สีลาภิรตานุสรณ์ สามเณรประมัยกาฬเนตร
เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา กัลยาณมิตรผู้อาวุโสท่านหนึ่งส่งหนังสือธรรมะที่ท่านมีซ้ำมาให้ 3 กล่องใหญ่
เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา กัลยาณมิตรผู้อาวุโสท่านหนึ่งส่งหนังสือธรรมะที่ท่านมีซ้ำมาให้ 3 กล่องใหญ่
หนึ่งในนั้นคือ “สีลาภิรตานุสรณ์” พอพลิกดูถึงรู้ว่าผมเองลืมเรื่อง สามเณรประมัย กาฬเนตร ไปเสียถนัดใจ
ในยุคกึ่งพุทธกาลนั้น พระอาจารย์สิงห์ ขันต ยาคโม ศิษย์เอกพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ได้รวบรวมคณะศิษย์ร่วมสำนัก เคลื่อนขบวนพระป่าออกเผยแผ่ธรรมะไปทั่วภาคอีสานโดยมีฐานที่มั่นสำคัญอยู่ที่ จ.นครราชสีมา ทัพธรรมในครั้งนั้นไม่เพียงแต่ทำให้ประชาชนจำนวนมากเกิดสัมมาทิฏฐิเลิกนับถือภูตผีปีศาจ พระกรรมฐานเองก็ลงหลักปักฐานได้อย่างมั่นคงในหลายพื้นที่ เป็นการพลิกวิถีชีวิต วัฒนธรรม ความเชื่อ ตลอดจนวิถีชีวิตของผู้คนจำนวนมหาศาลที่ยังผลต่อเนื่องมาถึงทุกวันนี้
หนึ่งชีวิตที่พลิกผันคราวนั้นคือเด็กชายประมัย กาฬเนตร
ประวัติท่านมีไม่มากนัก แต่ท่านเป็นที่จดจำ เพราะระหว่างที่มีชีวิตอยู่นั้น ท่านได้สร้างผลงานอันลือลั่นเอาไว้สองสามอย่าง ชิ้นที่โดดเด่นที่สุดคือ งานเขียนเรื่องธัมมานุวัตต์
ทันทีที่มีการพิมพ์หนังสือธัมมานุวัตต์ออกเผยแผ่เมื่อปี 2478 กาลเวลาก็ได้จารึกนามของท่านไว้ในประวัติศาสตร์วงพระกรรมฐาน
เหตุใดถึงเป็นเช่นนั้น?
มีคำตอบจากปัญหาธรรมของหลวงพ่อพุธ ฐานิโย วัดป่าสาลวัน
ในการพิมพ์หนังสือ “สีลาภิรตานุสรณ์” ฉบับครั้งที่ 3 ซึ่งผมได้รับมาคราวนี้ ผู้จัดทำได้คัดลอกคำเทศนาและตอบปัญหาธรรมของหลวงพ่อพุธ มาประกอบไว้ด้วยว่า ครั้งหนึ่งมีญาติโยมสอบถามหลวงพ่อพุธว่า หลวงพ่อพุธเคยอยู่ที่วัดปทุมวนาราม และเคยเห็นหนังสือธัมมานุวัตต์และศาสนวิธีของสามเณรสีลาภิรโต ประมัย กาฬเนตร ขอถามว่าหนังสือสองเล่มนี้เป็นแบบศึกษาได้หรือไม่
หลวงพ่อพุธตอบว่า “หนังสือศาสนวิธีนี่ยังไม่เคยเห็น แต่เคยได้อ่านหนังสือธัมมานุวัตต์ และอาตมาถือว่าเป็นหลักของการปฏิบัติ ใช้เป็นหลักวิชาการปฏิบัติที่ทันสมัยที่สุด สำหรับหนังสือเล่มนี้เป็นที่ปรึกษาได้อย่างดี”
สามเณรสีลาภิรโตหรือเด็กชายประมัย กาฬเนตร เป็นใคร ถึงมีความสามารถเพียงนั้น?
