
โตแล้วไม่โกง
เสียงบอกเล่าของคุณแม่คนหนึ่งเมื่อปูทักทายว่า “สบายดีมั้ยพี่” “ตัวพี่อ่ะไม่เท่าไหร่หรอก ห่วงแต่เจ้าแป้งอ่ะ” แล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่
โดย...ปู โลกเบี้ยว
เสียงบอกเล่าของคุณแม่คนหนึ่งเมื่อปูทักทายว่า “สบายดีมั้ยพี่” “ตัวพี่อ่ะไม่เท่าไหร่หรอก ห่วงแต่เจ้าแป้งอ่ะ” แล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่
พี่สาวคนนี้ตอนที่ปูไปวิ่งออกกำลังกายหลังหมู่บ้าน ปูมักเจอพี่เขาเดินถือถุงอาหารและสัมภาระต่างๆ ส่วนตัวพะรุงพะรังกลับเข้าบ้านตอนเกือบห้าทุ่มเป็นประจำ เวลาปูออกไปวิ่ง เมื่อไหร่ที่เห็นพี่เขาจะรู้ทันทีว่าวันนี้เราวิ่งสายแล้ว (หมายถึง ดึกมากแล้วอ่ะ) เพราะห้าทุ่มแล้ว พี่เขาจะกลับบ้านตรงเวลาตลอด พี่เขาจึงเป็นเหมือนนาฬิกาของปู พี่เขาทำให้ปูนับถือในความเป็นแม่มากเลยอ่ะ ก็แกทำงานโรงงานตั้งแต่เช้ามืด แล้วก็ไปทำพาร์ตไทม์ที่ภัตตาคารแห่งหนึ่งในห้างจนเสร็จถึงได้กลับบ้าน แล้วก็มักจะถือของกินกลับมาให้ลูกสาวเสมอ ไอ้ปูก็คิดว่าพี่เขาคงลำบากเลยต้องทำงานหลายที่เพื่อหาเงินส่งให้ลูกเรียน เปล่า... ลูกสาวอ่ะโชคดีที่มีคุณป้า (พี่สาวพ่อ) ที่มีสามีเป็นฝรั่งคอยส่งเสียให้เรียน เพราะสามีพี่เขาเสียไปนานแล้ว เลยเข้ากรุงเทพฯ มาอยู่กับพี่สาวสามี อาศัยบ้านเขาอยู่เพื่อให้ลูกได้เรียนดีๆ ในกรุงเทพฯ นั่นเอง จึงต้องทำงานเพื่อจะได้ไม่ไปรบกวนพี่ผัวให้มากนัก ปูล่ะนับถือจริงๆ เลย พอเจ้าน้องแป้งเรียนจบ ป้าก็ให้ไปเรียนต่อที่เมืองนอก แต่น้องอยู่ไม่ได้ ไม่รู้ยังไง กลับมาเร่ร่อนหางานในกรุงเทพฯ ซะงั้นแหละ ดูเหมือนชีวิตน้องและแม่เขาคงไม่น่าจะมีอะไรให้หนักใจ แต่เปล่าเลย ปรากฏว่าน้องยังวัยรุ่นไง ใจร้อน แล้วคงถูกเลี้ยงมาแบบตามใจ เลยไม่ค่อยรู้ร้อนรู้หนาวอะไร ไม่สนุกกับงานนี้ก็ออกหาใหม่อยู่อย่างนี้ พออยู่บ้านก็กินกะนอนดูซีรีส์หรือคอนเสิร์ตเกาหลี คลั่งพวกจูเนียร์ทั้งหลายนั่นแหละ จนตัวใหญ่มากกกก แต่น้องเขาหน้าตาสวยนะ ทั้งสวยทั้งน่ารักเลยล่ะ แค่ตัวใหญ่ไปหน่อยเท่านั้นเอง อิอิ แม่ก็พร่ำบอกทุกวันว่า “ออกกำลังกายบ้างเถอะ หน้าตาสวยก็จริง แต่ถ้าหุ่นไม่ดีใครเขาจะรับทำงานล่ะ” พออาที่เป็นอาจารย์มาเยี่ยมหลาน ก็พาลต่อว่าแม่ว่าเลี้ยงลูกยังไงเนี้ย อ้าว! นี่ไงความผิดอยู่ที่แม่ตามใจไง ก็วัยรุ่นอ่ะนะ พี่สาวบอกว่าพอพร่ำสอนลูกก็หาว่าขี้บ่นอยู่นั่นแหละ “เบื่อ ๆๆๆๆ”
