
ฉีดฟิลเลอร์ให้ปลอดภัย
ไม่นานมานี้ พล.ต.นพ.กฤษฎา ดวงอุไร นายกสมาคมแพทย์ผิวหนังประเทศไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้รับข้อมูลจากสมาชิกแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย
โดย...วรธาร ทัดแก้ว
ไม่นานมานี้ พล.ต.นพ.กฤษฎา ดวงอุไร นายกสมาคมแพทย์ผิวหนังประเทศไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้รับข้อมูลจากสมาชิกแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย ว่ามีผู้ที่ไปรับบริการฉีดสารเติมเต็ม หรือฟิลเลอร์ (Filler) แล้วเกิดอาการแทรกซ้อนมาขอรับการรักษาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งมีทั้งอาการแทรกซ้อนไม่ร้ายแรง เช่น เขียวช้ำ เป็นจ้ำเลือด บวม หน้าไม่เท่ากัน แพ้เป็นผื่นแดง เป็นก้อน จนถึงรุนแรงขั้น เช่น ผิวหนังตาย ตามองไม่เห็น หรือถึงขั้นเสียชีวิต ซึ่งเสียงสะท้อนจากกลุ่มแพทย์ผิวหนังนี้เป็นเรื่องที่ผู้อยากฉีดฟิลเลอร์ เพื่อความสวยความงามต้องใส่ใจและศึกษาให้ดีก่อนตัดสินใจฉีดสารดังกล่าว เพราะถ้าเกิดปัญหาแทรกซ้อนและข้อผิดพลาดขึ้นมาอาจแก้ไขอะไรไม่ได้ในภายหลัง
รู้จักฟิลเลอร์...ดีหรือยัง
นพ.จินดา โรจนเมธินทร์ รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง กล่าวว่า การใช้ฟิลเลอร์สำหรับรักษาปัญหาผิวพรรณนั้นมีหลักการว่า ผิวหนังของคนเราจะมีส่วนประกอบหลักที่สำคัญคือ ใยคอลลาเจน ซึ่งมีหน้าที่สำคัญโดยเป็นองค์ประกอบที่ให้ความแข็งแรงและความยืดหยุ่นแก่ผิวหนัง ทำให้ผิวพรรณมีรูปทรงเต่งตึง ทว่า เมื่อเข้าสู่วัยชราใยคอลลาเจนจะค่อยๆ มีจำนวนลดน้อยลง มีผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ผิวหนังจะมีลักษณะบางลงเกิดริ้วรอยเหี่ยวย่น เพื่อแก้ไขภาวะดังกล่าวจึงมีความพยายามหาทางแก้ไข โดยการฉีดสารจากภายนอกเข้าไปในผิวหนัง เพื่อทดแทนใยคอลลาเจนที่สลายไปหรือที่เรียกกันทั่วไปว่า ฟิลเลอร์
ฟิลเลอร์นั้นมีหลายประเภท ได้แก่ 1.แบบชั่วคราว (Temporary Filler) มีอายุใช้งานประมาณ 46 เดือน แต่มีความปลอดภัยสูง สลายตัวได้เองตามธรรมชาติ 2.แบบกึ่งถาวร (Semi Permanent Filler) มีอายุใช้งานประมาณ 2 ปี มีความปลอดภัยปานกลาง และ 3.แบบถาวร (Permanent Filler) เช่น ซิลิโคน หรือพาราฟิน หลังฉีดแล้วจะอยู่ในผิวตลอดไป ไม่สลายตามธรรมชาติ มักพบผลข้างเคียงระยะยาว
ในการรักษาปัญหาผิวพรรณในปัจจุบัน ฟิลเลอร์ถูกนำมาใช้รักษาทางการแพทย์อย่างแพร่หลาย สามารถแก้ไขปัญหาริ้วรอยของผิวอันเนื่องมาจากวัยได้ เช่น ริ้วรอยบริเวณหน้าผาก หางตา และร่องแก้ม แก้ไขได้โดยการฉีดฟิลเลอร์จะช่วยเติมเต็มใยคอลลาเจนที่หายไป ทำให้ริ้วรอยบริเวณดังกล่าวตื้นขึ้น สภาพผิวดูดีขึ้น นอกจากนี้ยังสามารถแก้ไขปัญหาแผลเป็นชนิดผิวบุ๋มทำให้แผลบุ๋มดีขึ้น แต่ต้องเลือกชนิดแผลผิวบุ๋มที่เหมาะสมต่อการรักษา โดยแผลนั้นต้องไม่มีพังผืดในบริเวณใต้แผลบุ๋มมิฉะนั้นผลการรักษาจะไม่ดีเท่าที่ควร และการใช้ฟิลเลอร์ฉีดเพื่อเสริมเนื้อเยื่อผิวหนังให้มีลักษณะนูนเต็มขึ้นกว่าเดิม (Augmentation) เช่น เสริมจมูก คาง ริมฝีปาก หรือฉีดเพื่อให้รูปทรงของหน้าดูอวบอิ่มกว่าเดิม อย่างไรก็ตาม ปัญหาแทรกซ้อนอาจเกิดขึ้นในภายหลังการฉีดได้