เท่าที่สืบค้นกันได้ ท่านเป็นบุตรคนที่ 4 จากทั้งหมด 6 คนของขุนสิริสมานการหรือนายตาดำและนางแตงอ่อน กาฬเนตร เกิดเมื่อวันที่ 1 เม.ย. 2458 หากนับอย่างเมื่อก่อนก็ว่า วันศุกร์ แรม 2 ค่ำ เดือน 5 ปีเถาะ ที่ อ.บ้านบุ่ง จ.อุบลราชธานี ซึ่ง อ.บ้านบุ่งในปัจจุบันก็คือ จ.อำนาจเจริญนั่นเอง
เพราะเกิดในครอบครัวอันพอจะมีจะกิน จึงได้รับการศึกษาในโรงเรียนประจำอำเภอจนจบระดับประถมศึกษาเมื่ออายุ 11 ปี จากนั้นก็เข้าเรียนต่อในโรงเรียนเบญจมหาราช แต่พอเรียนถึงระดับมัธยมศึกษาปีที่ 2 ก็ลาออก รักษาอุโบสถศีลแล้วติดตามพระอาจารย์สิงห์ ขันตยาคโม ออกจาริกไปตามที่ต่างๆ กระทั่งปี 2472 จึงถูกส่งมาศึกษาพระปริยัติธรรมกับพระปัญญาพิศาลเถร (หนู ฐิตปัญโญ) เจ้าอาวาสวัดปทุมวนาราม สหธรรมิกของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ ขณะอายุได้ 15 ปี
ปี 2473 ท่านสอบไล่ได้และบรรพชาเป็นสามเณรเมื่อเดือน ก.ค. 2474 ขณะอายุ 17 ปี
หนังสือ “สีลาภิรตานุสรณ์” ฉบับครั้งที่ 3 นี้ มีความสำคัญซึ่งได้จากคุณนวพรหมพร คำฟู ที่ได้สัมภาษณ์พระวินัยโสภณ (เล็ก ธัมมปาโล) เมื่อปี 2552 ขณะ “หลวงตาเล็ก” อายุ 99 ปี 78 พรรษา ท่านเป็นสามเณรรุ่นๆ เดียวกับสามเณรประมัย โดยมีพระอุปัชฌาย์รูปเดียวกันคือพระปัญญาพิศาลเถร (หนู)
“หลวงตาเล็ก” เล่าว่า ขณะนั้นเป็นช่วงที่หลวงปู่มั่นเข้า กทม.มาพำนักอยู่ที่วัดปทุมวนารามเป็นครั้งคราว และสามเณรประมัยได้มีโอกาส “เข้าไปรับใช้ใกล้ชิดหลวงปู่มั่นอยู่เสมอและได้เรียนกรรมฐานจากหลวงปู่มั่นด้วย จึงอาจจะเรียกได้ว่า สามเณรประมัยเป็นศิษย์รูปหนึ่งของหลวงปู่มั่น”
ท่านเล่าว่า ท่านและสามเณรประมัยสอบได้เปรียญธรรม 3 ประโยคได้พร้อมกันในปี 2476 ที่ท่านจำได้เพราะปีนั้นเป็นประวัติศาสตร์ของวัดปทุมวนาราม ที่มีสามเณรสอบเปรียญธรรม 3 ประโยคได้พร้อมกันถึง 10 รูป
ท่านว่า แม้สามเณรประมัยจะเป็นผู้เรียนที่ดีมากแต่ก็หยุดเรียนทางปริยัติ เหตุเพราะต้องการทุ่มเทไปในทางปฏิบัติ
ความมุ่งมั่นและอุปนิสัยของสามเณรในเรื่องนี้เป็นอย่างไร น่าจะประจักษ์ได้จากคำบอกเล่าของหลวงปู่เล็กที่ว่า
