
ก่อนสร้าง Global Leadership ต้องสร้าง Global Mindset (จบ)
โดย รศ.ดร.ศิริยุพา รุ่งเริงสุข สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
โดย รศ.ดร.ศิริยุพา รุ่งเริงสุข สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
คุยกันไว้เมื่อสัปดาห์ก่อนถึงเรื่องความสำคัญในการสร้าง Global Mindset (วิธีคิดหรือแนวคิดแบบโลกาภิวัตน์) ก่อนที่จะสร้างหรือพัฒนา Global Leadership (ภาวะผู้นำระดับโลกาภิวัตน์) โชคดีจริงจริ๊งที่สัปดาห์นี้ผู้เขียนได้มีโอกาสฟังการบรรยายของ Professor Mansour Javidan ต้นตำรับเจ้าของคำศัพท์ “Global Mindset” แบบสดๆ เลยที่ประเทศสิงคโปร์
Professor Javidan เป็นอาจารย์ประจำที่มหาวิทยาลัย Thunderbird ประเทศสหรัฐอเมริกา และได้ก่อตั้งศูนย์พัฒนา Global Mindset ขึ้นที่มหาวิทยาลัย โดยหัวข้อนี้กำลังได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางในบรรดาผู้เชี่ยวชาญด้านภาวะผู้นำ เพราะมันอาจไขประตูสู่การพัฒนาภาวะผู้นำอย่างมีประสิทธิผลยิ่งขึ้น
ทั้งนี้ผู้เขียนเองก็เห็นความสำคัญของการสร้าง Global Mindset ว่ามีประโยชน์ต่อผู้บริหารบ้านเรา ซึ่งกำลังจะเข้าสู่ AEC เป็นอย่างยิ่ง ผู้เขียนไม่อยากให้มองจุดสิ้นสุดหรือเป้าหมายของการพัฒนาตนเองแค่ที่ AEC เราต้องมองให้กว้างไกลกว่านั้น เพราะเพื่อนบ้านของเรา เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย เขาได้มองทะลุไปถึงการพัฒนาคนให้พร้อมเป็น Global Leader และ Global Citizen (พลเมืองระดับโลกาภิวัตน์) กันแล้ว
ในสัปดาห์ก่อนผู้เขียนได้นำเสนอขั้นตอนการสร้าง Global Mindset จากหลักการทฤษฎีโดยทั่วไปและจากประสบการณ์ของผู้เขียนเองไปแล้ว 3 ขั้นตอน คือ การสร้างความตระหนัก การสร้างความรู้สึกเร่งด่วน และการสร้างแรงจูงใจ
สัปดาห์นี้ขอนำเสนออีก 3 ขั้นตอนที่จะสร้าง Global Mindset ให้เกิดขึ้นในจิตสำนึกของผู้บริหารชาวไทย โดยขออิงแนวคิดของ Professor Javidan ดังนี้
ขั้นตอนที่ 4 ปูพื้นต้นทุนทางด้านภูมิปัญญาของปัจเจกบุคคล (Intellectual Capital) ผู้บริหารระดับโลกาภิวัตน์ควรเริ่มต้นจากการมีพื้นความรู้ที่ดี มีทักษะสูงในสาขางานที่ทำอยู่ มีความรู้รอบในธุรกิจและอุตสาหกรรมที่ดำเนินงานอยู่ รู้จักวิธีการสร้างพันธมิตรหรือหุ้นส่วนธุรกิจ เข้าใจวัฒนธรรม ภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์ของชาติต่างๆ ในระดับลึก (มากพอที่จะทำธุรกิจด้วยได้)
