
เด็กไทยใน AEC
หนูดีวนิษา เรซ
หนูดีวนิษา เรซ
ทุกวันนี้อ่านหนังสือพิมพ์ไหน คุยกับใคร ก็ไม่พ้นเรื่องประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC นะคะ ในฐานะครูก็แน่นอนว่า เราต้องกังวลกันแล้วว่า ลูกศิษย์ของเราจะมีที่ยืนอย่างไร ในเวลาที่ประเทศใกล้ๆ เราทุกประเทศกำลังเริ่มขยับกันอย่างจริงจัง
เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา หนูดีมีโอกาสไปเป็น Guest Speaker ในงานเสวนาร่วมกับ ดร.การดี เลียวไพโรจน์ และร่วมกับน้อง 2 คน ที่กำลังร่วมกันก่อตั้งหลักสูตรสำหรับสร้างเด็กไทยให้เป็นผู้นำ ในชื่อองค์กรน้องใหม่ Asian Leadership Academy ซึ่งในวันเสาร์ที่ผ่านมานั้นเป็นการเริ่มเล็กๆ ด้วย Ultra Soft Opening จริงๆ คือ โรงเรียนแห่งนี้คนก่อตั้งชาวไทยทั้งสองคือ น้องต้อง และน้องเมย์ ยังคงต้องกลับไปเรียนต่อ MBA ที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดต่ออีก 1 ปีเต็ม จึงเปิดตัวให้คนไทยได้ร่วมแบ่งปันความคิดผ่านงานเสวนาเล็กๆ จุคนฟังได้เพียง 120 คน และปิดท้ายด้วยแนวคิดจากคุณอภิรักษ์ โกษะโยธิน ในหัวข้อ เด็กไทยพร้อมไหมที่จะเป็นผู้นำในเวทีอาเซียน โรงเรียนผู้นำแห่งนี้ก็ยังไม่เปิดทำการจนกว่าผู้ก่อตั้งทั้งสองจะเรียนจบ และนำหลักสูตรที่ได้รับการปรับปรุงตลอดอีก 1 ปี ที่สแตนฟอร์ดกลับมาใช้งาน หนูดีเองหลังจากร่วมแสดงความคิดเห็นในงานเสวนาที่น่ารักนี้แล้ว ก็คงตั้งตารอดูว่าเด็กไทยรุ่นใหม่จะมีอะไรดีๆ มานำเสนอกับสังคมนี้ให้รุ่นพี่ได้ปลื้มกันอีกบ้างค่ะ
เด็กไทยพร้อมไหม?
เป็นคำถามที่น่าคิดนะคะ เพราะว่าเราเองก็อยู่ในภาวะประเทศที่ดูเหมือนจะได้เปรียบมาตลอดเวลา อย่างน้อยก็ในมุมเล็กๆ ของโลกแห่งนี้ที่เราอาศัยอยู่ แต่ในเวลานี้อะไรๆ ก็พัฒนาไปเร็วมาก และที่ผ่านมาเราเองก็ใช้วิธี “กระโดด” กับเด็กๆ ของเรามากอยู่นั่นก็คือ ถ้าพ่อแม่คนไทยส่งไหว เราก็มักจะส่งลูกให้ไปเรียนต่างประเทศ แถบอเมริกา ยุโรป หรือออสเตรเลีย นิวซีแลนด์กันเลย โดยไม่ค่อยได้หันมามองประเทศเพื่อนบ้านใกล้ๆ ของเราว่า เป็นประเทศที่อาจมีศักยภาพทั้งในเชิงการศึกษาและในเชิงการทำงานสักเท่าไร แต่ในเวลาอันใกล้นี้ กฎของเกมนี้ก็กำลังจะเปลี่ยนไปมหาศาล ทั้งในเรื่องของการข้ามเขตแดนของคน เรื่องของการท่องเที่ยว การทำงาน และเรื่องภาษี การปะปนกันของคนในชาติใกล้ๆ กันก็จะมากขึ้น ไม่ใช่แค่เขาจะมาเป็น “คนใช้แรงงาน” ของเราอีกต่อไป เพราะหากทำได้จริงอย่างที่วางแผนกันไว้ อีกหน่อยอาชีพหลักอย่างน้อย 3 อาชีพ ก็จะมีการข้ามเขตแดนกันอย่างจริงจัง หากการรับรองหลักสูตรมาตรฐานระหว่างประเทศทำได้จริง นั่นก็คือ กลุ่มแพทย์ ทันตแพทย์ และพยาบาล กลุ่มวิศวกรและสถาปนิก และกลุ่มนักบัญชี หรือออดิเตอร์ คุณอภิรักษ์พูดเล่นๆ ระหว่างการบรรยายว่า “อีกหน่อยนะครับ เราก็อาจจะมีหมอเขมร หมอพม่า เวลาที่เราไปรักษาในโรงพยาบาลใหญ่ๆ” ทำเอาคนฟังหัวเราะกันครืน แต่คุณอภิรักษ์ก็พูดต่อไปว่า “นี่ไงครับ ทัศนคติของคนไทยเกี่ยวกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเราจะต้องไม่สอนลูกหลานให้คิดแบบนี้ ไม่คิดว่าเราดีกว่าเขาเสมอไป เพราะอีกหน่อยในโรงเรียนนานาชาติของไทยที่เราส่งลูกไปเรียน ลูกเราอาจไม่ได้มีเพื่อนเป็นฝรั่งผมทองเท่านั้น แต่อาจมีเพื่อนเป็นคนลาว คนพม่า