นพ.จินดา กล่าวว่า ผู้ที่ทำการรักษาต้องเลือกชนิดและขนาดโมเลกุลของฟิลเลอร์ให้เหมาะสมกับผิวหนังในแต่ละตำแหน่ง และควรใช้ฟิลเลอร์ที่มีคุณภาพมีความปลอดภัยสูง เพราะต้องฉีดเข้าไปในร่างกายและผลิตภัณฑ์ควรได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยาของประเทศไทย หรือสหรัฐอเมริกา มิฉะนั้นอาจเกิดผลข้างเคียงหรืออาการแทรกซ้อนได้ เช่น 1.เกิดผื่นแดงบริเวณที่ฉีดฟิลเลอร์อันเนื่องมาจากรอยเข็มที่ฉีด ซึ่งอาการเหล่านี้จะหายไปเอง 2.เกิดรอยนูนมากเกินไปแก่ผิวหนังบริเวณที่ทำการรักษา เนื่องจากเลือกใช้ฟิลเลอร์ที่มีขนาดโมเลกุลไม่เหมาะสมหรือฉีดตื้นเกินไป 3.เกิดปัญหาการเคลื่อนย้าย (Migration) เช่น ฉีดดั้งจมูกแล้วฟิลเลอร์เคลื่อนไหลไปที่ปลายจมูก 4.อาการแพ้สารฟิลเลอร์ ลักษณะเป็นก้อนนูนแดงอักเสบ บางครั้งอาจพบได้ภายหลังการฉีดผ่านพ้นไปเป็นเวลาหลายๆ เดือน หรือเป็นปีๆ ขึ้นกับอายุใช้งานของฟิลเลอร์ชนิดนั้นๆ
“ทว่า ปัญหาที่ร้ายแรงที่สุดคือ การฉีดผิดตำแหน่งโดยฉีดเข้าไปในหลอดเลือด อาจทำให้เกิดการอุดตันของหลอดเลือดได้ โดยพบผู้ที่ไปฉีดแล้วเกิดตาบอด เนื่องมาจากฟิลเลอร์ที่ฉีดเกิดไปอุดตันหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงจอประสาทตา มีผลทำให้สูญเสียการมองเห็นได้ โดยที่ขณะนี้พบในประเทศไทยและต่างประเทศแล้ว นอกจากนี้เมื่อเข้าเส้นเลือดอาจทำให้ผิวหนังบริเวณนั้นขาดเลือดไปเลี้ยง เป็นแผลเนื้อตายอีกด้วย” นพ.จินดา เตือน
ฉีดจมูกเป็นที่นิยม แต่ต้องระวัง
ผศ.นพ.ถนอม บรรณประเสริฐ หัวหน้าหน่วยศัลยศาสตร์ตกแต่งและเสริมสร้างใบหน้าภาควิชาโสต ศอ นาสิกวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวเสริมว่า การฉีดเสริมจมูกด้วยฟิลเลอร์เป็นที่นิยม เพราะคนส่วนใหญ่เห็นว่าทำง่ายเหมือนฉีดยา ไม่บอบช้ำเหมือนการผ่าตัด ใช้เวลาไม่กี่นาทีสามารถกลับไปทำงานได้ทันที ทำให้มีการฉีดเสริมจมูกกันอย่างแพร่หลาย จึงพบว่ามีผู้ป่วยตาบอดจากการฉีดเสริมจมูกมากกว่าการฉีดที่บริเวณอื่นชัดเจน แสดงให้เห็นว่าบริเวณจมูกเป็นบริเวณที่เสี่ยงอันตราย เนื่องจากมีแขนงหลอดเลือดจำนวนมาก ที่เชื่อมต่อกับระบบหลอดเลือดของประสาทตาและสมองโดยตรง
“ขอให้หลีกเลี่ยงการเสริมจมูกด้วยวิธีนี้ เนื่องจากไม่คุ้มค่าความเสี่ยงตาบอด เพื่อแลกกับการทำให้จมูกโด่งเพียงชั่วคราว แม้แต่ฟิลเลอร์ที่ อย.รับรองก็อาจเกิดตาบอดได้เช่นกัน เพราะอาการตาบอดไม่ได้เกิดจากคุณภาพของสารที่ฉีด แต่เกิดจากกระบวนการฉีดที่มีการรั่วไหลของฟิลเลอร์เข้าไปอุดตันหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงประสาทตา ทำให้ตาบอดถาวรตลอดชีวิต
