
‘โอกาสจะมีให้กับคนที่พร้อมเสมอ’ อรวิสา ทิวไผ่งาม
นักศึกษาสาวหน้าหวานมาดเท่ กุ๊กไก่อรวิสา ทิวไผ่งาม วัย 21 ปี เจ้าของร่างกะทัดรัด 166 ซม.
โดย...วราภรณ์ ภาพ : พงษ์ไทย วัฒนาวณิชย์วุฒิ
นักศึกษาสาวหน้าหวานมาดเท่ กุ๊กไก่-อรวิสา ทิวไผ่งาม วัย 21 ปี เจ้าของร่างกะทัดรัด 166 ซม. ผู้ยึดหลัก “โอกาสจะมีให้กับคนที่พร้อมเสมอ” นอกจากความสวยเป็นธรรมชาติแล้ว เธอยังพกความสามารถพิเศษทั้งด้านการแสดงและการถ่ายภาพ แฟนละครช่อง 7 คงคุ้นหน้าเธอมาบ้างจากละครเรื่อง “แม่ศรีไพร” “เสน่ห์บางกอก” “โบ๊เบ๊” และติด 1 ใน 5 การประกวดดรีมสตาร์ 2009 ที่จัดโดยนักแสดงรุ่นพี่ จีรนันท์ มะโนแจ่ม
ขณะนี้อรวิสากำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 4 ภาควิชาการประชาสัมพันธ์ คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม แถมพ่วงตำแหน่งเคยได้รับรางวัลนักศึกษาดีเด่น ประเภทวิชาการดีเด่น กลุ่มสาขาสังคมศาสตร์ ประจำปี 2554 ที่จัดมอบโดย สสอท. (สมาคมสถาบันอุดมศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย) เพราะด้วยเธอชอบทำกิจกรรมของทั้งมหาวิทยาลัยโดยรับเลือกให้เป็นดาวของคณะ เธอจึงได้ทำหน้าที่พิธีกรในการแข่งขันกีฬาของระดับมหาวิทยาลัย และด้วยชอบถ่ายภาพจึงได้รางวัลใหญ่ๆ ด้านการถ่ายภาพ 2 รายการ
“กุ๊กไก่เรียนอยู่ปี 4 เกรดเฉลี่ยเดิมประมาณ 3.96 ตอนมีงานละครเกรดลดเหลือ 3.86 แต่ก็ค่อนข้างพอใจ อาจเป็นเพราะกุ๊กไก่ทำกิจเพื่อมหาวิทยาลัยเยอะ ประกอบกับตั้งใจเรียน จึงทำเกรดเฉลี่ยได้ดี เวลามหาวิทยาลัยมีกีฬาภายในมหาวิทยาลัยกุ๊กไก่ก็ทำหน้าที่พิธีกร กิจกรรมอื่นๆ ก็เช่น ส่งภาพถ่ายเข้าประกวด เพราะกุ๊กไก่ชอบถ่ายภาพเป็นงานอดิเรก เคยส่งภาพเข้าประกวดครั้งแรกก็ได้รางวัลชมเชยของมูลนิธิแห่งหนึ่งของฝรั่งเศส ในหัวข้อเฟซ ออฟ แบงคอก คณะกรรมการชมว่าภาพของหนูมีมุมมองที่ดี มีเส้นนำสายตา แสงเงาสวย โดยหนูเลือกโลเกชันในการถ่ายรูปที่สวนสิริกิติ์ใกล้ๆ สวนรถไฟ แต่ถ่ายภาพออกมาไม่เหมือนถ่ายสวนในกรุงเทพฯ เหมือนถ่ายสวนที่ญี่ปุ่น อีกรางวัลของยูเอ็น ถ่ายในหัวข้อวันสันติภาพโลก ภาพที่หนูส่งเป็นภาพนกสีขาว แสดงถึงสันติภาพ” ด้วยกิจกรรมทั้งพิธีกร และรางวัลจากการถ่ายภาพทั้งสองครั้ง ทำให้เธอสามารถคว้ารางวัลเรียนดีมาครองประดับเกียรติประวัติ
