
ไผเป็นไผ คำนี้สำคัญนัก
โดย...ว.วชิรเมธี ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตตยาลัย
โดย...ว.วชิรเมธี ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตตยาลัย
นักปราชญ์ใหญ่คนหนึ่งเดินทางด้วยรถม้าไปตามหมู่บ้านต่างๆ เพื่อสอดส่องดูความเป็นไปของบ้านเมือง เมื่อรถม้ามาถึงปากทางเข้าหมู่บ้านแห่งหนึ่ง รถก็หยุดกึกลง มหาปราชญ์จึงตะโกนถามสารถีออกมาจากในรถว่า ทำไมรีบหยุดรถ นายสารถีตอบว่า มีเด็กคนหนึ่งยืนขวางทางอยู่ มหาปราชญ์จึงชะโงกหน้าออกมา ก็เห็นเด็กคนหนึ่งท่วงท่าดูหลักแหลม ยืนเท้าสะเอวมองสวนขึ้นมาอย่างไม่ปะหวั่นพรั่นพรึงต่อผู้ที่อยู่ตรงหน้า
“หนู หลีกทางให้ลุงหน่อย” มหาปราชญ์ขอร้อง
“ทำไมต้องหลีก ลุงไม่เห็นหรือ หนูกำลังก่อกำแพงอยู่ ในโลกนี้หนูไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่ามีกำแพงที่ไหนต้องหลีกทางให้รถ มีแต่รถต้องหลีกทางให้กำแพง” เจ้าหนูตอบ
“บ๊ะ เจ้านี่ไม่ธรรมดาซะแล้ว” มหาปราชญ์คิดในใจ รีบกุลีกุจอลงจากรถพลางถามเจ้าหนูว่า
“หนูไม่รู้จักลุงหรือ ลุงน่ะใครๆ ในแผ่นดินนี้เขาก็รู้จักกันทั้งนั้นแหละ”
“ลุงเป็นใครล่ะ” เจ้าหนูยิงคำถาม
“ใครต่อใครเรียกลุงว่าเป็นมหาปราชญ์” มหาปราชญ์เอามือลูบเคราขาวโพลนตอบอย่างภาคภูมิ
“อ้อ! เป็นนักปราชญ์นี่เอง ถ้างั้นลุงคงมีความรู้เยอะล่ะสิ”
“โอ๊ย! ลุงเขียนตำราไว้มากมายเป็นร้อยเล่มแน่ะ”
“ถ้างั้นขอถามหน่อย ลุงรู้มั้ย บนฟ้ามีดาวกี่ดวง”
“แหม! ถามอะไรที่มันใกล้ตัวกว่านี้หน่อยสิ พ่อทูนหัว” มหาปราชญ์ตะล่อม
“ก็ได้ ถ้างั้นขนคิ้วและผมบนหัวของลุงมีกี่เส้นล่ะ” เจ้าหนูถามเรื่องใกล้ตัวสุดๆ
มหาปราชญ์ไม่ยอมตอบคำถามนี้ รีบเดินกลับขึ้นรถ บอกสารถีให้หลีกรถออกห่างจากกำแพงทรายที่หนูกำลังก่อทิ้งไว้ แล้วก็ปลีกตัวออกไปอย่างสงบ
นิทานปรัชญาจีนเรื่องนี้ไม่มีบทสรุป เชิงเรื่องนี้สอนให้รู้อะไร เพราะคนส่วนใหญ่ย่อมจะรู้อยู่แก่ใจแล้วว่าแก่นของเรื่องอยู่ตรงไหน ผู้เขียนขอสรุปว่า ที่มหาปราชญ์ต้องมาพ่ายเด็กคราวเหลนนั้น ก็เพราะท่านรู้สารพัดอย่างในโลกนี้ แต่มีอยู่เรื่องหนึ่งที่ท่านไม่เคยรู้จักอย่างถ่องแท้เลย คือ “การรู้จักตัวเอง”
การรู้จักตัวเองเป็นคุณสมบัติสำคัญประการหนึ่งในคุณสมบัติทั้ง 7 ประการของ “คนดี” ตามที่พระพุทธเจ้าทรงนิยามเอาไว้ นั่นคือ
