
ผู้นำเก่งต้องกล้าเปลี่ยนแปลง
ว่าด้วยเรื่องของผู้นำมีอยู่ 2 ประเภท คือ
โดย...ว.วชิรเมธี ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตตยาลัย
ว่าด้วยเรื่องของผู้นำมีอยู่ 2 ประเภท คือ
1.ผู้นำการเปลี่ยนแปลง คือ ผู้นำที่ก้าวเข้ามารับตำแหน่งและพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงองค์กรให้ก้าวไปข้างหน้า
2.ผู้นำคือผู้ดำรงตำแหน่ง คือ ผู้นำที่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งเพราะเคราะห์กรรมชักนำให้มาดำรงตำแหน่ง ในวงการพระจะเป็นกันมาก พระยิ่งอายุมากๆ ถือว่าเป็นผู้อาวุโส มีโอกาสที่จะได้เป็นผู้นำมากกว่าพระหนุ่ม แต่กว่าจะได้เป็นผู้นำก็ทำงานไม่ไหวแล้ว ครั้นมาทำงานหรือได้เป็นผู้นำก็เลยยุ่ง เพราะว่าในวัยทำงานไม่ได้ทำ แต่พอเลยวัยทำงานกลับได้ทำ อายุ 60 ปี ของพระถือว่ายังหนุ่มฟ้อ เพราะพระเกษียณตอนอายุ 80 ปี ดังนั้นพระจึงเป็นผู้นำที่โดยมากเป็นเพียงผู้ดำรงตำแหน่งเพราะกรรมชักนำ พระบางรูปขึ้นมารั้งเก้าอี้เอาอายุมาก 60 70 และ 80 ปี เจอการเปลี่ยนแปลงมาครึ่งชีวิต เวลาเจออะไรหนักๆ ไปถามคนอายุประมาณนั้นท่านจะไม่ตื่นเต้นแล้ว ท่านจะบอกว่าเคยเห็นมาแล้ว มันเป็นอย่างนั้นเอง (ตถตา)
ในสังคมไทยก็มีผู้นำที่เป็นเพียงผู้ดำรงตำแหน่งอยู่จำนวนมาก ผู้นำระดับสูงสุด และรัฐมนตรีหลายคนขึ้นมาเป็นผู้นำแล้วไม่ได้ทำอะไรใหม่ในเชิงสร้างสรรค์เลย นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีเฉยๆ รอวันหมดวาระแล้วก็ลาจากเก้าอี้ผู้นำโดยไม่ก่อให้เกิดอะไรขึ้นแก่ประเทศชาติบ้านเมือง ผู้นำประเภทนี้ก็มีเหมือนไม่มี และยิ่งมีมากยิ่งไม่เป็นผลดีแก่องค์กรหรือประเทศชาติ
ผู้นำที่ดีย่อมเป็นผู้นำที่นำการเปลี่ยนแปลงหรือกล้าเปลี่ยนแปลง แต่การเป็นผู้นำที่กล้าเปลี่ยนแปลงก็น่าเป็นห่วงเหมือนกัน เพราะไม่ใช่ว่านึกจะเปลี่ยนอะไรก็เปลี่ยนได้ทันที แต่ต้องดูสภาพแวดล้อมขององค์กรนั้นประกอบด้วย สำนวนไทยเรียกง่ายๆ ว่า จะทำอะไรก็ต้องดูทิศทางลม
อาตมาเคยเล่าในหนังสือเล่มหนึ่งว่ากันว่าเป็นคัมภีร์การตลาด ที่สอนกันในมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เขาบอกว่าเด็กหนุ่มคนหนึ่งจบเอ็มบีเอจากฮาร์วาร์ด กลับมาถึงเมืองไทยอยากจะเปลี่ยนกิจการของพ่อแม่มาก พ่อแม่เป็นคนจีนโพ้นทะเล เปิดร้านขายอะไหล่เครื่องมือรถยนต์ ชื่อร้านก็ชื่อภาษาจีน ร้านก็เก่าแก่คร่ำครึ พอลูกชายกลับจากฮาร์วาร์ดก็อยากเปลี่ยนแปลง สิ่งแรกที่ทำก็คือ ปิดร้านทันที 2 เดือน ร้านที่มีลูกค้าซื้อขายกันมา 30 ปีปิดเลย 2 เดือน เปลี่ยนแปลงทุกอย่าง ทั้งการบริหาร การจัดการ ให้คุณพ่อคุณแม่เป็นที่ปรึกษา ผู้นำคนใหม่เข็นท่านทั้งสองไปอยู่บนหิ้ง ตัวเองต้องมาเป็นผู้นำยุคใหม่ ชื่อร้านก็เปลี่ยนใหม่เป็นภาษาอังกฤษ ร้านก็ทาสีใหม่ ไม่มีชื่อภาษาจีนให้เห็น มีเพียงภาษาไทยนิดหน่อย นอกนั้นภาษาอังกฤษทั้งหมด หน้าร้านมีพริตตียินถือป้ายด้วย พอเดือนที่ 3 เปิดร้าน สัปดาห์แรกเงียบ สัปดาห์ที่ 2 เงียบ สัปดาห์ที่ 3 เงียบ ลูกค้าเก่าๆ ของพ่อแม่เพียงแต่มาดู แต่ไม่กล้าเดินเข้ามาซื้อสินค้า สัปดาห์ที่ 4 ลูกลาออกให้พ่อและแม่มาบริหารเหมือนเดิม