เห็นนามสกุล “ทิวไผ่งาม” อรวิสาเป็นหลานสาวของ ณรงค์ ทิวไผ่งาม เจ้าของโรงเรียนทิวไผ่งาม เธอจึงเรียนที่โรงเรียนนี้ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาจนถึงระดับมัธยมปลาย และสอบเข้ามหาวิทยาลัยเอกชนใกล้ๆ บ้าน เพราะเธอมีแนวความคิดว่า หากเรียนมหาวิทยาลัยรัฐบาลที่ดี แต่ทำตัวไม่ดีก็ช่วยอะไรไม่ได้ แต่หากเข้าเรียนมหาวิทยาลัยเอกชน แต่ตั้งใจเรียนก็ถือได้ประโยชน์กับตัว
“การมีนามสกุลที่ดีและมีเกียรติก็เป็นสิ่งดี เป็นเหมือนใบเบิกทางให้เรา แต่สุดท้ายกุ๊กไก่คิดว่าทุกอย่างขึ้นอยู่ที่ตัวเรา คนชอบมองว่าหนูเป็นคุณหนู แต่จริงๆ หนูเป็นคนอดทน อดทนต่อสิ่งที่ชอบ สิ่งที่รัก นั่นคือการแสดง”
งานด้านการแสดง กุ๊กไก่อยู่ในสังกัดสปีดวัน เป็นบ้านการแสดงของ ยุ้ย จีรนันท์ สิ่งที่ดึงดูดให้กุ๊กไก่อยากก้าวเข้าสู่วงการบันเทิงเพราะชอบมาตั้งแต่เด็กๆ เหมือนเป็นอีกศาสตร์หนึ่งที่น่าเรียนรู้
“กุ๊กไก่อยากแสดงเก่งเหมือนนักแสดงเก่งๆ ที่สามารถสวมวิญญาณเป็นใครก็ได้ ก่อนหน้านี้กุ๊กไก่เคยประกวดเวทีดัชชี่บอยแอนด์เกิร์ล แต่ไม่ประสบความสำเร็จเมื่อปี 2009 แต่ก็ไม่รู้สึกท้อ เพราะรู้ตัวว่ายังไม่พร้อม ไม่ทำให้เสียกำลังใจ เพราะคิดว่ายังไม่ถึงโอกาสของเรา พอได้มาอยู่บ้านการแสดงของพี่ยุ้ย กับพี่ธัน ก็ได้เรียนด้านการแสดง การแสดงยากตรงเราต้องมีสมาธิและใช้จินตนาการสูง การแสดงจึงสนุก ตื่นเต้น และท้าทาย เพราะเราได้บทที่ไม่มีทางเป็นตัวเรา ถ้าเราฝึกมีจินตนาการที่ดี เราก็จะแสดงดีขึ้น แต่ถ้าคิดเป็นตัวเองจะรู้สึกเขินและอาย ซึ่งปกติกุ๊กไก่เป็นคนกล้าแสดงออกอยู่แล้ว ก่อนแสดงก็ต้องมีเวิร์กช็อปละลายพฤติกรรม ต้องตะโกน เพื่อตัดความอายทิ้งไป ศาสตร์การแสดงเป็นอีกศาสตร์หนึ่งที่น่าเรียนรู้ค่ะ”
ตอนนี้ความฝันด้านการแสดงของเธอเป็นจริงแล้ว เริ่มด้วยการเป็นนักแสดงสมทบในละครหลายเรื่อง ล่าสุดกับละครภาคค่ำเรื่อง “เสือสมิง” ของค่ายโคลีเซี่ยม ทางช่อง 7 สี ขณะนี้กำลังถ่ายทำอยู่ เธอได้รับบทเป็นเพื่อนสนิทของน้องชายนางเอก แสดงนำโดย จักจั่น อคัมย์สิริ
“ในเรื่องเสือสมิงกุ๊กไก่ได้เล่นเป็นเพื่อนสนิทกับ นัททิว เอเอฟ 5 ซึ่งมีบทพูดค่อนข้างเยอะมาก 30 กว่าตอน กุ๊กไก่รับบทเป็นเด็กชาวบ้านในหมู่บ้าน ซึ่งในบทนี้ได้แสดงเยอะมาก แม้ไม่ได้เป็นนางเอกแต่ก็ได้เล่นประกบกับนางเอกซึ่งถือว่าสุดยอดแล้ว ด้านการแสดงยอมรับว่าหนูต้องปูพื้นฐานอีกเยอะ เพราะถ้าเล่นไม่ดีก็แย่กับตัวเอง กุ๊กไก่คิดเสมอว่าโอกาสจะมีให้กับคนที่พร้อมเสมอ”
