posttoday

อธิปไตยตามหลักธรรม

21 มีนาคม 2553

ศีล 5 เป็นมูลฐานให้เกิดการปกครองระบอบประชาธิปไตย หัวใจของประชาธิปไตยอยู่ที่การเคารพสิทธิมนุษยชน ถ้าไม่มีศีล 5 ข้อเป็นหลักแล้ว ไม่มีทางปกครองบ้านเมืองให้เป็นประชาธิปไตยได้

ศีล 5 เป็นมูลฐานให้เกิดการปกครองระบอบประชาธิปไตย หัวใจของประชาธิปไตยอยู่ที่การเคารพสิทธิมนุษยชน ถ้าไม่มีศีล 5 ข้อเป็นหลักแล้ว ไม่มีทางปกครองบ้านเมืองให้เป็นประชาธิปไตยได้

โดย...ภัทระ คำพิทักษ์

หมายเหตุ - เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์บ้านเมืองในขณะนี้ จึงขอนำเทศนาเรื่อง อธิปไตยตามหลักธรรม ของ หลวงพ่อพุธ ฐานิโย มาเสนอดังนี้

อธิปไตยตามหลักธรรม

อธิปไตยในทางพุทธศาสนาพุทธมีอยู่ 3 ประการ

1.อัตตาธิปไตย การปรารภตนเองเป็นใหญ่

2.โลกาธิปไตย ปรารภโลภเป็นใหญ่

3.ธรรมาธิปไตย ปรารภธรรมเป็นใหญ่

ลักษณะของอัตตาธิปไตย ถ้าเป็นตัวบุคคลก็เป็นบุคคลที่เชื่อมั่นในตนเองมากเกินไป โดยไม่ยอมฟังความคิดเห็นของคนอื่น เอาแต่ใจตัวเองเป็นเรื่องสำคัญ สิ่งใดที่เราได้ทำตามใจตัวเอง เรามีความสบายใจเพราะการกระทำของเรา แต่สิ่งนั้นอาจจะกระทบกระเทือนถึงประโยชน์และชีวิตของผู้อื่น คนที่เป็นอัตตาธิปไตยไม่ได้คำนึงถึงข้อนี้ ตนคิดว่าจะทำอะไรก็ทำลงไป ไม่ได้พิจารณาว่า มันจะกระทบกระเทือนคนอื่นไหม จะทำให้คนอื่นเดือดร้อนไหม จะทำให้เราเดือดร้อนไหม

ถ้าจะว่าโดยกฎหมายปกครองบ้านเมือง คนพวกนี้เป็นหัวเผด็จการ อันนี้คือ ลักษณะของอัตตาธิปไตย

อธิปไตยตามหลักธรรม หลวงพ่อพุธ

ลักษณะของคนที่เป็นโลกาธิปไตย ถือโลกเป็นใหญ่ อะไรที่ชาวโลกเขานิยมชมชอบ แม้จะเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายหรือศีลธรรมก็ตาม ก็ทำไปตามความคิดเห็นของโลก หรือความคิดเห็นของชาวบ้าน ซึ่งบางทีก็ทำให้ตัวเองต้องกลายเป็นคนอ่อนแอ หรือในบางครั้งเราอาจจะเห็นว่า เมื่อมติของคนส่วนมากมีความคิดเห็นอย่างนี้ แม้ว่าสิ่งนั้นมันเป็นการทำลายผ

ประโยชน์ของคนอื่น หรือเป็นการลบหลู่เกียรติและชื่อเสียงของคนใดคนหนึ่งก็ตาม เรารวมหัวกันทำ ทำแบบชาวโลกที่เขานิยมชมชอบกัน อันนี้เป็นลักษณะของบุคคลที่ไม่เป็นตัวของตัวเอง หนักๆ เข้ากลายเป็นคนอ่อนแอ

ส่วนคนที่เป็นธรรมาธิปไตย อาศัยธรรมเป็นใหญ่ ธรรมที่ทำให้คนเป็นธรรมาธิปไตยก็คือ รัฐธรรมนูญ ในเมื่อสมาชิกรัฐสภาร่วมใจกันตรากฎหมายอันใดออกมา เป็นกฎหมายปกครองบ้านเมือง เราเคารพต่อมติของเขาเหล่านั้น เพราะเขาปรึกษาหารือกันแล้วเห็นสมควรจะออกกฎหมายมาตรานั้นๆ ออกมาบังคับ เพื่อให้สังคมของเรามีความประพฤติปฏิบัติสม่ำเสมอกัน ซึ่งเราเรียกว่า รัฐธรรมนูญปกครองบ้านเมือง