ขณะนี้มีฟิลเลอร์ที่ห้ามฉีดและประชาชนหลงไปฉีดจำนวนมาก โดยฟิลเลอร์ชนิดที่ประชาชนจำนวนมากหลงเชื่อและนิยมไปฉีดในปัจจุบันคือ สาร Polyacrylamide ซึ่งมีชื่อการค้าอื่นหลายชื่อ สารนี้ไม่สลายตัว แต่มักถูกโฆษณาหลอกว่าสลายตัวช้าอยู่ได้หลายปี มักหลงเชื่อนิยมฉีดสะโพก ฉีดเสริมหน้าอก ฉีดเป็นจำนวนมาก ราคาที่ไม่แพง หากเกิดภาวะแทรกซ้อนจะไม่สามารถแก้ไขได้ เช่น ถ้าสารรั่วไหลเข้าเส้นเลือดไปอุดปอด หรือสมองก็อาจโคม่าหรือเสียชีวิต” ผศ.นพ.ถนอม กล่าว
ต้องฉีดโดยแพทย์ผู้ชำนาญเท่านั้น
ด้าน ผศ.พญ.สุวิรากร โอภาสวงศ์ ประธานประชาสัมพันธ์สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ในประเทศไทยได้จัดประเภทของสารเติมเต็มไว้เป็นยา การนำเข้าต้องผ่านการขึ้นทะเบียนกับสำนักยา สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ซึ่งได้รับเพียงไม่กี่ชนิด ซึ่งสามารถตรวจสอบข้อมูลของสารเติมเต็มที่ได้ อย. หรือที่ http://drug.fda.moph.go.th/zone_service/files/new_gen_list_July.pdf, http://fdaolap.fda.moph.go.th/logistics/drgdrug/Dserch.asp ส่วนสารเติมเต็มชนิดอื่นๆ ถือว่าผิดกฎหมาย
ขณะที่นายกสมาคมแพทย์ผิวหนังประเทศไทยเสริมว่า การฉีดเสริมดั้งจมูกหรือในส่วนอื่นๆ ของร่างกาย ขอให้พิจารณาศึกษาหาข้อมูล ทั้งสถานที่ที่จะรับบริการสารที่แพทย์จะฉีดให้และตัวแพทย์ที่ฉีดด้วย ถึงแม้ว่าผลข้างเคียงที่ร้ายแรงพบได้ไม่บ่อย แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วมีอันตรายมาก แม้ว่าสารที่ฉีดได้มาตรฐานผ่านการรับรองจากคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ใช้เครื่องมืออุปกรณ์การฉีดที่ได้มาตรฐาน แต่ผู้ที่ฉีดขาดความชำนาญ หรือแม้กระทั่งผู้ที่มีความชำนาญฉีดถูกต้องตามหลักวิชาทุกประการ แต่รับบริการที่ลักษณะทางกายวิภาคผิดไปจากที่ควร เช่น อาจได้รับอุบัติเหตุมีพังพืดหรือเคยเสริมจมูกมาแล้ว หรือเป็นความแปรผันของเส้นเลือดที่แต่ละคนไม่เหมือนกันก็เป็นสาเหตุของผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายได้
โปรดจำไว้ว่า การฉีดควรฉีดในสถานพยาบาลที่มีอุปกรณ์พร้อม มีความสะอาด และฉีดด้วยฟิลเลอร์ที่ผ่าน อย. และควรฉีดโดยแพทย์เท่านั้น ซึ่งสามารถตรวจสอบรายชื่อแพทย์ผิวหนังได้ที่ http://www.dst.or.th/list_search.php ที่สำคัญอย่าลืมถามแพทย์ที่ฉีดทุกครั้งว่าฉีดฟิลเลอร์ชนิดไหน ยี่ห้ออะไร หากมีข้อสงสัยติดต่อสอบถามที่สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย โทร. 02-716-6857 หรือ www.dst.or.th อีเมล [email protected]







