
อาหารบ้านๆ ที่ จ.น่าน
เรื่อง+ภาพ วิช์ชญะ ยุติ
ครั้งแรกจริงๆ ครับ ที่มีโอกาสไปเยือนน่าน จังหวัดเล็กๆ ที่ใฝ่ฝันมาตลอดว่าจะต้องไปเยือนให้ได้
เริ่มต้นการเดินทางแบบกะทันหันนิดหน่อย แต่มันก็ไม่เป็นปัญหาใหญ่ เพราะไหนๆ ใจน่ะมีเต็มร้อยอยู่แล้ว ขอแค่ร่างกายพร้อมก็พอ
ปลายทางทริปนี้ของเราอยู่ที่ 2 อำเภอ ปัว กับ นาหมื่น
ความมุ่งหมายการมา จ.น่าน สำหรับเราคงไม่มีเหตุผลใดจะสำคัญมากกว่าว่าอยากลิ้มรสอาหารพื้นบ้าน (สักครั้ง) โดยได้ไกด์น่ารักๆ จากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. อาสาพาบุกตะลุยถึงท้ายครัวชาวบ้าน
พูดถึงอาหารน่าน ก็ไม่ต่างจากหลายๆ จังหวัดแถบภาคเหนือ ไม่หวาน ไม่มัน ติดเค็ม มีบางจานที่ออกเผ็ด เปรี้ยว แต่ก็ไม่จัดจ้านจี๊ดจ๊าด
ลาบ ลู่ และเมนูจากผักพื้นบ้านยังคงหากินได้ในกาดเช้า (ตลาดเช้า) มากหน่อยก็กาดแลง (ตลาดเย็น) เยอะจนเลือกไม่ถูก แต่ถ้าอยากได้อรรถรสต้องเป็นการนั่งวงข้าวกับชาวบ้าน แล้วจะรู้ซึ้งว่า อาหารบ้านๆ ของน่านเป็นยังไง สูตรใครก็สูตรใคร อร่อยแบบไม่ซ้ำใครดี
เราประเดิมเมนูบ้านๆ กันที่หมู่บ้านร้องแง เราได้เจอกับพ่ออุ๊ยแม่อุ๊ยที่แข็งแรงมากๆ อายุ 70 ยังปึ๋งปั๋ง บางคน 80 แล้วแต่พลังเหลือเฟือ เรี่ยวแรงดีพร้อมจะเข้าครัวปรุงเมนูเด็ดให้เราชิม
“
ยำผักเฮือก” (บางแห่งเรียก ยำผักเฮือด และสามารถเอาไปทำแกงได้ด้วย) ผักเฮือก หรือ ผักเฮือด (ไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ ตระกูลเดียวกับมะเดื่อ) จะผลิยอดแตกใบอ่อนเดือน ก.พ.มี.ค. ค่าที่มันมีรสเปรี้ยวและมัน ชาวบ้านก็เลยเอามายำ ใส่เครื่องจำพวก ข่า มะเขือส้ม (มะเขือเทศลูกเล็กๆ มีรสเปรี้ยว) เป็นจานเด็ดเฉพาะฤดูกาลขนานแท้ที่เด็ดไม่แพ้กัน
“ต๋ำเตา” (ยำเตา ก็เรียกกัน) หลักๆ ส่วนผสมคือ เตา หรือ เทา (สาหร่ายน้ำจืดชนิดหนึ่งมีในน้ำที่ไหลสะอาด) ลวกน้ำร้อน ใส่มะแว้ง มะเขือขื่น มะเขือพวง ตามด้วยปูนาต้ม ใบขิงอ่อนซอยเพิ่มความหอมซ่า ขาดไม่ได้พริกขี้หนูสด เตาจะนิ่มลื่น ต้องเคี้ยวคู่มะแว้ง มะเขือขื่น มะเขือพวง ที่ออกรสขม แกล้มพริก เผ็ดร้อนซ่าลิ้น อร่อยอย่าบอกใคร“