“หลักธรรมาธิปไตยของชาวบ้านก็คือ รัฐธรรมนูญ หลักธรรมาธิปไตยของศาสนาก็คือ ศีล 5”

ศีล 5 ข้อนี่ พระพุทธเจ้าท่านสอนให้มนุษย์มีความรัก ความเมตตาปรานี เพราะขึ้นต้นท่านก็บอกว่า อย่าฆ่ากัน อย่าเบียดเบียนกัน อย่าข่มเหงกัน อย่ารังแกกัน อย่าอิจฉาตาร้อนกัน ผู้ใดมาเคารพศีล 5 เป็นหลักยึดในใจของตน บุคคลนั้นได้ชื่อว่า ถือธรรมเป็นใหญ่ เมื่อถือธรรมเป็นใหญ่ เราก็จะมีแต่ความรัก ความเคารพ ความเมตตาปรานี

ศีล 5 เป็นมูลฐานให้เกิดการปกครองระบอบประชาธิปไตย หัวใจของประชาธิปไตยอยู่ที่การเคารพสิทธิมนุษยชน

เมื่อใครมีศีล 5 ก็ได้ชื่อว่า เคารพทุกสิทธิในการดำรงชีพอยู่โดยเสรี สิทธิในการครอบครองสมบัติโดยเสรี สิทธิในการใช้ประโยชน์ในคู่ครองของตนโดยเสรี และสิทธิอื่นๆ บรรดามีในสังคม ถูกต้องตามกฎหมายบ้านเมืองและศีลธรรม เราก็ได้ยึดเอาธรรมอันเป็นหัวใจของเสรีภาพเสรีชน โดยมีเหตุผล มีกติกา เราจะทำอะไรทุกอย่างต้องมีกติกา

ศีล 5 จึงเป็นธรรมะที่เป็นมูลฐานให้เกิดการปกครองระบอบประชาธิปไตย

ถ้าหากเราพิจารณาเรื่องศีล 5 กับกฎหมายรัฐธรรมนูญปกครองบ้านเมืองให้ประยุกต์กัน ให้มีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด เราจะได้ความเด่นชัดว่า ศีล 5 คือ กฎหมายปกครองบ้านเมืองที่เป็นธรรมนูญอันสูงสุด

ในฐานะที่เราเป็นพุทธบริษัท เราเป็นลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้า เราก็ได้ปฏิญาณตนถึงพระพุทธองค์ว่า เป็นที่พึ่งที่ระลึก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเราต้องการให้บ้านเมืองของเราปกครองโดยระบอบประชาธิปไตย นักปกครองบ้านเมือง ถ้าไม่มีศีล 5 ข้อเป็นหลักแล้ว ไม่มีทางปกครองบ้านเมืองให้เป็นประชาธิปไตยได้

อธิปไตย คือ ความเป็นใหญ่ อิสระ และพึ่งตนเอง

หลักประชาธิปไตยของหลวงพ่อไม่เหมือนใคร

ประชาธิปไตยของนักการเมือง คือ การรวมหัวกัน ฉันไม่ชอบขี้หน้าผู้ว่าราชการจังหวัด ฉันรวมหัวกันขับไล่ ร้องเรียนให้เจ้านายเบื้องบนโยกย้าย ลักษณะอย่างนี้ไม่ใช่ประชาธิปไตย แต่เป็นเผด็จการหมู่

