
กรณีเทศกาลวันสารทเดือน ๑๐ ในวิถีพุทธ! (ตอน ๖)
ทักษิณาที่มหาบพิตรถวาย อุทิศหมู่พระประยูรญาติในวันนี้ เพราะเหตุที่พระสงฆ์เป็นเนื้อนาบุญอันยอดเยี่ยมของโลก
โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส
“ทักษิณาที่มหาบพิตรถวาย อุทิศหมู่พระประยูรญาติในวันนี้ เพราะเหตุที่พระสงฆ์เป็นเนื้อนาบุญอันยอดเยี่ยมของโลก เป็นทักษิณาที่ทรงตั้งไว้ดีแล้วในพระสงฆ์ ทานนี้จึงสัมฤทธิผลในขณะนี้ทันที...”
“พระศาสดาตรัสว่า”... อย่าทรงวิตกเลยมหาบพิตร นั่นคือเสียงญาติในอดีตของพระองค์ที่ไปบังเกิดเป็นเปรตญาติเหล่านั้นหวังว่าจะพบเฉพาะพระองค์แต่ผู้เดียวรอคอยมาถึงพุทธันดรหนึ่งแล้ว ท่องเที่ยวไปด้วยหวังใจว่า เมื่อพระองค์ถวายทานแด่พระพุทธเจ้าแล้วจักอุทิศให้แก่พวกเขาบ้าง เปรตเหล่านั้นพากันมาร้องขอส่วนบุญ เพราะเมื่อวานนี้พระองค์บริจาคทานแล้วไม่ได้อุทิศส่วนกุศลไปให้ จึงส่งเสียงร้องเห็นปานนั้น
พระราชาจึงอาราธนาพระผู้มีพระภาคเจ้า พร้อมภิกษุสงฆ์รับการถวายทานอีกในวันรุ่งขึ้น เพื่ออุทิศทานให้แก่ญาติเหล่านั้น ในวันรุ่งขึ้น เมื่อพระราชาถวายภัตตาหาร ทรงอุทิศว่า... “ขอทานนี้ จงถึงแก่ญาติทั้งหลาย...” สมบัติพัสตร์ (ผ้า) ทุกอย่างที่เป็นทิพย์ก็บังเกิดแก่เปรตเหล่านั้น ได้สวมใส่ใช้สอย ขณะที่หลั่งทักษิโณทก พระราชาทรงอุทิศว่า... “ขอทานนี้ จงถึงแก่ญาติทั้งหลายของเรา...” ทันใดนั้น สระโบกขรณีก็บังเกิดแก่เปรตเหล่านั้น ได้อาบกินระงับความหิวกระหาย มีความเบิกบานชุ่มชื่นใจ
จากนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอธิษฐาน ให้พระราชาได้เห็นบรรดาญาติเหล่านั้นทั้งหมด มีร่างกายเอิบอิ่ม ผิวพรรณผ่องใส และสวมใส่พัสตราภรณ์อันเป็นของทิพย์ ด้วยอานิสงส์ของผลบุญที่พระเจ้าพิมพิสารทรงอุทิศไปให้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า... “ทักษิณาที่มหาบพิตรถวาย อุทิศหมู่พระประยูรญาติในวันนี้ เพราะเหตุที่พระสงฆ์เป็นเนื้อนาบุญอันยอดเยี่ยมของโลก เป็นทักษิณาที่ทรงตั้งไว้ดีแล้วในพระสงฆ์ ทานนี้จึงสัมฤทธิผลในขณะนี้ทันที...” อรรถกถากล่าวว่า ทักษิณา ย่อมสำเร็จผลคือ ให้เกิดผลในขณะนั้นได้ ต้องเป็นทานที่ประกอบด้วยองค์ ๓ คือ
ด้วยการอนุโมทนาด้วยตนเองของเปรตทั้งหลาย ๑
ด้วยการอุทิศของทายกทั้งหลาย ๑
ด้วยการถึงพร้อมแห่งทักขิไณยบุคคล ๑
จบเทศนา การบรรลุธรรมได้มีแก่ชนเป็นจำนวนมาก ซึ่งสลดใจ เพราะการพรรณนาโทษแห่งการเข้าถึงความเป็นเปรต พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดง ติโรกุฑฑสูตร นี้แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายอีก การตรัสรู้ธรรมได้มีถึง ๗ วัน
ในอรรถกากล่าวถึงบุพกรรมของเปรตทั้งหลายเหล่านั้น ความย่อมีว่า ในสมัยของพระปุสสะพุทธเจ้า ครั้งนั้นในนครชื่อ กาสี พระราชาพระนามว่า ชัยเสน พระมเหสีพระนามว่า สิริมา เป็นพระราชบิดามารดาของพระปุสสะพุทธเจ้า อุปัฏฐากพระปุสสะพุทธเจ้าด้วยพระองค์ตลอดมา
ไม่ยอมให้คนอื่นช่วย พี่น้องต่างมารดาของพระปุสสะ ๓ คน คิดว่า... “พระพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมบังเกิดขึ้น เพื่อเกื้อกูลชาวโลก มิใช่เกื้อกูลแก่บุคคลเพียงคนเดียว” จึงออกอุบายให้เมืองชายแดนก่อการกำเริบ พระราชาชัยเสนจึงส่งโอรสทั้ง ๓ ออกไปปราบ เมื่อได้ชัยชนะกลับมาได้ทูลขอพรจากพระราชบิดาว่า “พวกตนปรารถนาจักอุปัฏฐากพระพุทธเจ้าเพียง ๓ เดือน” พระราชบิดาจึงทรงอนุญาต
จากนั้น จึงพาบุรุษบริวารพันหนึ่งสมาทานศีล ๑๐ นุ่งห่มผ้ากาสาวะ รับสั่งให้อัครมหาเสนาบดีคลัง ร่วมกันเบิกเสบียงตามวาระ จากเรือนคลังทั้งหลายของพระพี่น้องทั้ง ๓ ถวายทาน ก่อนที่จะถึงเวลาถวายทาน บุตรของเจ้าหน้าที่เหล่านั้นร้องไห้ ต้องการข้าวยาคูและภัต เป็นต้น
เมื่อภิกษุสงฆ์ยังไม่ทันมา เจ้าหน้าที่ก็แจกสิ่งของเหล่านั้นบางส่วนให้แก่บุตรของตนก่อน ในเวลาที่ภิกษุสงฆ์ฉันภัตตาหารเสร็จแล้ว จึงไม่มีของสิ่งใดเหลือเลย ผลแห่งการเบียดบังอาหารที่จะถวายแด่สงฆ์ เมื่อเจ้าหน้าที่เหล่านั้นสิ้นชีพลง ได้ไปบังเกิดในเปตวิสัย ประสบแต่ความหิวกระหาย
พวกเปรตเหล่านั้น รอคอยเวลาที่จะได้อาหารมาเป็นเวลานานมาก เฝ้าทูลถามพระพุทธเจ้าที่ผ่านมาแล้วถึง ๓ พระองค์ จนถึงสมัยพระกัสสปพุทธเจ้า ตรัสว่า “...พวกเจ้าจักยังไม่ได้ในกาลของเรา แต่ภายหลังเมื่อมหาปฐพีงอกสูงขึ้นประมาณได้ ๑ โยชน์ พระพุทธเจ้าพระนามว่า ‘โคดม’ จักเสด็จอุบัติขึ้น ในกาลนั้นญาติของพวกเจ้าจักเป็นพระราชา พระนามว่า ‘พระเจ้าพิมพิสาร’ พระราชานั้นจักถวายทานแด่พระศาสดา แล้วจักให้ส่วนกุศลทานแก่พวกเจ้า พวกเจ้าจักได้อาหารในคราวนั้น...” เปรตเหล่านั้นจึงต้องรอคอยมาอีกพุทธันดรหนึ่ง
อ่านต่อฉบับพรุ่งนี้