น้ำพริกปู๋” หน้าตาอาจไม่ค่อยพิสมัย สีดำๆ แต่พอชิมดูรู้เลยว่านี่ละคือสุดยอดน้ำพริกที่ต้องคนทำเป็นเท่านั้นถึงจะตำน้ำพริกปู๋ได้อร่อยและไม่เหม็นคาว กินกับข้าวเหนียวนึ่งร้อนๆ แนมด้วยหน่อไม้ต้ม โอ้...เอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอมหรือจะเป็นของกินเล่น
“ข้าวแคบ” ก็อร่อย กินเพลินๆ แบบไม่คิดอะไรมาก กรอบมันในตัว เพราะทำจากข้าวเจ้าตำผสมงา ใส่เกลือเล็กน้อยและคนกับน้ำเปล่า จนกลายเป็นน้ำแป้งพร้อมที่จะละเลียดบนผ้าขาวบาง (คล้ายกับการทำข้าวเกรียบปากหม้อ) พอสุกก็ตักไปวางบนแผ่นหญ้าคา ตากแดดวันเดียว แล้วค่อยทอดให้เหลืองจาก อ.ปัว เราก็ย้ายไปที่ อ.นาหมื่น ชาวบ้านที่นี่น่ารักมาก แถมยังทำอาหารได้อร่อยเสียด้วยสิ เมนูบ้านๆ ที่เราได้ลิ้มลองวันนั้น คือ
“ตำมะม่วง” หน้าร้อนมะม่วงดิบกำลังออกผล ชาวบ้านเลยคิดทำอะไรกินกัน วิธีทำก็ไม่ยาก (ชาวบ้านว่าอย่างงั้นนะ) มะม่วงดิบสับ (เหมือนสับมะละกอทำส้มตำนี่แหละ) ตำกับเครื่องปรุง ปลาย่าง น้ำปลาร้า กระเทียม พริกป่น ตำให้เข้าเนื้อ จนแหลกนั่นละ ถึงจะเรียกว่าได้ที่ เสิร์ฟกับผักลวก เช่น ผักกูด ดอกต้าง (ได้จากต้นต้างที่มักขึ้นอยู่บนดอย รสชาติขมอ่อนๆ แต่มีแคลเซียมสูงมาก)อีกจานที่ได้ใจเราไปเต็มๆ
“แกงไก่ใส่หยวกกล้วย” ซดน้ำแกงร้อนๆ ข้าวเหนียวนึ่งร้อนๆ ก็อิ่มแปล้ไปหนึ่งมื้อ ชาวบ้านบอกว่า ถ้าไม่ใช่งานฉลอง หรืองานต้อนรับแขกเหรื่อ ญาติสนิท ที่เดินทางมาจากแดนไกล ก็ยากอยู่ที่จะหากินเมนูนี้ได้ เพราะไหนจะโค่นต้นกล้วยเพื่อเอาเฉพาะส่วนที่เรียกว่า หยวก ไหนจะเชือดไก่ในเล้าอีกละ ฉะนั้นต้องวาระพิเศษจริงๆสำหรับเราอาหารทุกจานที่ได้ลิ้มลอง ไม่ใช่แค่การอยากสัมผัสรสชาติ แต่มันคือเรื่องมหัศจรรย์ของวัฒนธรรมการครัว ซึ่งสะท้อนถึงภูมิปัญญาอันเข้มแข็งชาวบ้านและรากเหง้าแห่งชุมชนที่ยังเกี่ยวกระหวัดกันไว้อย่างเหนียวแน่น แม้นั่นอาจจะถูกมองว่าเป็นเพียงเมนูบ้านๆ ก็ตาม
คนน่านน่ารัก อาหารน่านอร่อย ประทับใจไม่รู้ลืมขนาดนี้ เห็นทีจะต้องมีมาเยือนที่นี่บ่อยๆ เสียแล้ว ว่าไหมครับ?







