นพ.ณัฐพล พิณนิมิตร สวยง่ายๆ ด้วยแกดเจ็ตคุณหมอ
โดย...ปอย / ภาพ พงษ์ไทย วัฒนาวณิชย์วุฒิ
โดย...ปอย / ภาพ พงษ์ไทย วัฒนาวณิชย์วุฒิ
เอ่ยปากออกตัวกันเบาๆ ขอบอกกันก่อนว่าด้วยอาชีพในแวดวงคุณหมอ นพ.ณัฐพล พิณนิมิตร ก็เป็นที่รู้ๆ กันดีว่า “หมอค่อนข้างโลว์เทค!!!” อาจจะเป็นเพราะความที่ค่อนข้างคอนเซอร์เวทีฟ ยังรักที่จะยึดติดอยู่ในกรอบความคิด มีกฎเกณฑ์ มีระเบียบ ให้ปฏิบัติตามกันมาอย่างเคร่งครัดเพราะมีสุขภาพของคนไข้เป็นเดิมพัน
แต่ด้วยในยุคนี้ที่เทคโนโลยีเดินเคียงคู่กันมากับความงาม ซึ่งก็คืองานหลักที่คุณหมอหน้าตาดี บุคลิกเนี้ยบคนนี้ ขอสำทับอีกครั้งว่าเรื่องอุปกรณ์ไฮเทคจึงเป็นเรื่องปฏิเสธไม่ได้ เพราะนอกจากเรื่องไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ที่ชอบอัพรูป อัพข่าวสาร กันกระหน่ำนาทีต่อนาทีแล้ว แกดเจ็ตหลายๆ ชิ้นก็ยังมีส่วนช่วยเรื่องงานได้อย่างดีที่สุด
คุณหมอนัทนพ.ณัฐพล ผู้เชี่ยวชาญด้านการปรับรูปหน้าและริ้วรอย รวมทั้งโรคผิวหนัง แห่งเมดิวิซาจ คลินิก ทองหล่อ บอกว่าการทำงานทุกวันนี้ อย่างน้อยต้องติดโทรศัพท์ไว้ถ่ายรูปเก็บเรฟเฟอเรนซ์คนไข้ ซึ่งในวันนี้ก็ต้องยอมรับแล้วว่าประสิทธิภาพเลิศเมื่อเทียบสมาร์ทโฟนกับกล้องโปรตัวใหญ่คุณภาพก็ไม่แพ้เลย
“การเปรียบเทียบโดยการถ่ายรูปให้เห็นผลลัพธ์ก่อนและหลัง คนไข้ก็จะเป็นความแตกต่างได้ทันทีเลย โดยเฉพาะการฉีดฟิลเลอร์ ซึ่งบางครั้งคนไข้ก็ชินสายตาใบหน้าตัวเอง และไม่ได้สังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงโดยทันที ผมจึงตัดสินใจซื้อ Samsung GALAXY S3 ที่มีหน้าจอใหญ่มากขนาด 4.8 นิ้ว มาพร้อมกล้องที่มีความละเอียด 8 ล้านพิกเซล ถ่ายรูปออกมานี่ลองซูมรูปขยายดูรูขุมขนเห็นแทบทุกซอกทุกมุมแลยนะครับ ประสิทธิภาพใกล้เคียงกับกล้องโปรตัวใหญ่ แต่ที่เหนือกว่าคือพอถ่ายเสร็จก็ยังมีแอพพลิเคชัน บีฟอร์อาฟเตอร์ ให้ดูเปรียบเทียบกัน เวิร์กมากครับ”
คุณหมอนัทนพ.ณัฐพล เริ่มต้นสนทนาถึงเทคโนโลยีความงามที่ช่วยให้หมอทำงานสะดวกขึ้น นอกจากอุปกรณ์ที่เป็นตัวช่วยพวกนี้แล้ว ในเรื่องนวัตกรรมความงามก็ทันสมัยและก็เป็นตัวช่วยให้คนไข้ไม่ใช่ว่าต้องมาพึ่งเพียงการผ่าตัดเพื่อความงามอย่างเดียวอีกต่อไปแล้ว