ดังนั้นใครก็ตามที่สนใจติดตามข่าวคราวความเคลื่อนไหวของสภาพแวดล้อมรอบตัวในระดับชาติและนานาชาติอย่างสม่ำเสมอ จึงเป็นผู้ที่มี “ต้นทุนด้านภูมิปัญญา” สูง ซึ่งเรื่องนี้สามารถพัฒนาได้ด้วยการศึกษาและฝึกอบรม แต่ถ้าเจ้าตัวมัวรอให้คนมาสอน มาป้อนข้อมูลให้อย่างเดียวคงไม่พอแน่ๆ ของอย่างนี้ต้องสนใจดิ้นรนหาความรู้ด้วยตนเองอยู่ตลอดเวลาเป็นหลักสำคัญ
ขั้นตอนที่ 5 ปูพื้นต้นทุนทางจิตวิทยา (Psychological Capital) พื้นฐานด้านนี้สร้างยากมากทีเดียว เพราะเป็นเรื่องของความชอบและบุคลิกภาพส่วนตัว ผู้ที่เป็นผู้บริหารระดับโลกาภิวัตน์ที่ประสบความสำเร็จมักเป็นผู้ที่มีความละเอียดอ่อนทางวัฒนธรรม (Cultural Sensitivity) สูง คนเหล่านี้สนใจและชอบที่จะเรียนรู้พบปะรู้จักคนต่างชาติ ต่างวัฒนธรรม เปิดใจกว้างรับฟังความเห็น ความคิดที่แตกต่างไปจากของตน ไม่ตัดสินคนหรือประเด็นใดๆ โดยยึดความเชื่อและค่านิยมของตนเป็นหลัก ชอบผจญภัย เผชิญโลกภายนอกที่แตกต่างจากสิ่งแวดล้อมที่ตนคุ้นเคย
หากผู้ใดเห็นชาวต่างชาติแล้วคอยหลบหลีกเพื่อไปรวมกลุ่มกับคนชาติเดียวกัน หรืออิดออดไม่ชอบเดินทางไปทำงานต่างถิ่น งานนี้ต้องสร้างแรงจูงใจกันเยอะหน่อย คงต้องแสดงให้เห็นว่าไม่มีอะไรน่ากลัวหรือน่าเครียดกับการทำความรู้จักหรือทำงานกับคนต่างชาติ หากเรามีการเตรียมพร้อมที่ดีพอสมควร ต้องให้กำลังใจคนไทยให้มีความกล้าที่จะลองรู้จักคนแปลกถิ่น ผจญภัยในถิ่นใหม่ๆ เพื่อสร้างความคุ้นเคยกับการดำเนินชีวิตนอกเขตที่รู้สึกคุ้นเคยปลอดภัย (Comfort Zone)
...ฝึกไปบ่อยๆ อีกหน่อยก็ชิน แล้วก็จะเก่งขึ้น คล่องตัวขึ้น มั่นใจมากขึ้นค่ะ...
ขั้นตอนที่ 6 ปูพื้นต้นทุนด้านสังคม (Social Capital) เรื่องนี้ไม่ยากมากเท่าข้อที่แล้ว แต่ต้องใช้เวลากันหน่อย ผู้บริหารระดับโลกาภิวัตน์ต้องมีเพื่อนฝูง เครือข่ายและรู้จักคนในหลายๆ วงการทั้งในและต่างประเทศ ปัจจุบันนี้มีสมาคม องค์กรต่างๆ สโมสรต่างๆ มากมาย มีทั้ง Social Media ที่ช่วยย่นเวลาและระยะทางในการสื่อสารของคนทั่วโลก ขอเพียงให้รู้จักเลือกเครือข่ายที่เป็นประโยชน์กับตัวเองและองค์กรเท่านั้น
คนไทยเราเป็นผู้ที่มีความสามารถไม่แพ้ชาติใด ขอเพียงมีผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ยาวไกล ไม่มุ่งแต่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าแบบขอไปที มีแผนงานพัฒนาและการติดตามผลที่รัดกุม มีการสื่อสารและสร้างแรงจูงใจกับพนักงานอย่างต่อเนื่องเพื่อให้บุคลากรอดทนตั้งใจพัฒนาตนเองอย่างไม่ย่อท้อ (เพราะคนไทยเบื่อง่าย) เชื่อว่าเราต้องสร้าง Global Mindset ได้แน่นอนค่ะ







