posttoday
อำนาจธรรมสยบมารด้วยอนุตตรอินทรียภาวนาวิธี (จบ)

อำนาจธรรมสยบมารด้วยอนุตตรอินทรียภาวนาวิธี (จบ)

16 สิงหาคม 2555

ปฏิบัติโดยวิธีอนุตตรอินทรียภาวนา จึงควรค่าต่อชีวิต ซึ่งสาธุชนควรศึกษาให้เข้าใจ เพื่อถือประพฤติปฏิบัติ

โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส

“ปฏิบัติโดยวิธีอนุตตรอินทรียภาวนา จึงควรค่าต่อชีวิต ซึ่งสาธุชนควรศึกษาให้เข้าใจ เพื่อถือประพฤติปฏิบัติ โดยมีหลักการสรุปย่อพอเข้าใจได้ไม่ยากว่า วิธีการดังกล่าว พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงสั่งสอนให้อบรมอุเบกขาทางอินทรีย์ทั้งหก ได้แก่ การรับรู้ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย และทางใจ โดยให้จับอารมณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละช่องทาง ดังเช่น ทางตา เมื่ออาศัยตากับรูปที่ประจวบกันและวิญญาณเข้าไปรับรู้ในอารมณ์ที่เกิดขึ้นจากตาประจวบกับรูป หรือทางหูที่ประจวบกับเสียง”

วิธีปฏิบัติตามที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสั่งสอนใน “อนุตตรอินทรียภาวนา” นั้น เป็นการอบรมอินทรีย์ ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ให้มีประสิทธิภาพประสิทธิผล เกิดอำนาจอุเบกขาธรรมขึ้นมาในอารมณ์ ซึ่งจะทำให้สิ้นไปจากอำนาจความชอบใจไม่ชอบใจ ความยินดีความยินร้าย หรือทั้งสองในขณะที่ประสบอารมณ์ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ให้สิ้นไปได้อย่างน่าอัศจรรย์ที่สำคัญ ทำให้เกิดความอึดอัดระอารังเกียจต่อความยินดียินร้าย ความชอบใจไม่ชอบใจ หรือทั้งสองอย่าง : ซึ่งจะเกิดกับผู้ศึกษาปฏิบัติที่จะได้ดับเชื้ออันจะนำไปก่อให้เกิดความทุกข์ต่อการดำเนินชีวิต ด้วยอำนาจแห่งอุเบกขาธรรม ที่เป็นปราการธรรมคุ้มครองรักษาจิตใจให้ไม่หวั่นไหว หวาดวิตก หรือรื่นเริงยินดี จนขาดสติปัญญา ไปตามสภาวการณ์แห่งโลกียวิสัยที่ซับซ้อนยอกย้อนยิ่งในสังคมโลกปัจจุบัน

การถือปฏิบัติโดยวิธีอนุตตรอินทรียภาวนา จึงควรค่าต่อชีวิต ซึ่งสาธุชนควรศึกษาให้เข้าใจ เพื่อถือประพฤติปฏิบัติ โดยมีหลักการสรุปย่อพอเข้าใจได้ไม่ยากว่า วิธีการดังกล่าว พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงสั่งสอนให้อบรมอุเบกขาทางอินทรีย์ทั้งหก ได้แก่ การรับรู้ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย และทางใจ โดยให้จับอารมณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละช่องทาง ดังเช่น ทางตา เมื่ออาศัยตากับรูปที่ประจวบกัน และวิญญาณเข้าไปรับรู้ในอารมณ์ที่เกิดขึ้นจากตาประจวบกับรูป หรือทางหูที่ประจวบกับเสียง... ซึ่งเกิดอารมณ์ที่ชอบใจบ้าง ไม่ชอบใจบ้าง ทั้งสองอย่างบ้าง ก็ให้จับอารมณ์มาพิจารณาให้เห็นสภาพที่เป็นจริง จนเห็นชัดเจนในอารมณ์นั้นๆ ว่าเป็นสิ่งที่ถูกปรุงแต่งขึ้นมาเป็นของหยาบ เป็นของที่อาศัยเหตุปัจจัยบังเกิดขึ้น เพื่อเข้าให้ถึงชั้นความจริงแห่งสภาพธรรมนั้นๆ จนเกิดปัญญาเห็นตามความเป็นจริง ให้เกิดอำนาจธรรมที่สามารถวางใจเป็นกลางได้ ซึ่งเป็นอำนาจธรรมที่ละเอียดประณีตที่เรียกว่า “อุเบกขาธรรม” จึงเป็นธรรมปฏิบัติที่เกิดขึ้นด้วยการปฏิบัติ