“ผมนั่งดูละครช่อง 3 ที่กำลังฮิตๆ กันทั่วบ้านทั่วเมืองในตอนนี้ ก็ขำมากๆ เลยนะครับ กับคำว่าเมียโบทอกซ์ (หัวเราะ) ก็แสดงว่าเป็นนวัตกรรมความงามที่แมสจริงๆ ใครๆ ก็รู้จักทำให้มีคำนี้แทรกอยู่ในบทละครไทยภาคค่ำ ทำให้ผมรู้สึกว่ากลายเป็นคำธรรมดาๆ ในยุคนี้ที่คนไม่ค่อยกลัวและเข้าใจกันแล้วละครับว่า โบทอกซ์คืออะไร? ไม่ค่อยมีคนที่คิดว่าฉีดเข้าไปแล้วจะทำให้ฉันตายไหม? ทำให้คนรักสวยรักงามกล้าลองกันมากขึ้น ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับเมื่อก่อนให้ไปผ่าตัด ดึง ทุบหน้า ใครๆ ก็ต้องกลัวและคิดหนักก่อนทำกันทั้งนั้น
หลังเรียนจบแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ผมเลือกเรียนทางด้านแพทย์เฉพาะทางด้านผิวหนัง จาก Harvard Medical School สหรัฐอเมริกา การเป็นหมอผิวหนังผมคิดว่านี่คืองานท้าทายนะครับ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าผิวหนังของคนไข้เป็นผื่นก็อาจเกี่ยวพันไปถึงสุขภาพภายใน ไม่ใช่เพียงแค่การเป็นแค่ผื่นคันปกติ ซึ่งเป็นศาสตร์ที่หมอต้องวิเคราะห์มองผิวออกมาให้ได้ว่า คนไข้เป็นโรคอะไร ผื่นธรรมดาๆ ก็อาจเชื่อมโยงไปถึงโรคหัวใจด้วยก็ได้ ความยากในการทำงานอยู่ตรงนี้นะครับ” คุณหมอนัท กล่าวว่า หลายคนไม่ทราบว่าหมอเชี่ยวชาญโดยตรงเรื่องโรคผิวหนังจึงมุ่งมาหาหมอนัทเพื่อให้ช่วยดูแลความงาม
“ก็เหมือนกับโบทอกซ์นะครับ ที่เริ่มต้นฉีดเพื่อรักษาโรคกล้ามเนื้อที่คอ ที่ขายึดเดินตรงไม่ได้ ก็ใช้ฉีดเพื่อให้กล้ามเนื้อคลาย แล้วเมื่อแพทย์นำมาใช้เพื่อความงาม ซึ่งก็เริ่มใช้เมื่อราว 20 ปีก่อนแล้วนะครับ การใช้บนใบหน้าจำนวนยาใช้ในปริมาณน้อยจึงเซฟตีปลอดภัยขึ้น แต่ที่หมอว่าน่ากลัวคือโบทอกซ์ฟีเวอร์ กอปรกับคลินิกความงามมีเยอะมากจึงทำให้คนหันมาทำกันเยอะขึ้น แล้วก็กลายเป็นคนรุ่นใหม่วัยเริ่มทำงานนิยมฉีดตามดารา ฉีดกันเยอะไปที่มีศัพท์ว่าหน้าแน่น (หัวเราะ) จมูกเต็ม แก้มเต็ม คางเต็ม ผมคิดว่าฉีดแบบนี้สิจะน่ากลัวมากกว่า” นพ.ณัฐพล กล่าว
หันมาถามภาพลักษณ์ลุคกิง กู๊ด ของคุณหมอใบหน้าใส ผิวดี บอกพร้อมเสียงหัวเราะเขินรับคำชมและยอมรับ “ดูแลตัวเองเยอะนะครับ!!!” เริ่มตั้งแต่การเน้นรับประทานอาหารแบบสโลว์คุกไม่ให้เสียคุณค่าอาหาร กินตามคอร์สไดเอต 45 มื้อเล็กๆ ต่อวัน และเน้นปรุงในแบบโลว์แฟต คู่กับการกินโปรตีนแบบโลว์แฟตอีกด้วย เพราะคุณหมอเล่นเวตเป็นประจำ อาทิตย์ละ 34 ครั้งๆ ละอย่างน้อย 1 ชั่วโมงขึ้นไป
ส่วนการดูแลเพื่อผิวดีเพื่อบุคลิกภาพควรดื่มน้ำวันละ 3 ลิตร เรื่องนี้สำคัญที่สุด มีการใช้โปรแกรมฉีดวิตามินเพื่อผิวใสบ้าง เฉลี่ย 23 เดือนต่อครั้งก็เพียงพอแล้ว ฉีดโบทอกซ์ลดริ้วรอยก็เริ่มจำเป็นสำหรับวัย 32 ปี
“นวัตกรรมทำให้เรื่องความสวยความงามเป็นเรื่องง่ายดายและเข้าถึงได้ไม่ยากเลยนะครับ” นพ.ณัฐพล กล่าวคอนเฟิร์มทิ้งท้าย และเรื่องนี้ก็เพิ่มความสนุกท้าทายให้กับการทำงานของเขาด้วยเช่นกัน
แกดเจ็ตกับงานความงาม
แรกสุดเลยใช้แมคบุ๊คแอร์ทั้งที่ค่อนข้างใช้ยากนะครับ และแอพพลิเคชันของแมคก็จะห้ามโน่นนี่นั่น ทำให้ระบบใช้ค่อนข้างยาก แต่ด้วยความที่เราทำงานเกี่ยวข้องกับเรื่องสวยๆ งามๆ ผมก็ชอบในดีไซน์สวยของแกดเจ็ตกลุ่มแอปเปิล ถึงใช้ยากก็ขอเลือกใช้แมค แต่พอได้ไอแพดมา ผมก็เลิกแบกแมคบุ๊คแอร์ติดกระเป๋าไปเลยครับ
ไอแพดมีเมนูพรีเซนเทชันหลากหลาย และมีกล้องแบบใหม่คือ iSight มีความละเอียด 5 MegaPixel มีจอ Multitouch ขนาดใหญ่ 9.7 นิ้ว ซึ่งเหมาะมากครับกับคนไข้กลุ่ม 50 ปีขึ้นไปที่อยากเห็นรูปบีฟอร์อาฟเตอร์ ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงตัวเองบนจอขนาดใหญ่
ส่วนบีบีในเรื่องประสิทธิภาพในการรับอีเมล ถึงมีไอโฟนก็คงทิ้งกันไม่ได้เพราะเรื่องนี้เลยนะครับ ส่วน Samsung GALAXY S3 ก็ใช้ทั้งเป็นกล้องถ่ายรูปและโทรศัพท์ แล้วอีกเครื่อง Galaxy Note ก็ตามมาอีกเพราะมีปากกาให้หมอเขียนแก้ไขงานได้ง่ายดายขึ้นอีก ผมเลยกลายเป็นพวกเทคโนโลยีจัด ทั้งที่บอกแล้วว่าหมอเป็นกลุ่มคนโลว์เทค ยิ่งถ้าเทียบกับพวกกลุ่มหัวไวไม่แพ้กัน วิศวกร ไฟแนนซ์ ที่ชื่นชอบอุปกรณ์พวกนี้มาก แต่ก็กลายเป็นว่าเทคโนโลยีพวกนี้เพิ่มเข้ามาเพื่อให้หมอทำงานกันได้ง่ายดายขึ้น