“กุฏิของพระเณรที่วัดปทุมวนารามในสมัยนั้น จะเป็นตึกสองชั้นเสียส่วนใหญ่ มีความสะดวกสบายพอสมควร เพราะอยู่ในกำแพงวัดทั้งหมด แต่สามเณรประมัยไม่พักที่กุฏิในวัดร่วมกับพระเณรรูปอื่นๆ เพราะท่านเป็นผู้ที่ชอบความสงบ มุ่งมั่นในการภาวนามาก ท่านจึงไปพักที่กระต๊อบในป่าข้างวัด ซึ่งมีชาวจีนคนหนึ่งมาปลูกไว้สำหรับใช้ในการปฏิบัติธรรม บริเวณที่ตั้งของกระต๊อบนั้น คือ บริเวณที่เป็นสวนป่าด้านหลังวัดปทุมวนารามในปัจจุบันนั่นเอง ภายหลังวัดปทุมวนารามปรับปรุงพื้นที่ภายในวัด จึงรื้อถอนกระต๊อบที่สามเณรประมัยเคยอยู่ และกุฏิเก่าที่หลวงปู่มั่นเคยพักออกไปทั้งหมด เหลือเพียงกุฏิเก่าข้างโบสถ์ที่เป็นตึกสองชั้นสร้างในสมัยรัชกาลที่ 6 เพียงหลังเดียวเท่านั้น...”
“หลวงตาเล็ก” เล่าว่า สามเณรประมัยมุ่งมั่นในการปฏิบัติมาก จึงไม่ค่อยได้พำนักอยู่ที่วัดปทุมวนารามนัก หากแต่นิยมออกธุดงค์ไปเรื่อยๆ บางครั้งก็มีหมู่คณะไปด้วย แต่บ่อยครั้งที่ท่านจะออกธุดงค์ไปเพียงลำพัง
หากจะกล่าวถึงสหธรรมมิกที่ออกธุดงค์ไปกับสามเณรประมัย ก็มีพระอุดมธรรมคุณ (ทองสุก สุจิตโต) วัดป่าสุทธาวาส จ.สกลนคร พระราชมุนี (โฮม โสภโณ) ซึ่งต่อมาได้เป็นเจ้าอาวาสวัดปทุมวนาราม และพระกระจ่าง กันตสีโล วัดปทุมวนาราม
เห็นนามพระราชมุนี (โฮม) พึงระลึกว่า ก่อนจะเติบใหญ่จนมาเป็นรักษาการเจ้าอาวาสวัดปทุมวนาราม สามเณรโฮมพบกับหลวงปู่มั่นมาก่อนแล้วตั้งแต่ปี 2468 ปีนั้นพระอาจารย์มั่นเข้า กทม. มาพำนักอยู่ที่วัดปทุมวนาราม ขณะท่านเดินจงกรมอยู่บริเวณข้างสระน้ำ สามเณรน้อยรูปนี้ยืนแฝงตัวอยู่ในความมืดจ้องมองท่านอยู่ด้วยความสงสัยร่วม 2 ชั่วโมง เมื่อท่านออกจากที่แล้วจึงสอบถามว่า ท่านทำอะไร พระอาจารย์มั่นจึงเมตตาสอนสั่งมาตั้งแต่ปีนั้น
เห็นนามพระอุดมธรรมคุณ (ทองสุก สุจิตโต) ก็พึงระลึกว่า รูปนี้เป็นศิษย์หลวงปู่มั่นและเป็นศิษย์รูปเดียวที่หลวงปู่มั่นออกปากกล่าวถึงว่า “มหาทองสุกเป็นคู่ทุกข์ คู่ยากกัน”
