
สร้างกับประหยัด
ภาสกร พุทธิชีวิน
ภาสกร พุทธิชีวิน
ต่อจากสัปดาห์ที่แล้วครับ มาว่ากันต่อถึงการผลิตกระแสไฟฟ้าโดยใช้วัตถุดิบในรูปแบบต่างๆ ว่าแต่ละชนิดมีข้อดี ข้อเสีย ข้อจำกัดอย่างไร
เริ่มกันที่น้ำ การใช้น้ำเป็นพลังงานในการผลิตกระแสไฟฟ้ามีข้อดีอยู่ 3 ประการ คือ ไม่มีค่าใช้จ่ายในการซื้อเชื้อเพลิง ลงทุนสร้างเขื่อนทีเดียวก็ไม่มีค่าใช้จ่ายอะไรเพิ่มขึ้นอีก ไม่ก่อให้เกิด CO2 ในการผลิตกระแสไฟฟ้า รักษาความมั่นคงให้แก่ระบบไฟฟ้า สำหรับรองรับช่วงเวลาที่มีความต้องการใช้กระแสไฟฟ้าสูงสุด ส่วนข้อจำกัดของโรงไฟฟ้าพลังน้ำนั้นมีอยู่พอสมควร เพราะจะผลิตกระแสไฟฟ้าได้ก็ตอนที่สามารถปล่อยน้ำออกจากเขื่อนได้ ข้อจำกัดประการต่อมา การก่อสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ในประเทศไทยมีข้อจำกัด เนื่องจากอ่างเก็บน้ำของเขื่อนขนาดใหญ่ในไทย มีข้อจำกัดเพราะเขื่อนขนาดใหญ่จะทำให้เกิดน้ำท่วมเป็นบริเวณกว้าง ส่งผลกระทบต่อประชาชน และข้อสุดท้าย เศษพืชเศษไม้ที่ทับถมอยู่ในเขื่อนก่อให้เกิดมีเทน ซึ่งเป็นก๊าซที่ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อนสูงกว่า CO2 ถึง 20 เท่าเลยทีเดียว
ตัวต่อมา คือ การใช้ก๊าซชีวภาพเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตกระแสไฟฟ้า ข้อดี คือ ช่วยแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมเรื่องกำจัดของเสีย และลดต้นทุนในการบำบัดน้ำเสีย ไม่มีต้นทุนของเชื้อเพลิง ลดการปล่อยก๊าซมีเทนออกสู่บรรยากาศ ซึ่งช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และข้อดีประการสุดท้ายของโรงไฟฟ้าก๊าซชีวภาพก็คือ ลดค่าใช้จ่ายและสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการ โดยผู้ประกอบการสามารถนำก๊าซชีวภาพใช้ในการผลิตไฟฟ้า เพื่อใช้ในกิจการของตนเอง หรือขายไฟฟ้าให้กับการไฟฟ้า ส่วนข้อจำกัดของก๊าซชีวภาพในการผลิตกระแสไฟฟ้าก็คือ ต้องใช้พื้นที่จำนวนมากในการสร้างโรงไฟฟ้า ต้นทุนการติดตั้งมีราคาค่อนข้างสูง ต้องมีระบบกำจัดก๊าซเสีย และสุดท้าย ต้องมีผู้เชี่ยวชาญควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิด
ถัดมาเป็นการผลิตกระแสไฟฟ้าที่ใช้ขยะเป็นเชื้อเพลิง ข้อดีประการแรกเลย วัตถุดิบหาง่ายและมีราคาถูก การเอาขยะไปเผาเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าเป็นการลดปริมาณขยะให้น้อยลง และการผลิตกระแสไฟฟ้าจากบ่อขยะเก่าที่มีการฝังกลบ ซึ่งจะเกิดก๊าซมีเทนจำนวนมหาศาลแล้วใช้ก๊าซมีเทนมาเป็นเชื้อเพลิงผลิตกระแสไฟฟ้าเป็นการลดภาวะโลกร้อนไปด้วย ข้อจำกัดของโรงไฟฟ้าประเภทนี้ก็คือ เทคโนโลยีที่จะก่อให้เกิดผลผลิตที่คุ้มค่ามีราคาสูง และต้องมีปริมาณขยะมากพอถึงจะผลิตได้ เกิดค่าใช้จ่ายในการทำขยะให้เหมาะสมก่อนนำไปเป็นเชื้อเพลิง
โรงไฟฟ้าประเภทนี้มักจะโดนต่อต้านจากชุมชนที่อยู่บริเวณใกล้เคียง สาเหตุที่โดนต่อต้าน ก็เพราะว่าฝุ่นควันที่เกิดจากโรงไฟฟ้าขยะอาจจะมีโลหะหนัก เช่น ตะกั่ว แคดเมียม ปรอทปนอยู่ และการเผาขยะก่อให้เกิดไดออกซิน ซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่ก่อให้เกิดมะเร็ง และข้อจำกัดประการสุดท้ายก็คือ ส่วนใหญ่ผู้ลงทุนทำโรงไฟฟ้าขยะมิใช่เจ้าของบ่อขยะ ซึ่งขยะส่วนใหญ่เป็นของเทศบาล องค์การบริหารส่วนจังหวัด ทำให้การเจรจาเรื่องผลประโยชน์มักมีปัญหาไม่ค่อยลงตัว ทำให้โครงการส่วนใหญ่มีความล่าช้าและล้มเลิกไปในที่สุด