แต่ประชาธิปไตยอย่างหลวงพ่อนี่ หลวงพ่อมีความห่วงใยในพระพุทธศาสนา กลัวพระพุทธศาสนาจะเสื่อม หลวงพ่อศึกษาธรรมวินัยให้มีความรู้ ความเข้าใจ ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ จนมีคุณธรรมบ้างพอสมควร แล้วเอาคุณธรรมแจกจ่ายให้ประชาชนได้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบแล้ว ก็ไม่เคยกังวลว่าใครจะทำบาปทำกรรมอะไร ไม่เคยกลัวใครจะตกนรก กลัวแต่ตัวเองจะตกนรก เพราะฉะนั้นจึงพยายามสร้างความดี สร้างความดีจนกระทั่งความดีมันเต็มพร้อมแล้ว มันจะล้นออกเหมือนน้ำเต็มตุ่ม เวลานี้มีคนไปศึกษาธรรมะ ไปถามปัญหาแต่เช้ายันเย็น แต่เย็นยันหกทุ่ม ไม้เว้นแต่ละวัน อันนี้เพราะอะไร เพราะเราสร้างเนื้อสร้างตัวของเราให้มีคุณธรรมพร้อม ดังนั้นชาวบ้านทั้งหลายคิดจะสร้างบ้านเมืองให้เป็นประชาธิปไตย มันอยู่ที่ตรงนี้

ใครที่มีลูกมีหลานกำลังเรียน เร่งให้แกเรียนให้จบ เมื่อเรียนจบแล้วให้หางานทำ บางทีพ่อแม่อาจมีหนี้สินส่งลูกเรียน ให้เขาหาเงินใช้หนี้ใช้สินแทนพ่อแม่ เสร็จแล้วให้เขาหาเงินเก็บหอมรอมริบ เพื่อสร้างเนื้อสร้างตัวให้เป็นหลักเป็นฐาน เมื่อเขาสร้างเนื้อสร้างตัวมีที่ดินเป็นของของตน มีบ้านเป็นของของตน มีงานมีการทำ มีรายได้เลี้ยงตนและครอบครัวให้สบาย ไม่มีหนี้สิน เมื่อเป็นเช่นนั้นเขาก็เป็น อิสระ ที่ต้องตกเป็นทาสของเจ้าหนี้ แล้วก็ไม่ต้องไปหลบหน้าหลบตาว่าเจ้านี้เขาจะตามทวง เมื่อเป็นเช่นนั้น เขาก็เป็นใหญ่

อธิปไตย แปลว่า ผู้เป็นใหญ่

ไม่ได้หมายความว่า เป็นใหญ่เหนือเทวดาอินทร์พรหมที่ไหน มันเป็นใหญ่ เป็นอิสระ เพราะตัวเองช่วยเหลือตัวเองได้ ยังแถมรัฐบาลได้เก็บภาษีรายได้จากผลประโยชน์ที่เราแสวงหามาด้วย เมื่อเป็นเช่นนั้นเราก็เป็นใหญ่ คนทั้งหลายมารวมกลุ่มกันเข้า เรียกว่า ประชา เมื่อประชาพวกนี้มีแต่ผู้เป็นใหญ่ จึงรวมความว่าเป็นประชาธิปไตย อันเป็นแผนการสร้างประชาธิปไตยให้มีในบ้านเมือง

พัฒนาชนบทอย่างมีอธิปไตย

เวลานี้รัฐบาลมีหน่วยเร่งรัดพัฒนาชนบท และมีทุกหน่วยงานที่จะทำให้พัฒนาบ้านเมืองให้เจริญรุ่งเรือง แต่เมื่อมาพิจารณามาดูแบบหัววัดๆ อย่างหลวงพ่อ มันคล้ายๆ กับว่า เขาสอนให้ราษฎรรู้จักแต่ใช้เงิน แต่ไม่ได้สอนให้รู้จักหาเงิน....มันเป็นสิ่งที่น่าเสียดายที่สุดสำหรับประชาชนพลเมืองตามชนบทของเรา

หนึ่ง เขาทอดทิ้งสัตว์เลี้ยง โค กระบือ ประการที่สอง เกษตรกรรมประจำครอบครัว ปลูกหม่อน เลี้ยงไหม ปลูกฝ้าย สวนครัว เลี้ยงสัตว์ อันนี้เขาทอดทิ้งกันไปหมดแล้ว อุตสาหกรรมประจำครอบครัว ปั่นด้าย เข็นฝ้าย เข็นไหม ทอหูก เดี่ยวนี้เขาทิ้งกันหมดแล้ว

