
“ลูกยิ่งดื้อ ต้องยิ่งรัก” กฏเหล็กที่ร้อยหัวใจแม่ลูกวัชราภัย
“เต็มสิบค่ะ” คือคำตอบสุดท้าย เมื่อถามถึงระดับความสนิทของสองแม่ลูก คุณแม่ ศรีชนก วัฒนศิริ
โดย...มีน
“เต็มสิบค่ะ” คือคำตอบสุดท้าย เมื่อถามถึงระดับความสนิทของสองแม่ลูก คุณแม่ ศรีชนก วัฒนศิริ เจ้าของธุรกิจส่งออกอาหารสำเร็จรูปภายใต้แบรนด์ ไทยช้อยส์ วัย 58 ปี และลูกสาว แพร วัชราภัย ผู้จัดการผลิตภัณฑ์ พอนด์ส เอจ มิราเคล เซลล์รีเจน และพอนด์ส โกลด์ เรเดียนซ์ วัย 28 ปี
คุณแม่คนสวย เล่าว่า ถึงลูกจะโตแล้ว แต่ก็ยังสนิทกันมาก ต้องเจอกันทุกวัน ประมาณว่าถึงจะไม่ได้มีเวลานั่งพูดคุย เพราะต่างฝ่ายต่างงานยุ่ง แต่อย่างน้อยภารกิจที่คุณแม่ทำมาไม่เคยมีวันหยุด คือตอนเช้าจะต้องเปิดประตูเข้าไปดูว่าลูกนอนหลับดีไหม ห่มผ้าหรือเปล่า เพราะหลายครั้งที่แพรมักหลับไปพร้อมกับงานหรือหนังสือ ลืมปิดไฟ แต่ก็มีบางครั้งที่แพรยังไม่ตื่น คุณแม่ก็จะแต่งตัวเสร็จแล้วเข้ามาดูลูกอีกรอบ
“ด้วยความที่แพรเป็นลูกคนแรก เลยติดแม่มาก แม่คิดว่าลูกคนนี้เหมือนฟ้าประทาน เกิดมาพร้อมกับความโชคดี ด้วยหน้าตาและบุคลิกที่อ่อนหวานทำให้แพรไปถึงไหนก็สามารถสร้างความประทับใจครั้งแรก (First Impression) มีแต่คนรักและเอ็นดู”
งานนี้ยังได้รับการการันตีจากลูกสาวคนสวยที่นั่งอมยิ้มอยู่ข้างๆ ด้วยว่า “สนิทมากค่ะ ถึงขนาดนอนด้วยกันตลอดทุกคืน จนแพรอายุ 15 ปี ทุกวันนี้ถึงจะโตแล้ว แพรยังชอบอ้อนแม่ด้วยการหนุนนอนตัก ให้แม่ปั่นหูให้ แล้วแพรก็เล่าให้แม่ฟังว่าวันนี้ไปทำอะไรมาบ้าง แม่ก็ชอบล้อแพรว่า ขอลาออกจากงานนี้ แต่แพรก็ไม่ยอม (หัวเราะ)”
สำหรับสิ่งที่ลูกสาวคนนี้ทำให้คุณแม่ภาคภูมิใจมากที่สุด คงหนีไม่พ้นนิสัยรักดี ทำอะไรทำจริง แต่ทว่าด้วยนิสัยที่ทำจริงเชื่อมั่นในตัวเอง จนบางครั้งมากเกินไปนี่เอง ครั้งหนึ่งเคยเป็นสาเหตุที่ทำให้คุณแม่โกรธลูกสาวสุดเลิฟมากๆ มาแล้ว
“คุณแม่วางแผนไว้แล้วว่าพอแพรอายุ 12 ปี จะส่งไปเรียนเมืองนอก พอถึงเวลาก็ส่งแพรไปเรียนที่ออสเตรเลียจริง ตอนแรกด้วยความที่เป็นเด็กเราก็อยากไปเนอะ แต่พออยู่ไปได้ 1 ปี รู้สึกเหงามาก อยากกลับบ้าน โทร.มาขอแม่กลับบ้าน แม่ก็บอกให้รออีกปี เราก็รอ จนพอครบปีก็ขอแม่กลับอีก แม่ก็พูดเหมือนเดิม ซึ่งตอนนั้นแพรคิดว่าแม่คงหลอกแล้ว เลยแอบหนีกลับมาบ้านเองเลย พอแม่เจอหน้าแพรก็ตกใจ แต่แปลกมากคือแม่ไม่ว่า ไม่ตี เพียงแต่บอกว่าต่อไปนี้ให้แพรจัดการกับอนาคตของตัวเองเอง”
ทั้งหมดนี้ก็เพราะคุณแม่ศรีชนกถือคติว่า ไม้เรียวไม่ใช่คำตอบ ยิ่งลูกดื้อมากเท่าไร เธอเห็นว่าคนเป็นพ่อเป็นแม่ต้องยิ่งรักลูกให้มากขึ้นเท่านั้น เพราะคุณแม่เชื่อว่า ถ้าลูกดื้อแล้วพ่อแม่ก็เอาแต่ตีลูก จะยิ่งสั่งสมความโกรธให้กับทั้งสองฝ่าย และสุดท้ายก็จบลงด้วยความรู้สึกที่ไม่ดีทั้งคู่ แต่ในทางกลับกัน ถ้าเลือกที่จะใช้ความรักเยียวยาปัญหา ความโกรธของพ่อแม่ที่มีจะกลายเป็นความเมตตา เอื้ออาทรต่อลูก ปัญหาและความขัดแย้งที่มีก็จะบรรเทาลง
อีกหนึ่งความสนใจที่ทำให้สองแม่ลูกคู่นี้ยกระดับความซี้มากขึ้น คือ เรื่องความสวยความงาม ซึ่งคุณแม่ปลูกฝังลูกสาวคนสวยมาตั้งแต่เด็ก คือเรื่องความสะอาดในการดูแลผิวที่ห้ามละเลย เพราะเป็นคีย์สำคัญ แต่เมื่อโตขึ้น แน่นอนว่าต้องอาศัยตัวช่วยอย่างครีมบำรุงผิวมาช่วยคลายความเหนื่อยล้าของผิวที่มากขึ้นตามอายุ
ไม่แปลกใจเลยทำไมคุณแม่และคุณลูกถึงสวยสมวัยไม่เคยเปลี่ยน...