คู่ทุกข์ คู่ยาก เพราะเมื่อหลวงปู่พระมหาทองสุกพำนักอยู่กับพระอาจารย์มั่น ขณะท่านวิเวกไปปฏิบัติธรรมอยู่ยังดอยแห่งหนึ่งใน จ.เชียงใหม่ เกิดไฟป่าไหม้โหมล้อมเข้ามาหาจากทุกทิศ พระมหาทองสุกจึงหอบเอาบริขารของพระอาจารย์มัดไว้กับตัว แล้วถือคันไม้กวาดเข้าตีดับไฟ กวาดใบไม้จนกลบไฟสงบลงได้
หากย้อนไปดูประวัติหลวงปู่พระมหาทองสุกก็จะพบภาพร่างของประวัติสามเณรประมัยชัดเจนขึ้นดังนี้
พระมหาทองสุกบรรพชาเป็นสามเณรที่วัดปทุมวนารามเมื่อปี 2466 โดยมีพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) เป็นพระอุปัชฌาย์ ระหว่างนั้นท่านก็อยู่ที่นี่มาตลอดกระทั่งปี 2474 เจ้าคุณอุบาลีจันทร์จึงขอให้พระมหาทองสุกไปเป็นครูสอนพระปริยัติธรรมที่วัดเจดีย์หลวง ซึ่งช่วงนั้นเป็นจังหวะที่หลวงปู่มั่นได้รับคำขอร้องจากเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ ให้มาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดเจดีย์หลวง
พระมหาทองสุกจึงได้ไปพบหลวงปู่มั่นที่วัดเจดีย์หลวง และได้อาศัยใต้ถุนกุฏิพระอาจารย์มั่น ได้รับการชี้แนะการปฏิบัติจากท่านอยู่กระทั่งปี 2475 เจ้าคุณอุบาลีจันทร์ละขันธ์ หลวงปู่มั่นจึงทิ้งพัดยศและตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดเจดีย์หลวงเข้าไปแสวงหาความวิเวก พระมหาทองสุกก็กลับมาที่วัดปทุมวนารามอีกหน
สามเณรประมัยมาถึงวัดปทุมวนารามเมื่อปี 2472 และบรรพชาในปี 2473 ท่านย่อมคุ้นเคยกับพระมหาทองสุกตั้งแต่พระมหาทองสุกจะขึ้นเหนือโน่นแล้ว
ความคุ้นเคยนั้นมิใช่แต่ว่าเป็นคนอีสานเข้ามาศึกษาในกรุงเหมือนกัน หากแต่น่าจะเป็นความคุ้นเคยที่เกิดแต่ธรรมสากัจฉาด้วยกัน เพราะหลวงปู่เล็กเล่าว่า ท่านทั้ง 4 รูปคือ สามเณรประมัย พระมหาทองสุก พระราชมุนี (โฮม) และพระกระจ่างนั้น ธุดงค์ไปหลายครั้งหลายทิศหลายทางไม่ว่าตะวันตก ตะวันออก เหนือหรือใต้ กล่าวคือ จ.กาญจนบุรี บ้าง ชลบุรีบ้าง ประจวบคีรีขันธ์ยันสุราษฎร์ธานี รวมทั้ง จ.เชียงใหม่
กรณีธุดงค์เชียงใหม่นั้นน่าจะเป็นราวๆ ปี 2476