คนกัมพูชาอย่างเป็นเรื่องปกติ เราจึงควรสอนลูกหลานเราให้ไม่แบ่งชั้นวรรณะ เพราะว่าทัศนคติแบบนี้จะไม่เวิร์กอีกต่อไปในโลกที่เรามีการเปิดประเทศมากขึ้น และความเท่าเทียมกันระหว่างประเทศทั้ง 10 นี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ หากเราส่งต่อแนวคิดแบบนี้ให้ลูกหลานของเรา” คนไทยเราไม่มีชั้นวรรณะแบบพราหมณ์ กษัตริย์ ฯลฯ ก็จริง แต่เราก็มี “วรรณะ” ในแบบของเรานั่นก็คือ การแบ่งคนเป็นชั้นตามฐานะ อาชีพ การศึกษา และเชื้อชาติ
ตรงนี้หนูดีเห็นด้วยอย่างยิ่งค่ะ เพราะว่าเวลาที่เราพูดถึงการ “เตรียมเด็กให้พร้อม” นั้น เรามักนึกถึงเรื่องของวิชาการ การแข่งขันทางคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษ ฯลฯ แต่เราลืมไปอย่างยิ่งว่า “ความพร้อม” นั้นมีหลายทาง และในเรื่องของนิสัยใจคอ ทัศนคติ ก็เป็นเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กัน เราจะร่วมมือกันได้อย่างไร ในฐานะประชากรอาเซียน หากเด็กไทยยังคงล้อกันเล่นเวลาใครแต่งตัวเชยๆ ว่า “อึ๋ย ลาวอ่ะ” ซึ่งเรื่องนี้แสดงทัศนคติเรื่องการเหยียดเชื้อชาติได้ค่อนข้างชัดเจน และหนูดีเองก็ไม่ได้สังเกต จนเพื่อนฝรั่งอเมริกันเป็นคนมาชี้และย้ำให้เห็นว่า “แล้วถ้าวันหนึ่งคนลาวใช้คำว่า อึ๋ย ไทยอ่ะ เป็นคำล้อกันเล่น หนูดีจะโอเคไหม” ฟังแล้วก็ได้คิดนะคะ หลายๆ เรื่องมันเป็นเรื่องราวที่เราคุ้นชิน การเปลี่ยนแปลงนิสัยและทัศนคติก็คงทำได้ แต่ไม่ง่ายเท่ากับการเรียนวิชาการ แต่ก็เป็นเรื่องที่คนไทยต้องระวังในการสอนลูกหลานรุ่นที่ยังเล็กๆ อยู่ตอนนี้ ทัศนคติต่อเชื้อชาติของประเทศเพื่อนบ้านเป็นเรื่องที่น่านำมาคิดอย่างละเอียดอ่อนและสอนลูกหลานของเราให้มองเขาต่างไปจากยุคอดีตที่เรายังคงยกทัพตีกันกับประเทศใกล้ๆ แต่ด้วยยุคที่เปลี่ยนไป เพื่อความอยู่รอด เราก็ต้องจับมือกันให้มั่น มองกันเป็นพันธมิตร และนำอำนาจนี้ไปต่อรองแข่งขันในเวทีโลก ที่ไกลออกไปในทวีปอื่น
การรวมตัวกันไม่ใช่เพื่อการแข่งขันกันเอง แต่เป็นการรวมตัวกันเพื่อออกไปแข่งเป็นทีมในเวทีที่ไกลบ้านออกไป ถ้าเราไม่ยอมรับกันแบบเท่าเทียมได้ การร่วมมือกันก็คงเป็นไปแบบไม่สนุกและมีความสุขสำหรับทุกๆ คนในทีม
ในส่วนของมูลนิธิมหาสมุทรแห่งปัญญา ที่หนูหวานและหนูดีก่อตั้งร่วมกัน เราก็ปรับตัวให้กระตือรือร้นมากขึ้น เพื่อให้เด็กไทย โดยเฉพาะเด็กไทยชาวเขาและเด็กไทยในต่างจังหวัด มีแต้มต่อในการพัฒนาตัวเองมากขึ้น โดยเพิ่มทุนจากการให้ทุนค่าเล่าเรียนเด็กมาเป็นการอุปการะค่าเรียนพิเศษ ทุนละ 1,000 บาท จำนวน 500 ทุน โดยทุนนี้เมื่อรวบรวมแล้ว จะนำไปว่าจ้างนักศึกษาคะแนนดีมาสอนพิเศษให้เด็กนักเรียนยากจน นอกเวลาเรียน ทั้งวิชาคณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ และวิชานิทานจริยธรรม เพราะนอกจากเด็กจะต้องเก่งวิชาการแล้ว เขายังต้องมีคุณธรรมและทัศนคติที่ถูกต้องในการใช้ชีวิตด้วย หากใครสนใจร่วมทำบุญสามารถดูรายละเอียดได้ที่ www.oceanwis.org หรือโอนเงินทำบุญได้ที่ กสิกรไทย สาขาย่อยรังสิต คลองสอง 441-228-660-5 ชื่อบัญชี มูลนิธิมหาสมุทรแห่งปัญญา แล้วแฟกซ์ใบโอนเงินพร้อมชื่อและเบอร์ติดต่อมาที่ 02-531-9384 ค่ะ นี่ก็เป็นอีกก้าวเล็กๆ ที่เราจะช่วยกันสร้างเด็กไทยให้พร้อมทั้งสมองและทัศนคติค่ะ ขอขอบคุณนะคะ