ในเมื่อทิ้งสามอย่างนี้ ราษฎรประชาชนเราในอนาคตอันใกล้หรือปัจจุบันนี้ มีแต่เดินก้มหน้าบ่ายหน้าไปสู่ความเป็นกรรมกรทาส

เดี๋ยวนี้ทางภาคอีสาน ไปเห็นแต่คนแก่กับเด็กเฝ้าบ้าน คนหนุ่ม คนสาว ไปทำงานในโรงงานภาคกลางหมด ทอดทิ้งการทำไร่ ทำนา แล้วเวลานี้กำลังขึ้นใจกัน ทุกครอบครัวจะต้องมีรถยนต์ ใครอยากมีรถยนต์ จะต้องเอานาไปแลก ขายนาไปซื้อรถยนต์ พอขี่ไปขี่มา มันก็มีแต่ ลด กัลป์ ลด ผลประโยชน์ ที่จะได้จากการขี่รถยนต์มันไม่มีเลย โดยเฉพาะประชาชนในปัจจุบัน การปลูกหม่อน เลี้ยงไหม ทอหูก เกษตรกรรม อุตสาหกกรรมประจำครอบครัว ควรปลุกให้เขาตื่นตัวพยายามอย่าให้เขาทอดทิ้ง อันนี้มันเป็นอาชีพหลักที่เลี้ยงครอบครัวของชาวบ้านชาวเมืองชาวชนบทมาตั้งแต่ปู่ย่าตายาย สัตว์เลี้ยง โค กระบือ เปรียบเหมือนพ่อแม่ เลี้ยงโค เลี้ยงกระบือมันได้ผลประโยชน์คุ้มค่าครบวงจร หลังมันให้ลุกขี่ไปนา แรงมันไถนาเทียมเกวียน มูลมันถ่ายออกมาเป็นปุ๋ย เมื่อมันตายหนังมันก็ได้ขาย กระดูกมันก็ได้ขาย เนื้อมันได้แจกกันกิน ไม่มีอะไรเสียเลย ถ้าเอาควายเหล็กมาไถนา มันขี้ใส่นา น้ำมันหยดลงไป ทำให้ดินเสียคุณภาพ ต้องบำรุงมัน ควายเนื้อควายหนังมันกินหญ้า แต่ควายเหล็กมันกินเงินกินทอง เขาซื้อรถไถมาคันละสี่ห้าหมื่น คันละแสน ทำนากี่ปีมันจึงจะเรียกทุนคืนได้ ...

ถ้ารัฐบาลจะช่วยประชาชน ต้องพยายามหาทางให้เขามีงานหลักที่พึ่งตนเองได้ อย่าให้เขาทอดทิ้งงานหลักของเขา จึงจะเป็นการพัฒนาแบบพางพาตนเองและเป็นการสร้างอธิปไตยอย่าแท้จริง หลักธรรมะที่เราควรจะยึดเป็นหลักปฏิบัติมีอยู่ 3 หลัก

หลักที่ 1 อัตตาหิ อัตตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งของตน

หลักที่ 2 วิริเยน ทุกขมจเจติ คนจะพ้นทุกข์ได้เพราะความเพียร

หลักที่ 3 สามคฺคี สมคนานํ ตโป สุโข ความพร้อมเพรียงของหมู่ทำให้เกิดสุข

อธิปไตยแห่งจิต

ของดีในตัวเอง คือ กาย กับ จิต ธรรมชาติของจิตจะเป็นผู้รู้ รู้หมดทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านเข้ามา เครื่องมือสื่อสารของจิต อาศัย ตา หู จมูกลิ้น กาย และใจ แต่ละอย่างมีหน้าที่เฉพาะตน ก้าวก่ายกันไม่ได้ ตามีหน้าที่เห็น หูจะแย่งไปเห็นก็ไม่ได้ เพราะไม่ใช่หน้าที่ หูมีหน้าที่ฟังได้ยิน ตาจะไปแย่งฟังได้ยิน กับหูก็แย่งไม่ได้ สิ่งดังกล่าวนี้แต่ละอย่างเป็น อธิปไตย เป็นใหญ่เฉพาะตน ดังนั้นทางศาสนาท่านจึงบัญญัติสิ่งเหล่านี้ว่าเป็น อินทรีย์ อินทร์ แปลว่า จอม จอมก็คือ ความเป็นใหญ่ ความเป็นใหญ่ก็คือ อธิปไตย