ก่อนที่ท่านจะร่วมกับสหธรรมิกจาริกออกตามหาหลวงปู่มั่นนั้น เดือน ก.พ.ปีเดียวกันนั้นท่านจาริกลงไปทางใต้กับพระราชมุนี (โฮม) ผ่านทาง จ.นครปฐม ราชบุรี เพชรบุรี ระหว่างพักจำพรรษาที่วัดร้างแห่งหนึ่งที่ ต.หนองคาง จ.ประจวบคีรีขันธ์ นั้น ท่านถือเนสัชชิกธุดงค์อย่างอุกฤษฏ์ไม่เอนหลังนอนทั้งพรรษา หนนั้นท่านจาริกลงไปถึงสวนโมกขพลาราม อ.ไชยา
ท่านพุทธทาสเล่าไว้ในระหว่างให้สัมภาษณ์กับพระประชา ปสันนธัมโม ซึ่งต่อมากลายเป็นหนังสือเล่มสำคัญคือ เล่าไว้เมื่อยามสนธยาว่า สามเณรประมัยเป็นเณรโตอายุมากแล้ว ทราบเรื่องสวนโมกข์จากหนังสือพุทธศาสนาจึงธุดงค์มา พระมหาโฮมพักอยู่ราว 2 เดือนก็กลับ แต่สามเณรประมัยไม่กลับ เวลาสามเณรประมัยเทศน์นั้นชาวบ้านชอบ
“ที่ชาวบ้านชอบคือ สามเณรประมัยเทศน์หลายหน ชาวบ้านชอบมากกว่าผมอีก เขาพูดจาโผงผางดี ชัดเจนดี เรื่องเดียวกันที่เขาพูดน่าฟังกว่า”
ท่านพุทธทาสเล่าว่า มหาโฮมกับสามเณรประมัยอยู่กุฏิที่ทำแบบประทุนเรือทำด้วยไม้ไผ่ อยู่ไปอยู่มาก็ไอเป็นเลือด ทั้งสองท่านนี้ก็นึกว่าท่านพุทธทาสทำอาคมใส่ แต่ต่อมาทราบว่าเป็นเพราะละอองขี้มอดไม้ไผ่ จึงได้มาขอโทษท่านที่เข้าใจผิดไปเช่นนั้น
หลังกลับจากใต้ อีกไม่กี่เดือน ในปีเดียวกันนั้นเอง สามเณรประมัย พระราชมุนี (โฮม) และพระมหาทองสุกก็ออกเดินทางกันอีกหน
ปรากฏความในประวัติพระมหาทองสุกถึงการเดินทางในคราวนั้นว่า หลังพระอาจารย์มั่นหนีเข้าป่า พระมหาทองสุกกลับมาถึงวัดปทุมวนารามแล้ว ปีถัดมาพระมหาทองสุกกับพระราชมุนี (โฮม) และสามเณรประมัย ออกธุดงค์ตามหาพระอาจารย์มั่นด้วยหวังจะได้อยู่ฝึกปฏิบัติกับท่าน
ความสำคัญและบทบาทของสามเณรประมัยเป็นอย่างไร ปรากฏอยู่ในความตอนนี้ว่า ระหว่างการเดินทางธุดงค์นั้น “ปี 2476...ปีนี้พระมหาทองสุก(ยังไม่ได้สมณศักดิ์) จึงเดินทาง (ธุดงค์) ร่วมกับพระราชมุนี (พระมหาโฮม โสภโณ โพธิศรีทอง ป.ธ.6 ยังไม่ได้สมณศักดิ์) และสามเณรประมัยนี้ แตกฉานในทางปฏิบัติมากสามเณรจะเป็นผู้คอยแนะนำทางจิตอยู่เสมอ และพวกเราก็เชื่อถือสามเณรมาก ได้พักจำพรรษาที่บ้านหนองคาง จ.ประจวบคีรีขันธ์ พระมหาทองสุกได้ปรารภความเพียรเริ่มบำเพ็ญกรรมฐานอย่างจริงจัง เมื่อสงสัยอะไรก็ได้สามเณรประมัยเป็นที่ปรึกษา...”