งานด้านการแสดงแม้เป็นงานที่หนัก เพราะต้องทำงานร่วมกับคนหลายฝ่าย กว่าจะถ่ายเสร็จแต่ละฉากแต่ละตอนไม่ใช่เรื่องง่าย อีกทั้งคนอยากเป็นนักแสดงมีเยอะ คนเก่งก็เยอะ ดังนั้นใครอยากก้าวหน้าในวงการบันเทิงต้องอดทนได้มากกว่า
“การแสดงจะทำให้ดีต้องมีใจรักที่มาก ต้องชอบจริงๆ ไม่ใช่อยากดัง อยากมีชื่อเสียง ก็ไปทำงานอื่นก็ได้ ถ้าเราชอบจริงๆ เราก็จะสามารถทนต่อสิ่งที่จะพาเราไปถึงความฝันได้”
ความฝันสูงสุดของอรวิสา คือ ศึกษาจบปริญญาตรีอย่างมีความสุข โดยหวังได้เกียรตินิยมอันดับ 1 และอยากจบให้พร้อมเพื่อนๆ รุ่นเดียวกัน
“ตอนนี้กุ๊กไก่เหลืออีก 5 วิชาก็จะเรียนจบ หากโรงเรียนเปิด เพิ่มอีก 1 วิชาช่วงปิดภาคเรียน กุ๊กไก่ก็จะได้จบพร้อมเพื่อนๆ ถ้าเรียนจบกุ๊กไก่อยากทำงานด้านถ่ายภาพ ควบคู่กับงานแสดงไปด้วย ตั้งใจเก็บเงินให้ได้เยอะๆ เพื่อเปิดสตูดิโอเป็นของตัวเอง กุ๊กไก่อยากเป็นช่างภาพมืออาชีพ แต่อาชีพนี้มักสงวนไว้ให้ผู้ชาย เพราะคนมองว่าผู้หญิงถ่ายภาพไม่เก่ง เพราะความคล่องตัวอีกทั้งตัวเล็ก ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นตัวผลักดันให้อยากถ่ายภาพได้เก่งกว่าผู้ชาย แต่กุ๊กไก่คิดว่าเป็นผู้หญิงก็ได้เปรียบ เพราะผู้หญิงจะมีความละเอียดอ่อนด้านการมองสีของภาพ บางมุมมองเช่นความหมายของภาพผู้หญิงจะมองเห็นได้ชัดกว่า”
เพื่อพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ กุ๊กไก่ชอบศึกษาการถ่ายภาพของช่างภาพระดับมืออาชีพทั้งไทยและชาวต่างชาติ อีกทั้งเธอชอบดูเว็บไซต์ภาพของฝรั่ง เพื่อเก็บไว้เป็นแหล่งอ้างอิงในหัว
“งานไทยกับงานฝรั่งก็สวยคนละแบบ ช่างภาพไทยเก่งถ่ายภาพได้หมด แต่ต่างชาติจะเชี่ยวชาญไปทางใดทางหนึ่ง ซึ่งหนูคิดว่าดี กุ๊กไก่ถนัดถ่ายภาพบุคคล แฟชั่น แต่ที่ชอบที่สุดคือแนวชีวิตบนท้องถนน เพราะสื่อสารได้ถึงอารมณ์ วันๆ กุ๊กไก่มีความสุขกับการสะพายกระเป๋ากล้องไปทุกที่ เก็บภาพทุกอย่างไว้ในความทรงจำ ด้านการเรียนหลังจากจบปริญญาตรีแล้ว กุ๊กไก่อยากขอทุนเรียนต่อถึงปริญญาเอกเลยค่ะ”
สุดท้าย อรวิสาอยากฝากบอกเพื่อนๆ ว่า ต้องตามหาตัวเองให้เจอเป้าหมาย แล้วเราจะไม่สนว่าหนทางจะไกลแค่ไหน ไกลแค่ไหนก็ไปให้ถึง อย่าท้อหรือถอดใจง่ายๆ
5 สิ่งใจสาวเท่
สมุดวาดรูป : ด้วยเป็นลูกคนเดียวยามว่างจึงชอบวาดภาพลายเส้น วาดภาพสเกตช์ไปเรื่อยๆ จริงๆ อยากเรียนด้านศิลปะ และดิจิตอล ในที่สุดเลือกเรียนด้านนิเทศศาสตร์จะได้มีสกิลด้านการประชาสัมพันธ์ที่สามารถปรับไปใช้ได้กับหลากหลายอาชีพ กุ๊กไก่ชอบวาดภาพตั้งแต่เด็กๆ จำได้ว่ามีสมุดสเกตช์ติดตัวไปทุกที่ ภาพแนวที่ชอบวาดคือภาพแนวทิมเบอร์ตัน ซึ่งเขาเป็นศิลปินและผู้กำกับภาพยนตร์ที่หนูชอบมาก ภาพเขาจะเป็นลายเส้นการ์ตูน สีหม่นๆ ดูขลังดี
กล้องถ่ายภาพ : แคนนอนตัวนี้อยู่กับหนูมา 3 ปี ถือเป็นเก่ง แต่อยากได้รุ่นเก๋ากว่านี้ มีช่องวิวไฟเดอร์ที่กว้างขึ้น เนื้อไฟล์ของภาพก็จะละเอียด และมีมิติภาพที่กว้างขึ้น เลนส์ที่อยากได้เป็นเลนส์เทเล 70200 เป็นเลนส์ซูมจะได้ไว้ถ่ายภาพธรรมชาติระยะไกลๆ ได้
โทรศัพท์มือถือ : ตอนนี้ใช้ไอโฟน 4 เอส เป็นเหมือนอวัยวะหนึ่งที่ขาดไม่ได้ ช่วยเรื่องเรียน หากลืมส่งรายงานก็สามารถส่งผ่านอีเมลในโทรศัพท์มือถือได้ ยังสามารถตามข่าวในทวิตเตอร์ได้ เพราะข่าวในทวิตเตอร์เร็วกว่าข่าวทีวีซะอีก เพราะเรียนด้านประชาสัมพันธ์ ก็ต้องเช็กข่าว เก็บข่าว ถ่ายรูปได้เร็ว
หนังสือแปล : ล่าสุดที่อ่านคือ เดอะ ฮิสทอเรียน เป็นหนังสือเกี่ยวกับแวมไพร์ ไม่เพ้อฝันเหมือนทไวไลท์ อ่านแล้วเหมือนเราได้ไปท่องเที่ยวทั่วยุโรป รวมทั้งเรียนรู้ประวัติศาสตร์ เดอะ อิสทอเรียน เป็นของสำนักพิมพ์แพรว เป็นเบสต์เซลเลอร์ กุ๊กไก่ชอบอ่านหนังสือประเภทนิยายแปล คิดว่ามุมมองของชาวต่างชาติกว้างกว่า ชอบซื้อหนังสือแปลตามเนื้อเรื่องที่ชอบ ที่มีความสนุก และตื่นเต้น
กระเป๋าสตางค์ : เมื่อทำงานด้วยตัวเองได้แล้วทำให้กุ๊กไก่เห็นค่าของเงินมาก ทำงานเอง ใช้เอง ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ก็ให้เงินรายอาทิตย์อยู่ แต่อาทิตย์หนึ่งใช้ได้นาน เพราะไม่ค่อยซื้ออะไร กุ๊กไก่ชอบกินข้าวที่บ้าน ไม่ได้ไปเที่ยวไหน ไปถ่ายภาพก็ไม่ต้องเสียเงิน เสียแค่ค่าน้ำ กุ๊กไก่ใช้เงินอย่างรู้ค่า ไม่นิยมใช้ของแบรนด์เนม เพราะมองว่าไม่จำเป็นสำหรับวัยรุ่นอย่างเรา ยิ่งยุคนี้เป็นยุคที่ต้องประหยัดและรู้จักพอเพียง แท็กซี่ก็ไม่ค่อยนั่งแต่จะมีคุณพ่อไปรับไปส่ง