กายและจิต เราสามารถฝึกฝนอบรมให้มีสมรรถภาพเข้มแข็งได้ เช่น การทำงาน การเล่นกีฬา เป็นการฝึกกายให้มีพลัง ให้มีสุขภาพพลานามัยเข้มแข็ง

กีฬาทางจิต คือ การทำจิตให้มีสิ่งรู้ ทำสติให้มีสิ่งระลึก จงพยายามหาที่พึ่งให้ตนเอง คนที่หาที่พึ่งแต่คนอื่นจะพบแต่ความหลอกลวง เดี๋ยวนี้คนทั้งหลายคิดหาพึ่งคนอื่นซึ่งผิดหลักความจริง

จงสร้างสมรรถภาพของตัวเอง ให้มีจิตใจเข้มแข็ง เดี๋ยวนี้มีแต่คนสอยให้คนเขวไปจากความจริง เช่น สร้างวัตถุมงคลแล้วโฆษณาว่าดีอย่างนั้นดีอย่างดี วัตถุมงคลก็ดี แต่ดีชั่วขณะหนึ่ง ไม่เป็นอมตะ สิ่งเหล่านี้เป็นที่พึ่งให้เราไม่แน่นอน คนที่ใช้วัตถุมงคลได้ผลดีที่สุด คือ คนขยันหมั่นเพียร

การฝึกจิตให้เป็นที่พึ่งแก่ตนเองได้ คือ การฝึกสติ ไม่ว่าเราจะทำอะไร มีสติสัมปชัญญะรู้อยู่กับเรื่องปัจจุบัน คือ เรื่องชีวิตประจำวันนี้เอง สมาธิแบบพระพุทธเจ้า การกำหนดรู้เรื่องชีวิตประจำวัน สำคัญยิ่งกว่าการหลับตานั่งสมาธิ

ยืน เดิน นั่ง นอน รับประทาน ดื่ม ทำพูด พูด คิด เป็นอารมณ์จิต ฝึกสติให้รู้อยู่ตลอดเวลา ในขณะทำงาน กำหนดสติรู้อยู่กับงาน เวลาคิด ทำสติรู้อยู่กับการคิดโดยถือการทำงาน การคิด เป็นอารมณ์ของจิต เวลาเรานอน คนมีความรู้คนทำงาน ย่อมมีความคิดในช่วงที่เรานอนนั่นแหละ เราปล่อยให้จิตเราคิดไปแต่เรามีสติตามรู้ความคิด จนกระทั่งนอนหลับ

ถ้าฝึกต่อเนื่องกันทุกวันๆ เราจะได้สมาธิอย่างประหลาด พยายามกำหนดพิจารณารู้เรื่องของจิตของการนี้ ให้รู้ชัดเจนลงไป อย่ามัวแต่มุ่งที่จะรู้โลกหน้าโลกอื่น รู้แล้วก็ไม่มีประโยชน์อะไร ถ้าภาวนาไปเห็นเทวดา เขาก็ไม่มาช่วยขัดเกลากิเลสให้เราหรอก

การปฏิบัติธรรมตามแนวพระพุทธเจ้าที่ถูกต้อง อยู่ที่การสร้างจิตของตัวเองให้มีพลังเข้มแข็ง มีสติสัมปชัญญะรู้รอบอยู่ที่ตัวเอง สามารถยืนหยัดอยู่ในความเป็นอิสระได้ตลอดกาล ไม่ต้องพึ่งพาอาศัยอะไร

ถึงแม้จิตจะผูกพันอยู่กับโลกแต่ก็ไม่เป็นทาสของอารมณ์ มีอะไรมากระทบก็สามารถแก้ไขปัญหาได้

ความจริงโลกเป็นอารมณ์ของจิต ในเมื่อจิตมันเป็นตัวนี้รู้ความจริงของโลกแล้ว มันจะปลีกตัวไปลอยเด่นอยู่เหนือโลก และมันอาศัยโลกนั่นแหละเป็นบันได เหยียบไปสู่จุดที่อยู่เหนือโลก

จงทำจิตให้มีอำนาจเหนือสิ่งทั้งปวงแล้วบรรลุถึงความเป็นอิสระ