พระมหาทองสุกได้ปรารภความเพียร เริ่มบำเพ็ญกรรมฐานอย่างจริงจัง “โดยมีสามเณรประมัยคอยเป็นผู้แนะนำทางจิตให้ เนื่องจากสามเณรประมัยแตกฉานในการปฏิบัติมาก ซึ่งในปี 2476 นี่เอง สามเณรประมัยได้ทำความเพียรโดยไม่นอนตลอดพรรษา จนเชื่อมั่นว่าได้สำเร็จพระอนาคามี”
น่าเสียดายว่า ทั้ง 3 รูปไม่บรรลุเป้าหมาย ขึ้นเหนือไป 2 ปีเศษกลับไม่พบร่องรอยพระอาจารย์มั่นเลย โชคชะตาพลิกผัน ขณะที่พระมหาทองสุกแยกไปพำนักกับพระอาจารย์สาร ศิษย์อีกรูปของพระอาจารย์มั่นและเฝ้าตามหาพระอาจารย์ใหญ่อยู่อย่างไม่ลดละ สามเณรประมัยได้แยกทางกลับระหว่างล่องลงมาถึง จ.อุตรดิตถ์ นั้นเอง ท่านได้ช่วยสมภาร ณ วัดพระแท่นศิลาอาสน์ปฏิสังขรณ์เสนาสนะ เป็นเหตุให้ได้เรียบเรียงหนังสือธัมมานุวัตต์ขึ้น แต่การตรากตรำทำงานหนักของท่านนั่นเองก็ทำให้อาพาธ ท่านอยู่รักษาตัวมากระทั่งวันที่ 7 พ.ค. 2479 ก็กลับขึ้นไปรักษาตัวที่ จ.เชียงใหม่ อีก แพทย์ลงความเห็นว่าท่านอาพาธเพราะวัณโรค
รักษาจนทุเลาแล้วท่านก็กลับมาที่วัดปทุมวนารามในวันที่ 5 มิ.ย. ปีเดียวกัน พอออกพรรษาแล้วในเดือน พ.ย.ก็ออกไปวิเวกที่วัดร้างแห่งหนึ่ง ที่ ต.บางพระ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ซึ่งปัจจุบันคือ วัดวิเวการาม อ.บางพระ ต่อมาท่านเจ้าอาวาสวัดนี้เองได้รวบรวมประวัติและหนังสือธัมมานุวัตต์ รวมทั้งหล่อรูปท่านขึ้นไว้เป็นอนุสรณ์แก่คนรุ่นหลัง
ออกจากที่นั่นท่านไปพักที่เขาถ้ำซึ่งต่อมาคือ วัดถ้ำกุญชร อ.เมือง จ.ราชบุรี เร่งบำเพ็ญสมณธรรมขณะที่โรคร้ายก็ลุกลามขึ้นเรื่อย ลุถึงวันที่ 24 เม.ย. 2480 ย้ายไปพำนักที่เขาช้าง อ.ปากท่อ แล้วกลับวัดปทุมวนาราม
เจ้าคุณอาจารย์พระปัญญาพิศาลเถระและเจ้าจอมมารดาทับทิม ฯลฯ ได้ให้การอุปการะดูแลเรื่อยมา แต่สุดท้ายท่านก็ละสังขารในวันที่ 21 ก.ย. 2480 ในเวลา 01.40 น. ขณะอายุได้เพียง 22 ปี 6 เดือน
ไม่ว่าสามเณรประมัยจะบรรลุธรรมหรือไม่ ขั้นใด เป็นพระอนาคามีหรือไม่ แต่หากได้ศึกษาธัมมานุวัตต์ จะพบว่าการที่สามเณรรูปหนึ่งสามารถจำแนกธรรมโดยประสานปริยัติและปฏิบัติแจกแจงธรรมะได้อย่างละเอียดลออ ขนาดหลวงพ่อพุธบอกว่า “...เคยได้อ่านหนังสือธัมมานุวัตต์ และอาตมาถือว่า เป็นหลักของการปฏิบัติ ใช้เป็นหลักวิชาการปฏิบัติที่ทันสมัยที่สุด สำหรับหนังสือเล่มนี้เป็นที่ปรึกษาได้อย่างดี” ย่อมไม่ธรรมดา
สัปดาห์หน้าจะนำบางส่วนมาพิมพ์เผยแพร่ให้ได้อ่านกันครับ


