
เซลล์กระจก & ความรัก
เวลาที่เราดูกีฬา หรือเวลาที่เราดูหนัง ทำไมเรา “อิน” จัง หรือเวลาที่ใครมาปรับทุกข์ มาเล่าเรื่องราวเศร้าๆ ให้เราฟัง
โดย...หนูดี-วนิษา เรซ
เวลาที่เราดูกีฬา หรือเวลาที่เราดูหนัง ทำไมเรา “อิน” จัง หรือเวลาที่ใครมาปรับทุกข์ มาเล่าเรื่องราวเศร้าๆ ให้เราฟัง ทำไมบางทีเราร้องไห้ไปด้วย หรือว่าเวลาเราเห็นใครโดนมีดบาด กระดาษบาด ทำไมเราจึง “ซี้ด” ไปด้วย เคยสงสัยไหมคะ ทั้งๆ ที่มันก็ไม่ใช่เรื่องของเราสักนิดเดียว
นี่คือสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ค้นพบโดยบังเอิญค่ะ ในสมองของเรามีเซลล์ที่เราไว้ “ส่องกระจก” สภาพแวดล้อม และสิ่งมีชีวิตที่แวดล้อมเรา เมื่อมองเห็นแล้ว เซลล์นี้จะทำหน้าที่ก๊อบปี้สิ่งที่เราเห็นและทำให้เสมือนหนึ่งว่า สิ่งที่เห็น คือ สิ่งที่เกิดขึ้นกับเราจริงๆ เซลล์กลุ่มนี้ เมื่อแรกค้นพบ มีหลากหลายชื่อ แต่ในที่สุดชื่อที่คนเรียกขานกันมากที่สุดก็คือ “เซลล์กระจก” หรือว่า Mirror Neurons นั่นเอง
อุบัติเหตุการค้นพบครั้งนี้เกิดขึ้นที่เมืองพาร์มา ประเทศอิตาลี เมื่อกลุ่มนักวิจัยทางสมองกลุ่มหนึ่ง เชื่อมโยงเสียง “อื๊ดดดดดดๆๆๆๆ” ยาวๆ แบบนี้ เข้ากับกิริยาการยกเมล็ดถั่วลิสงขึ้นมากินของกลุ่มลิงในห้องทดลอง คือทุกครั้งที่ลิงทดลองกลุ่มนี้ยกถั่วลิสง 1 เมล็ดขึ้นมาเพื่อจะแกะรับประทาน จะเกิดเสียง “อื๊ดดดดๆๆๆๆๆ” ขึ้นในสมองของลิง และจะมีปฏิกิริยาเคมีเกิดขึ้นระหว่างเซลล์สมองกลุ่มหนึ่ง การทดลองเป็นไปแบบนี้เรื่อยๆ จนในวันหนึ่งโดยไม่ได้ตั้งใจจะวัดผลใดๆ นักวิทยาศาสตร์ก็หยิบถั่วลิสงขึ้นมา แต่ปรากฏว่าสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ในสมองของลิงนั้นเกิดเสียง “อื๊ดดดดดๆๆๆๆ” เสียงเดิมขึ้นทันที แม้ว่าลิงจะไม่ได้สัมผัสเมล็ดถั่วลิสงเลยก็ตาม สิ่งนี้ทำให้นักวิจัยงงมากว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร และเป็นไปได้ไหมว่าทุกสิ่งที่เรา “เห็น” นั้น สมองถือเสมือนหนึ่งว่าเทียบเท่ากับสิ่งที่เรา “ทำ” ด้วยตัวเองนั่นเอง
ถ้านี่คือความจริง มันจะเป็นเรื่องน่ากลัวที่สุด และดีที่สุด เกี่ยวกับสมองเรื่องหนึ่งเลยทีเดียวค่ะ
และสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ค้นพบต่อๆ มาก็คือ นอกจากในสมองของลิงจะมีเซลล์ประเภทนี้แล้ว ในสมองของมนุษย์ก็มีเซลล์กระจกเช่นกัน
เหตุผลเพราะ ถ้าเราแค่เพียงดู และสมองนับว่าเท่ากับเราทำ หรือเท่ากับมันเกิดกับเราจริงๆ ถ้าเช่นนั้นหากเราดูฉากฆาตกรรม สมองก็จะรู้สึกเหมือนเราเป็นคนทำ หรือเราเป็นคนถูกกระทำใช่ไหม หรือถ้าเราเปิดโทรทัศน์ให้ลูกๆ ดูละคร และมีฉากนางเอกและนางอิจฉาปะทะคารมกัน ลูกเราจะถือว่าตัวเองเป็นคนพูดสิ่งนั้นออกไปใช่ไหม
คำตอบที่นักวิจัยค้นพบคือ ใช่ค่ะ หรือหากไม่ใช่ทั้งหมด ก็ใกล้เคียงมากๆ
เพราะ “เซลล์กระจก” จะสะท้อนทุกอย่างในสภาพแวดล้อมของเรา ให้มันเกิดโลกเสมือนจริงขึ้นในสมองเล็กๆ ของเราเอง และนี่คือวิธีที่มนุษย์เรียนรู้ตั้งแต่แรกเกิด เช่น เราก๊อบปี้ท่าทางของพ่อแม่ เราเลียนเสียงภาษาของคนที่เลี้ยงเรามา เราพูดภาษาเดียวกับภาษาที่เราได้ยินในสภาพแวดล้อม และเรามักมีบุคลิกพฤติกรรมไม่ต่างจากคนที่เลี้ยงเราหรือคนที่เป็นเพื่อน พ่อแม่ พี่น้องของเรา นั่นเพราะเซลล์กระจกจะสะท้อนและดึงดูดทุกอย่างที่เราเห็นเข้ามาเป็นพฤติกรรมของเรานั่นเอง