เมื่อพ่อแม่กลับเข้ามาดูแลอีกครั้งก็สั่งรื้อร้าน แล้วสั่งให้ทำเหมือนเดิม เพราะสิ่งที่ภาษาการตลาดเรียกว่า ลูกค้ามีแบรนด์ลอยัลตี คือความจงรักภักดีหรือไว้เนื้อเชื่อใจในร้านหรือตราสินค้า เคยซื้อขายกันมาตั้ง 30 กว่าปี แล้วจู่ๆ มาเปลี่ยนกะทันหันแบบนี้ เขารับไม่ได้ เห็นไหมว่าคนที่จบการศึกษามาใหม่ๆ อยากจะเปลี่ยนแปลงโดยไม่ดูทิศทางลมก็หายนะได้เหมือนกัน
เพราะฉะนั้นการเปลี่ยนแปลงที่ดีก็ต้องดูทิศทางลมแล้วค่อยๆ เปลี่ยน มิเช่นนั้นจะลำบาก เพราะธรรมชาติของมนุษย์มีความเคยชิน คนทุกคนจะมีความเคยชินส่วนตัวไม่เรื่องใดก็เรื่องหนึ่งเสมอ และความเคยชินนี้จะมีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตของเราในทุกๆ เรื่อง
ขอยกตัวอย่างอิทธิพลของความเคยชินสักเรื่องหนึ่ง กล่าวกันว่าในอดีตกาลนานมาแล้ว มีนักปฏิบัติธรรม 2 คน ปฏิบัติธรรมมาด้วยกัน พอตายจากชาตินั้น เพื่อนคนหนึ่งไปเกิดเป็นเทวดา เพื่อนอีกคนไปเกิดเป็นหนอนอยู่ในส้วม เพื่อนคนที่เกิดเป็นเทวดาก็คิดถึงเพื่อนเก่าว่า เอ...เพื่อนเราไปเกิดที่ไหนหนอ จึงเล็งญาณผ่านทิพยเนตรลงมาดูก็เห็นเพื่อนไปเกิดเป็นหนอนอยู่ในส้วม เกิดสังเวชสลดใจอยากช่วยเพื่อนเหลือเกิน นึกอยู่ในใจว่าทำไมไม่มาอยู่สวรรค์ด้วยกัน ไม่ได้การละ...ต้องลงไปโปรด หายตัวไปจากสวรรค์ ไปยืนอยู่หน้าส้วม คุยกับเพื่อนว่าทำไมมาอยู่ที่ส้วม เหม็น สกปรก อับชื้น ไปอยู่บนสวรรค์กับฉันดีกว่า
เพื่อนที่เป็นหนอนก็บอกว่า นี่เธอ...สวรรค์ของเธอสู้ส้วมของฉันได้ไหม อยู่บนสวรรค์อยากกินอะไรก็ยังต้องออกแรงเนรมิตอาหาร แต่ฉันอยู่ในส้วม เช้าๆ มาแล้วอาหารอุ่นๆ เดลิเวอรีเลยส่งถึงที่ เช้าก็มา เที่ยงก็มา สดๆ ทั้งนั้น ฉันได้กินเต็มที่และยังมีหลักประกันด้วยนะ มีสำรองอีกด้วย ถ้าเช้าวันไหนเขาไม่มา ฉันก็มีสำรองอยู่ นอนกลิ้งเกลือกอยู่บนอาหารเหล่านี้ ไม่ต้องออกแรง
ว่าแล้วเจ้าหนอนก็ดำผุดดำว่ายอยู่ในอาจมให้เพื่อนดูด้วย เพื่อนที่เป็นเทวดาบอกว่า เฮ้อ...เป็นไปได้ถึงขนาดนี้เชียวนะเพื่อนเรา ก็เลยต้องลากลับสวรรค์ไปตามเดิม
เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่า คนเราเมื่ออยู่ในความเคยชินอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วก็จะเคยชินแบบนั้น มองไม่เห็นความบกพร่องของตัวเอง ไม่กล้าออกไปฝ่าฟันอุปสรรคหรือสิ่งแปลกใหม่ เพราะติดอยู่ในความเคยชิน คนในองค์กรก็เป็นอย่างนั้นเพราะติดอยู่ในวัฒนธรรมความเคยชิน บางองค์กรอยู่กับเจ้านายที่มักจะด่าทุกวัน วันไหนที่เจ้านายไม่ด่ามันผิดปกติ ผิดความเคยชิน หาว่าเจ้านายผิดปกติ จริงๆ แล้วที่เขาไม่ด่านั้นต่างหากคือปกติ แต่ด่าจนเคยชินทั้งองค์กรแล้ว ความผิดปกติก็เลยเป็นความปกติไป
การที่เราจะเป็นผู้นำองค์กรเราก็ต้องดูว่าองค์กรเดิมนั้นเขาเป็นแบบไหนกันมาก่อน ทิศทางลมเป็นอย่างไร ต้องดูดีๆ สังเกตนานๆ ไม่ใช่ว่าพอได้เป็นผู้นำ นึกจะเปลี่ยนอะไรก็เปลี่ยนตามใจตนเองทันที ผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่พยายามเปลี่ยนคนและองค์กรโดยขาดความรอบคอบนั้น ยิ่งเปลี่ยนจะยิ่งพบกับความยุ่งยาก
บางทีเพราะพยายามจะเปลี่ยนองค์กรและเปลี่ยนคนอื่น สุดท้ายตัวเองอาจจะถูกเปลี่ยนก่อน