1.รู้จักเหตุ
2.รู้จักผล
3.รู้จักตน
4.รู้จักประมาณ
5.รู้จักกาล
6.รู้จักการเข้าสังคม
7.รู้จักความแตกต่างระหว่างบุคคล
ความรู้ทั้ง 7 นี้ สถาบันการศึกษาน้อยแก่งจะนำมาสอน โดยมากทุกวันนี้ สถาบันการศึกษาต่างๆ มุ่งสอนให้คนรู้เฉพาะวิชาที่จะทำมาหาเลี้ยงชีพ แต่ไม่สอนวิชาที่จะทำให้รู้จักใช้ชีวิตอย่างมีความสุข
คนส่วนใหญ่ในยุคโพสต์โมเดิร์นจึงเต็มไปด้วยคนประเภทประสบความสำเร็จในการทำงาน แต่กลับไม่ค่อยประสบความสำเร็จในการใช้ชีวิต หรือประสบความสำเร็จในฐานะคนทำงานคนหนึ่ง แต่กลับไม่ค่อยประสบความสำเร็จในฐานะของมนุษย์ผู้ประเสริฐคนหนึ่ง
เมื่อสถาบันการศึกษาต่างๆ ไม่นิยมสอนวิชาที่ทำให้แต่ละคนรู้จักตนของตนอย่างถ่องแท้ จึงมีแต่คนที่ “สุกๆ ดิบๆ” อยู่มากมายในสังคม คนดีจริง เก่งจริง นับวันจะหายาก ส่วนคนจำพวกอวดดี แต่ไม่มีดีจะอวด อวดเก่ง แต่ไม่เก่งจริง รู้น้อย แต่ทำเป็นรู้มาก จึงเดินกันอยู่เกลื่อนเมือง
คนที่รู้อะไรต่อมิอะไรมากมาย แต่ไม่เคยเรียนรู้จักตนเองอย่างถ่องแท้ ก็ย่อมจะไม่รู้จัก การประมาณตนว่าใครเป็นใคร ตัวเองกับคนอื่นต่างกันอย่างไร เมื่อไม่รู้จักการประมาณตน จึงไม่รู้จักการจัดวางตนไว้ใน “ตำแหน่งแห่งที่” อันคู่ควรภาษาพระเรียกว่า “ไม่รู้จักอาสนะ” คือที่ที่ตนควรนั่งหรือไม่ควรนั่ง ตัวเองเป็นพระธรรมดาไพล่ไปนั่งเก้าอี้ของสมเด็จพระราชาคณะ ตัวเองเป็นแค่เลขาฯ หน้าห้อง แต่ทำตัวกร่างยิ่งกว่าผู้เป็นนาย ตัวเองเป็นแค่ภรรยา แต่ทำหน้าที่ยิ่งกว่าสามีผู้เป็นรัฐมนตรีเสียอีก คนที่ไม่รู้จักตัวเองและไม่เคยประมาณตัวเองตามความเป็นจริงอย่างนี้ เป็นคนที่มีชะตากรรมในตอนจบไม่สู้ดีนัก
คนที่รู้ทุกอย่าง
แต่ไม่เคยรู้จักตนและไม่เคยประมาณตน จึงเป็นน่าสงสาร
น่าสงสารพอๆ กับพระธรรมไตรโลกในสมัยรัชกาลที่ 4
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชศรัทธาต่อสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) มากเป็นพิเศษ ทรงยกให้สมเด็จฯ เป็นพระ “ปาปมุต” ที่อยูนอกเหนือคำวิพากษ์วิจารณ์ สมเด็จฯ จะทำการใดก็ทรงเห็นชอบไปเสียแทบทุกอย่าง เรียกได้ว่าทรงยกให้สมเด็จฯ เป็น “มหาคุรุ” ประจำราชสำนักก็คงไม่ผิด