ส่วนการใช้นิวเคลียร์เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตกระแสไฟฟ้า บ้านเรากำหนดให้มีโรงงานนิวเคลียร์อยู่ในแผน PDP 2010 อยู่ประมาณ 5,000 เมกะวัตต์ เพียงแค่ทีมสำรวจออกไปสำรวจว่าพื้นที่ไหนเหมาะจะทำโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่นั้นก็ออกมาประท้วงไม่ยอมให้สร้างในพื้นที่ของตัวเองแม้แต่พื้นที่เดียว โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่บ้านเราเลยยังเป็นลูกผีมากกว่าลูกคนอยู่ ทำไปทำมาทำท่าจะไม่ได้สร้างเอา
อย่างไรก็ตาม โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ก็ยังมีข้อดีครับ สำนักงานนโยบายและแผนพลังงานของกระทรวงพลังงาน บอกไว้ว่า เป็นแหล่งไฟฟ้าขนาดใหญ่ โดยมีต้นทุนการผลิตไฟฟ้าที่แข่งขันได้กับโรงไฟฟ้าชนิดอื่นๆ เป็นโรงไฟฟ้าที่สะอาดไม่ก่อให้เกิดมลพิษและก๊าซเรือนกระจก ช่วยเสริมสร้างความมั่นคงให้ระบบไฟฟ้า เนื่องจากใช้เชื้อเพลิงน้อย ทำให้มีเสถียรภาพในการจัดหาเชื้อเพลิง และราคาเชื้อเพลิงมีผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตเล็กน้อย มีแหล่งเชื้อเพลิงมากมาย เช่น แคนาดาและออสเตรเลีย และราคาไม่ผันแปรมากเมื่อเทียบกับเชื้อเพลิงฟอสซิล
แต่ในทางตรงกันข้าม โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใช้เงินลงทุนในการก่อสร้างค่อนข้างสูง จำเป็นต้องเตรียมโครงสร้างพื้นฐาน และพัฒนาบุคลากรเพื่อให้ดำเนินการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ต้องเตรียมการบริหารจัดการกากกัมมันตรังสีให้ดี ต้องมีมาตรการควบคุมความปลอดภัยเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ และข้อจำกัดสุดท้ายที่ทำให้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์เกิดยากก็คือ “ชาวบ้านไม่เอา”
แล้วต้นทุนการผลิตกระแสไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าประเภทต่างๆ เป็นเท่าใดนั้น ข้อมูลจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตบอกไว้อย่างนี้ครับ
แสงอาทิตย์ ต้นทุน 12.50 บาท/กิโลวัตต์ ลม 5.20 บาท/กิโลวัตต์ ขยะ 35 บาท/กิโลวัตต์ ชีวมวล 33.50 บาท/กิโลวัตต์ นิวเคลียร์ 2.79 บาท/กิโลวัตต์ ถ่านหิน 2.94 บาท/กิโลวัตต์ พลังงานความร้อนร่วม (Gas Existing) 3.96 บาท/กิโลวัตต์ พลังงานความร้อนร่วม (Marginal Gas) 4.34 บาท/กิโลวัตต์ และกังหันก๊าซ 13.65 บาท/กิโลวัตต์ ทั้งหมดนี้คือต้นทุนจริงๆ ไม่รวมค่าดูแลสิ่งแวดล้อม
ที่ผ่านมาประเทศไทยมีอัตราการเจริญเติบโตของรายได้ประชาชาติเฉลี่ยปีละ 4% แลกกับการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น 4.2% เมืองไทยมาถึงทางแยกแล้ว เราจะสร้างโรงงานไฟฟ้าเพื่อรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจเราจะต้องใช้เงิน 8 บาท แต่ถ้าเราประหยัดพลังงาน เพื่อรองรับการขยายตัวนั้นเราใช้เงินเพียง 1 บาท อัตราส่วนของการสร้างโรงไฟฟ้ากับประหยัดไฟฟ้าอยู่ที่ 8 ต่อ 1 ครับ