นั่นทำให้ปูนึกถึงเด็กๆ ที่อยู่ในศูนย์เด็กกำพร้า เด็กสี่สิบต่อคุณครูหนึ่งคนอ่ะ ปูเคยแอบเข้าไปดูเบื้องหลังของการดูแล เห็นแล้วซู้ดยอดเลย ไม่สงสัยเลยว่าทำไมเวลาเข้าไปเยี่ยมน้องๆ ถึงได้มีกลิ่นแปลกๆ ก็ถ้าเด็กเล็กเด็กอ่อนอ่ะอาจจะแค่สิบกว่าคนต่อคนดูแลหนึ่งคน เวลาเขาทำความสะอาดน้องๆ คือ เอามาวางรวมๆ ไว้แล้วเอาสายยางค่อยๆ ราดน้ำถูสบู่พร้อมๆ กัน แล้วราดด้วยสายยางนั่นแหละเสร็จก็เช็ดๆ จับไปไว้ในคอกเลี้ยงอีกที ไม่ได้อาบกันทุกวันนะจ๊ะ สองวันอาบที ไม่ว่าเขาหรอก เพราะไม่มีคนจะทำอ่ะ ค่าแรงน้อยมาก เดือนหนึ่งไม่ถึงห้าพัน ใครจะไปประณีตล่ะ เลี้ยงเด็กคนหนึ่งก็เหนื่อยจะตายอยู่แล้ว นี่ตั้งกี่คนล่ะ แล้วแต่ละคนก็ช่วยตัวเองกันไม่ค่อยได้ พอโตมาหน่อยก็ให้พี่เลี้ยงน้อง ร่วมด้วยช่วยกัน หรือไม่ก็รอให้ผู้คนที่มีจิตอาสาหรือเข้ามาทำบุญช่วยดูแลกันไป คุณครูที่นี่บอกว่าบางทีเราจะรู้จะเห็นเลยว่าใครคือพ่อแม่ของเด็กกำพร้าที่ถูกทิ้งพวกนี้ สังเกตได้ง่ายๆ เลยคือ จะมาทำบุญบ่อยมาก มาทีไรก็จะมองจ้องแต่เด็กคนโปรดของเขาล่ะ คนอื่นก็น่าสงสารเหมือนกัน แต่กลับไม่สนใจ แล้วน้ำตาไหลพรากตลอดเวลา บางทีดูฐานะก็ร่ำรวยดี แต่ทำไมถึงทิ้งลูกก็ไม่รู้ คงอายมั้งที่มีลูกพิการ เลยรับไม่ได้แล้วมาไถ่โทษด้วยการเข้ามาดูแลแบบห่างๆ ทุเรศน่ะพวกเนี้ย แล้วเขาจะรู้มั้ยเนี่ยว่าเด็กพวกนี้โตมายังไง
น้องชายปูที่ชอบไปตีไก่หลังศูนย์เด็กกำพร้าเห็นพฤติกรรมเด็กๆ เหล่านี้บ่อยๆ เล่าให้ฟังว่า เด็กศูนย์พวกเนี้ยตัวแสบนะพี่ปู คือ เด็กในศูนย์น่ะพอโตเขาจะส่งให้ออกไปเรียนข้างนอกในโรงเรียนของรัฐบาล ให้สตางค์ค่ารถค่ากินหนมนิดหน่อย ยี่สิบห้าสิบเท่านั้นแหละ พอออกนอกศูนย์ก็ได้เจอโลกภายนอก พ่อแม่ก็ไม่มีสั่งสอน ความอบอุ่นก็ไม่เคยได้รับ จะมีก็แต่ความห่วงใยของบรรดาคุณครูที่ดูแล ซึ่งน้อยนิดเหลือเกิ๊น บางทีก็ออกไปทำผิดเพื่อหาเงินไปเล่นเกมเล่นอินเทอร์เน็ต เพราะเงินที่ได้พอที่ไหนล่ะ พวกลูกคุณหนูคนรวยได้วันละร้อยสองร้อยยังไม่พอเล้ยสมัยนี้ เด็กคนไหนใฝ่ดีก็ดีไป เด็กดีก็จะรู้จักเก็บออมถึงเงินจะน้อย ฉลาดหน่อยก็จะเอาข้าวจากศูนย์ห่อไปกินที่โรงเรียนด้วย เพราะที่ศูนย์มีคนเอาข้าวของมาบริจาคกันแทบทุกวัน แต่ถ้าคนไหนหลงความฟุ้งเฟ้อจากโลกภายนอกที่ยั่วยวนกลายเป็นเด็กเ_ี้ยก็เยอะอยู่ ทำไงได้ล่ะปากกัดตีนถีบต้องเอาชีวิตรอดในสังคมอ่ะ จะโทษใครดีล่ะเนี้ย??? พวกที่มีพ่อมีแม่คอยดูแลยังเลวกันได้เลยอ่ะ แล้วเด็กพวกนี้ไม่มีอะไรสักกกกอย่าง