อยู่มาวันหนึ่ง ทรงอาราธนาสมเด็จฯ ไปแสดงธรรมที่พระราชฐานฝ่ายในเป็นเวลา 3 วันติดต่อกัน พอถึงวันที่ 2 มีพระราชประสงค์จะสดับฟังธรรมเทศนาแต่เพียงสั้นๆ (นัยว่าเจ้าจอมองค์หนึ่งจะประสูติ) แต่กระนั้นก็ทรงกริ่งเกรงไม่กล้าแจ้งให้สมเด็จฯ ทราบ ฝ่ายสมเด็จฯ ก็แสดงพระธรรมเทศนาเสียยาวเหยียดกว่าทุกครั้ง ในหลวงทรงกระสับกระส่ายพระราชหฤทัยเป็นอันมาก แต่สมเด็จฯ ก็ไม่ยอมลงจากธรรมาสน์เสียที
พอถึงวันที่ 3 เจ้าจอมประสูติเรียบร้อยแล้ว ในหลวงทรงมีพระราชหฤทัยปลอดโปร่งพร้อมที่จะรับพระธรรมเทศนาได้อย่างเต็มที่ ไม่มีกังวล แต่สมเด็จฯ กลับเทศน์เสียสั้นจนน่าตกใจว่าเกิดอะไรผิดปกติขึ้นมาหรือเปล่า เพราะท่านเทศน์โดยเริ่มตั้งนะโม ตัสสะ ฯลฯ แล้วก็ถวายพระพรว่า “จะถวายพระธรรมเทศนาหมวดใดๆ มหาบพิตรก็ทรงทราบอยู่หมดแล้ว เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้”
นี่คือพระธรรมเทศนากัณฑ์ที่สั้นที่สุดในโลกที่แสดงโดยพระสงฆ์ไทย
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ตรัสถามว่า ทำไมวันวานไม่อยากฟัง กลับเทศน์เสียยาวนัก ส่วนวันนี้อยากฟัง กลับเทศน์เสียสั้นนัก สมเด็จฯ ถวายพระพรว่าวันวานพิจารณาเห็นว่าในหลวงทรงมีพระราชหฤทัยขุ่นมัว จึงต้องอบรมกันยาวเป็นพิเศษ แต่วันนี้เห็นว่าทรงมีพระราชหฤทัยผ่องใส จะไม่ทรงสดับพระธรรมเทศนาก็ได้ ถ้อยอรรถาธิบายของสมเด็จฯ ทำให้พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระสรวลอย่างอารมณ์ดี
ต่อมาพระธรรมไตรโลก (รอด) วัดโมลีโลกยาราม ได้รับอาราธนาให้ไปถวายพระธรรมเทศนาเช่นนั้นบ้าง ท่านคงได้ยินได้ฟังเรื่องราวของสมเด็จฯ มาก่อนหน้านั้นบ้างแล้ว พอมรรคนายกอาราธนาธรรมจบ พระธรรมไตรโลกก็แสดงพระธรรมเทศนาอย่างย่นย่อตามอย่างสมเด็จฯ บ้าง แต่คราวนี้ผลต่างกันลิบลับ เพราะพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงกริ้วถึงขนาดทรงมีรับสั่งกับพระธรรมไตรโลกว่า
“เหมือนขรัวโตหรือจึงเอาอย่าง ยกให้แต่ขรัวโตองค์เดียวเท่านั้น”
พระธรรมไตรโลกรู้ดีว่าชะตาขาดเสียแล้ว กลับจากเทศน์ในวังคราวนั้น จึงรีบกุลีกุจอทำหนังสือขอพระราชทานอภัยโทษส่งไปยังสำนักพระราชวังโดยด่วน ดังมีหลักฐานปรากฏอยู่ในจดหมายเหตุรัชกาลที่ 4 สืบมาจนทุกวันนี้