จนจิตเกิดปัญญาเพ่งพินิจรู้ สามารถพิจารณาให้เห็นเหตุ เห็นผล เห็นความจริงได้ จนสามารถละวางความชอบใจไม่ชอบใจ ความยินดีความยินร้าย ที่เกิดขึ้นแล้วออกไปได้ด้วยการพิจารณา จนเกิดความรู้ ความเข้าใจในอารมณ์นั้นๆ ตามหลักพิจารณาที่กล่าวมา จนเกิดความรู้ที่เป็นปัญญา ที่สามารถวางเฉยต่ออารมณ์เหล่านั้น ไม่ให้จิตน้อมออกไปรับยึดเหนี่ยวข้องติดในอารมณ์นั้นๆ จนในที่สุด อารมณ์เหล่านั้นได้ดับสิ้นไป ด้วยอำนาจแห่งอุเบกขาธรรมที่เกิดจากปัญญา ไม่ต้องอดทนอดกลั้นให้เหนื่อยจิต เพื่อต่อสู้กับอารมณ์เหล่านั้นที่พยายามสร้างภาวะบีบเค้นบีบคั้นจิต เพื่อให้สูญสภาพแห่งความทนทาน จนจิตเกิดลำเอียงไหลไปตามกระแสแห่งอารมณ์ให้เกิดอคติขึ้นในจิตใจ จนเกิดการคิดนึกที่นำไปสู่อกุศล ก่อให้เกิดความทุกข์ไม่รู้จบ ไม่รู้สิ้น

จึงเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาชีวิตให้มีคุณภาพ ตามฐานะมนุษย์อันเป็นสัตว์ประเสริฐที่จะต้องรู้จักการควบคุมตนเอง โดยการชนะใจตนเอง ไม่พ่ายแพ้ต่ออารมณ์ที่เข้ามาปรุงแต่ง สร้างความรู้สึกให้ไหลหลงไปกับความยินดียินร้าย ความชอบใจไม่ชอบใจ หรือทั้งสองประการ ด้วยวิธีการเจริญอนุตตรอินทรียภาวนา ที่มีหลักปฏิบัติโดยให้ใช้ปัญญาพิจารณาในขณะที่ประสบอารมณ์ทางอินทรีย์ทั้งหก จนสามารถดับอารมณ์หรือชนะอารมณ์เหล่านั้นได้ ด้วยปัญญาที่มองเห็นถนัดชัดแจ้งว่า อารมณ์เหล่านั้นเป็นของปรุงแต่ง มิใช่ของจริง เป็นของหยาบ ไม่มีความละเอียดประณีต เป็นของที่ปรุงแต่ง อาศัยปัจจัยบังเกิดขึ้น ไม่คงทนใดๆ มีความเกิดดับเป็นธรรมดา

เป็นมายาโลกไว้หลอกลวงสัตว์โง่เขลา ที่ให้หลงงมงายจนไม่รู้ว่า อะไรคือสาระ อะไรคืออสาระ... อะไรคือประโยชน์โดยธรรม หรือไม่ใช่ประโยชน์... อะไรควร ไม่ควรตามฐานะความเป็นมนุษย์... หรืออะไรควรยินดีหรือไม่ควรยินดี จนสับสนอลเวงให้มึนงง สยบติดกับความไม่รู้ จนสูญเสียคุณภาพจิตใจให้ขาดสติปัญญา แยกไม่ออก บอกไม่ถูก ว่า อะไรคือความจริง อะไรคือสิ่งที่เป็นจริง อะไรคือคุณค่าแท้ อะไรคือคุณค่าเทียม จนให้ถึงแก่ความหายนะด้วยความไม่รู้ดังกล่าว เพราะขาดการศึกษาปฏิบัติพัฒนาจิตใจตนเองให้มีสติปัญญา ซึ่งทำให้ขาดการสร้างปราการธรรมขึ้นคุ้มครองรักษาจิต อันได้แก่ อำนาจอุเบกขาธรรม จึงทำให้วุ่นวายอยู่ในม่านมายาแห่งความหลอกลวงของโลกไม่รู้จักจบ..ไม่รู้จักสิ้น โดยเฉพาะอำนาจมารในยุคโลกาภิวัตน์นี้ น่ากลัวจริงๆ หากขาดการสร้างสติปัญญาให้แข็งแกร่ง สัตว์ทั้งหลายรอดจากอำนาจมารได้ยากแท้...

เจริญพร

ข่าวล่าสุด

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน