
ประชากรในภูมิภาคเอเชียน 2
สัปดาห์ที่แล้ว อาจารย์ ดร.วิราภรณ์ โพธิศิริ นำเสนอถึงประชากรในภูมิภาค ASEAN โดยเริ่มจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
โดย...รศ.ดร. วิพรรณ ประจวบเหมาะ
สัปดาห์ที่แล้ว อาจารย์ ดร.วิราภรณ์ โพธิศิริ นำเสนอถึงประชากรในภูมิภาค ASEAN โดยเริ่มจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว สัปดาห์นี้อาจารย์นำเสนอต่อถึงประเทศบ้านใกล้เรือนเคียง คือ ประเทศกัมพูชา
จากข้อมูลล่าสุดของ Population Reference Bureau แสดงให้เห็นว่ากัมพูชามีประชากรประมาณ 15 ล้านคน มีอัตราการเพิ่มประชากรร้อยละ 1.7 ต่อปี กัมพูชายังอยู่ในช่วงการเปลี่ยนผ่านทางประชากร ภาวะการเกิดแม้จะลดลงมาบ้าง แต่ก็ยังอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง กล่าวคือ ผู้หญิงคนหนึ่งมีลูกโดยเฉลี่ยตลอดวัยเจริญพันธุ์ประมาณ 3 คน และมีภาวะการตายของทารกในระดับที่ยังค่อนข้างสูงเช่นกัน คือ ประมาณ 57 คนต่อเด็กเกิดมีชีพ 1,000 คน ซึ่งสูงกว่าอัตราการตายของทารกของไทยประมาณ 4-5 เท่า การตายภายในขวบปีแรกของทารกในกัมพูชาที่ยังคงอยู่ในระดับสูง น่าจะเนื่องมาจากโรคติดเชื้อต่างๆ ดังเช่น การเสียชีวิตของทารกและเด็กกัมพูชาด้วยโรคมือ เท้า ปาก ที่ปรากฏอยู่เป็นข่าวในขณะนี้ ภาวะการตายของทารกที่ยังคงอยู่ในระดับสูงนี้น่าจะสะท้อนถึงระดับการพัฒนาด้านการสาธารณสุข และระดับการเข้าถึงบริการที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ของประเทศ
เมื่อพิจารณาถึงระดับการพัฒนามนุษย์ จากข้อมูลของสำนักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) พบว่า ในปี พ.ศ. 2554 กัมพูชามีระดับการพัฒนาคนที่ใกล้เคียงกับลาว โดยจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีระดับการพัฒนามนุษย์ในระดับกลาง และจัดอยู่ในลำดับที่ 139 จาก 187 ประเทศ โดยกัมพูชามีมิติการพัฒนามนุษย์ในด้านความยืนยาวของชีวิต และรายได้มวลรวมประชาชาติต่อหัวต่ำกว่าลาว แต่ประชากรมีระยะเวลาที่ได้รับการศึกษาโดยเฉลี่ยสูงกว่าลาวเล็กน้อย (5.8 ปีในกัมพูชาเทียบกับ 4.6 ปีในลาว)
ในปัจจุบันประชากรในกัมพูชาส่วนใหญ่จะเป็นประชากรในวัยเด็กและวัยรุ่นหรือวัยแรงงานตอนต้น ทำให้รัฐบาลมีนโยบายเรื่องการพัฒนาเด็กและเยาวชนเป็นหลัก แต่จากข้อมูลการสำรวจหลายแหล่งสะท้อนให้เห็นว่า กลุ่มผู้สูงอายุเป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่ควรได้รับความสนใจเช่นกัน HelpAge International ซึ่งเป็นองค์กรเอกชนไม่แสวงหาผลกำไร มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือและพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุในระดับนานาชาติ ได้เรียกร้องให้รัฐบาลกัมพูชาให้ความสนใจกับกลุ่มผู้สูงอายุที่กำลังเพิ่มจำนวนขึ้น และส่วนใหญ่ประสบปัญหาความยากจน และอาศัยอยู่ในชนบท โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้สูงอายุหญิงซึ่งส่วนใหญ่เป็นม่ายเนื่องจากสามีเสียชีวิตในยุคสงครามเวียดนาม ทำให้หญิงสูงอายุเหล่านี้จำนวนไม่น้อยต้องทำงานหนัก และอาศัยอยู่ตามลำพังกับหลานในชนบท ในขณะที่ลูกๆ ได้ย้ายเข้าไปทำงานในเมือง
แม้ว่ากัมพูชายังไม่เข้าสู่สังคมสูงวัยดังเช่นที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศไทย แต่ตัวเลขคาดประมาณประชากรในอีก 20 ปีข้างหน้า กัมพูชาจะก้าวสู่สังคมสูงวัยเช่นกัน หากรัฐบาลกัมพูชามีการเตรียมการไว้ล่วงหน้าเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเสียแต่วันนี้ก็จะช่วยประเทศในการจัดการกับประเด็นท้าทายจากสังคมสูงวัยที่จะเกิดขึ้นในอนาคต







