสูง ถือเป็นภัยเงียบที่ส่งผลร้ายต่อสุขภาพอย่างคาดไม่ถึง
ด้าน ผศ.นพ.สุรศักดิ์ กล่าวว่า จากการสำรวจพฤติกรรมการบริโภคอาหารมื้อหลักของคนไทย พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ซื้ออาหารกลางวันนอกบ้าน ประเภทอาหารที่ทานบ่อยคือ ข้าวราดแกง อาหารจานเดียว อาหารตามสั่ง และก๋วยเตี๋ยว และบริโภคเกลือเฉลี่ย 10.8 กรัมต่อวัน (โซเดียม 5,000 มิลลิกรัม) ซึ่งสูงเป็น 2 เท่า ของที่ร่างกายควรได้รับ คือไม่เกิน 5 กรัมต่อวัน (โซเดียม 2,400 มิลลิกรัม) ที่สำคัญพบว่าประชากรมีพฤติกรรมการปรุงเพิ่ม โดยเติมเครื่องปรุงรสเป็นนิสัย
“คนไทยได้รับโซเดียมจากการกินอาหารในแต่ละมื้อโดยไม่รู้ตัว ซึ่งมักอยู่ในอาหารแปรรูป โดยเฉพาะจากเครื่องปรุงรสซึ่งนิยมใช้มาก 5 ลำดับแรก คือ น้ำปลา ซีอิ๊วขาว เกลือ กะปิ และซอสหอยนางรม”
เปลี่ยนพฤติกรรม เปลี่ยนรสชาติ
“ตอนนี้เราร่วมมือกับหลายๆ หน่วยงาน รณรงค์และส่งเสริมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมลดการบริโภคอาหารรสชาติเค็ม ในโครงการ“ลดเค็มครึ่งหนึ่ง คนไทยห่างไกลโรค” แต่การที่เราจะปรับเปลี่ยนให้ลิ้นรับรสนั้นต้องใช้เวลา เพราะถ้าเรากินเค็มมาโดยตลอดจู่ๆ ให้เลิกกินเค็ม อาหารก็จะไม่อร่อยลิ้น ต้องใช้เวลาไม่ต้องลดลงครึ่งหนึ่งก็ได้ ลดทีละ 10 20 30% ปีหนึ่งถึงลดลงครึ่งหนึ่ง หรือเลิกกินเค็มไปเลย ตอนนั้นลิ้นเราก็จะปรับรสชาติได้ ทีนี้พอมากินอาหารเค็มก็จะกลายเป็นอาหารไม่อร่อยไปเอง คนไทยต้องตื่นตัวในการกินเค็มว่าส่งผลเสียต่อร่างกาย ถ้าเราตื่นตัวผู้ประกอบการเขาก็จะลดปริมาณโซเดียมลงเอง ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับดีมานด์” ผศ.นพ.สุรศักดิ์ กล่าว
การเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคเพื่อลดเค็ม ทำได้ง่ายๆ...
หลีกเลี่ยงการใช้เกลือ น้ำปลา ซอสปรุงรสต่างๆ และผงชูรส (แม้ไม่มีรสเค็มแต่มีโซเดียมสูง)
หลีกเลี่ยงการเติมเครื่องปรุงในอาหารจานเดียว เช่น พริกน้ำปลา ก๋วยเตี๋ยวก็ไม่ต้องปรุงเพิ่ม เพราะในน้ำซุปปรุงรสไว้แล้ว ทั้งซีอิ๊ว ซอส เกลือ ผงชูรส น้ำปลา
หลีกเลี่ยงอาหารประเภทดองเค็ม อาหารแปรรูป เช่น ไข่เค็ม ปลาเค็ม ปลาแดดเดียว ปลาส้มแหนม ไส้กรอก ปลาร้า กุนเชียง หมูหยอง เป็นต้น
เลือกรับประทานอาหารที่มีหลายรสชาติ เช่น แกงส้ม ต้มยำ ทดแทนรสชาติเค็ม
น้ำซุปต่างๆ เช่น ก๋วยเตี๋ยว ควรรับประทานแต่น้อยหรือเทน้ำซุปออกบางส่วนแล้วเติมน้ำเพื่อเจือจางลง และ
สังเกตปริมาณโซเดียมที่ฉลากผลิตภัณฑ์ต่างๆ ทั้งอาหารสำเร็จรูป และขนมถุง ก่อนรับประทาน