เซลล์สมองก็เหมือนทุกๆ อย่างในโลกนี้ คือ มีทั้งส่วนดีและส่วนเสีย
ส่วนดีที่น่าทึ่งของเซลล์กระจกก็คือ เพราะเซลล์เหล่านี้จึงทำให้เรา “รักเป็น” เพราะในการรัก เราต้อง “เข้าใจและรู้สึก” ถึงคนอีกคนหนึ่ง เข้าใจจิตใจของเขา เข้าใจอารมณ์ของเขา เวลาเรามองตาเขา เราต้องรู้ให้ได้ว่าเขาคิดอะไรอยู่ เขารู้สึกอะไรอยู่ และเซลล์กระจกนี้เองที่เป็นตัวสะท้อนสิ่งที่อยู่ในตัวของคนที่เรารักออกมาให้เกิดอารมณ์ประเภทเดียวกันในใจของเรา เพื่อให้เรารักกันได้ เพราะถ้าเราไม่เข้าใจ เราก็จะไม่สามารถรักสิ่งมีชีวิตอีกสิ่งหนึ่งได้
ในทางที่เสียก็คือ หากเราเลือกอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยคน “ลบๆ” มีทัศนคติในทางลบ แสดงออกทางอารมณ์แบบไร้วุฒิภาวะ เซลล์กระจกของเราก็จะสะท้อนอารมณ์เหล่านั้น เสมือนหนึ่งเป็นอารมณ์ของเราเอง มนุษย์เราจึงเป็นทาสของสถานการณ์และสภาพแวดล้อมง่ายมาก เพราะลักษณะของสมองเราถูกสร้างมาแบบนี้เอง
การดูแลตัวเองให้ดีก็คือ การระมัดระวัง และเลือกคนในสภาพแวดล้อมของเรา ให้ส่งผลกระทบในทางดีถึงสมองของเราให้มากที่สุด เพราะเราเปลี่ยนพฤติกรรมคนรอบตัวให้เป็นดั่งใจเรา 100% ไม่ได้ แต่เราสามารถเลือกคบหรือไม่คบคนคนหนึ่งได้ หากเขามีผลกระทบในทางลบกับเรามากเกินไป เช่น บางคนมีแฟน หรือมีคนรักที่ทำร้ายจิตใจเสมอ แต่ไม่กล้าเดินออกมา เพราะไม่กล้าอยู่คนเดียว หนูดีอยากให้ลองคิดดูว่า ก่อนคนคนนี้เดินเข้ามาในชีวิตเรา เราก็อยู่ได้มานานเป็นสิบๆ ปีโดยไม่รู้จักเขาใช่ไหม และในอนาคตหากเราต้องตัดเขาออกไป เพื่อให้ชีวิตเราดีขึ้น เราก็คงไม่ถึงกับตาย เพราะเราก็อยู่มาได้ตั้งนาน โดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีคนคนนี้อยู่ในโลก ลองมองย้อนกลับไปวันที่ไม่เคยรู้จักกัน ถ้าวันแบบนั้นมันมีความสุขกว่า เราก็คงต้องกล้าและตัดให้ขาด
ส่วนสำหรับคนเป็นพ่อแม่ หนูดีอยากให้ระวังให้ดีมากๆ สำหรับสิ่งที่เรา “ทำให้ลูกเห็น” เพราะมนุษย์มีฟังก์ชันพิเศษสำหรับการก๊อบปี้สิ่งที่เราเห็นผ่าน “เซลล์กระจก” ชุดนี้ ดังนั้น ต่อให้เราพร่ำบ่นเท่าไรถึงพฤติกรรมที่เราอยากให้ลูกทำ แต่ถ้าเราไม่ทำให้เห็นเป็นตัวอย่าง ก็ยากที่เด็กจะมีพฤติกรรมที่เราต้องการ เพราะมนุษย์ต้อง “เห็น” ก่อนเท่านั้น เราถึงจะทำเป็น นี่คือวิธีที่เราถูกสร้างขึ้นมาทางชีววิทยา ดังนั้น การบอก ไม่ได้ผลเท่ากับการทำให้ดูหรอกค่ะ
หนูดีเคยได้ยิน “พ่อแม่” หลายบ้านบ่นให้หนูดีฟังเสมอว่า ลูกไม่อ่านหนังสือ ลูกเป็นเด็กไม่ชอบหนังสือ สิ่งแรกที่หนูดีอยากรู้และมักถามกลับเสมอคือ แล้วคุณพ่อคุณแม่อ่านหนังสือไหมคะ คำตอบร้อยทั้งร้อย ไม่เคยพลาดคือ “ไม่ชอบอ่านหนังสือหรอกค่ะ/ครับ” ถ้าอย่างนั้นคงให้ลูกเป็นหนอนหนังสือยากสักหน่อย หากในบ้านไม่มีใครอ่านหนังสือสักคน แล้วจะให้ลูกก๊อบปี้ต้นแบบงามๆ จากใคร อย่าลืมว่าเซลล์กระจกนั้น เน้น “เห็นแล้วจึงทำตาม” เท่านั้นค่ะ
และสำหรับผู้ใหญ่ หนังผี หนังฆาตกรรม ไม่ดูบ่อยไปก็ดีนะคะ หนูดีเองนานๆ ดูที เพราะรู้ดีจนสยองว่า สมองถือว่าสิ่งที่เห็นคือสิ่งที่เป็นจริงในชีวิตเรา เวลานั้นเลยทีเดียวค่ะ







