
ปล่อยสัตว์ป่าคืนไพร ... เรื่องใหญ่ที่มิอาจมองข้าม
โดย...อินทรชัย พาณิชกุล ภาพ : คลังภาพโพสต์ทูเดย์
โดย...อินทรชัย พาณิชกุล ภาพ : คลังภาพโพสต์ทูเดย์
แววตาเศร้า ผสานเสียงโหยหวนของฝูงสัตว์ป่าเล็ดลอดมาจากกรงขัง แม้แต่คนหัวจิตหัวใจเยือกเย็นหนักแน่นที่สุด ก็อดไม่ได้ที่จะหวั่นไหว เพราะความสมเพชเวทนา
เหล่าสิงสาราสัตว์ ช้าง เสือโคร่ง หมีควาย จระเข้ หมูป่า เก้งกวาง ตัวนิ่ม ตลอดจนนกยูง ลิงค่างบ่างชะนี จนถึงสัตว์เลื้อยคลานนานาชนิด
ทั้งหมดต่างอยู่ในสภาพอิดโรย บ้างพลัดหลง บ้างบาดเจ็บ อีกหลายตัวถูกตีทะเบียนเป็น “สัตว์ของกลาง” ที่ยึดได้จากขบวนการลักลอบค้าสัตว์ป่า
ถามว่า ทำไมไม่เปิดกรง ปล่อยพวกมันเป็นอิสระ
คำตอบคือ การปล่อยสัตว์ป่าคืนสู่ธรรมชาตินั้นไม่ใช่เรื่องง่าย
สมมติว่าคุณเดินไปพบสัตว์ป่าตัวหนึ่งพลัดหลงบนท้องถนน แล้วนึกสงสารจึงรับเลี้ยงดูไว้ ป้อนข้าวป้อนน้ำจนแข็งแรง สุดท้ายตัดสินใจขับรถเอาไปปล่อยตามป่าเขาลำเนาไพรด้วยความหวังดี
บางทีการกระทำเช่นนี้ อาจเป็นความเข้าใจผิดมหันต์
“ปัจจุบันผืนป่าร่อยหรอลงทุกวัน ถิ่นอาศัย แหล่งทำมาหากินก็ไม่มี สัตว์ป่าบางตัวโดนจับขังไว้นาน ป่วยไข้ บาดเจ็บ ความสามารถในการล่าหาอาหารก็ลดลง ปล่อยไปก็อันตราย แล้วหากโชคดีรอดมาได้ สุดท้ายก็เสี่ยงโดนกลับมาอีก
“การปล่อยสัตว์คืนสู่ธรรมชาติเป็นเรื่องยากแล้ว ถ้าไม่มีการตรวจสอบพื้นที่ ดูเหตุปัจจัยอื่นๆ อย่างละเอียดถี่ถ้วนรอบด้าน มันก็เหมือนปล่อยเขาไปตาย” ภิมุข สิมะโรจน์ อดีตผู้อำนวยการองค์การสวนสัตว์ ผู้มีชื่อเสียงในแวดวงอนุรักษ์สัตว์ป่า ฉายภาพความน่าเป็นห่วงของกระบวนการปล่อยสัตว์ป่าคืนสู่ป่าในสถานการณ์ปัจจุบัน
นอกจากปัญหาการลักลอบค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมายที่ยังคงน่าวิตก ผู้คนบางกลุ่มยังนิยมเสาะหาตัวนิ่ม อุ้งตีนหมี ดีเสือมาบริโภคเป็นยาชูกำลัง นำเขากวาง งาช้างมาเป็นเฟอร์นิเจอร์ประดับบ้าน
แต่ประเด็นสำคัญกว่า คือการที่มนุษย์รุกล้ำผืนป่า ตัดถนน สร้างรีสอร์ต สร้างหมู่บ้าน พื้นที่เพาะปลูก แย่งที่อยู่อาศัยแหล่งทำมาหากินของสัตว์ จนทำให้พวกมันต้องอพยพออกจากป่ามาสู่เมือง
“คนไปรุกรานถิ่นที่อยู่ของสัตว์ป่าจนไม่มีที่อยู่ ทีนี้ก็ล้นลงมา แล้วมาอ้างว่าหลงเข้าไปในหมู่บ้าน บุกไปทำลายพืชไร่เสียหาย ก็คนนั่นแหละที่ไปแย่งที่อยู่ที่กินเขาต่างหาก เมื่อผืนป่าหดหาย แหล่งอาหารการกินที่เคยอุดมสมบูรณ์หมดไป ก็ไม่มีทางเลือก ต้องลงมาหากินข้างล่าง”
ทุกครั้งที่มีชาวบ้านพบเจอสัตว์ป่าพลัดหลงมา กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ถือเป็นหน่วยงานตรงที่รับผิดชอบ ส่งเจ้าหน้าที่ลงมาจับแล้วนำไปพักพิงก่อนคืนสู่ป่าต่อไปตามแผนวัตถุประสงค์
“ปัญหาอยู่ตรงสัตว์ป่าเหล่านี้มีจำนวนเยอะมาก ทั้งพลัดหลง ทั้งเป็นสัตว์ของกลางที่ยึดมาได้จากการจับกุม วิธีแก้คือนำไปฝากไว้ที่สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าต่างๆ ที่มีอยู่ 24 แห่งทั่วประเทศ แต่ด้วยความที่มีปริมาณเยอะมาก อย่างที่ชลบุรี หมีควายเป็นร้อยๆ ตัวแน่นเอี๊ยดเลย ทีนี้งบประมาณเลยไม่เพียงพอที่จะรับภาระดูแล เพราะเขาตั้งไว้เป็นสถานีเพาะเลี้ยงวิจัย มิใช่เลี้ยงไว้เป็นกิจจะลักษณะเหมือนสวนสัตว์”
เมื่อสถานที่ไม่เพียงพอ งบประมาณจำกัด แถมเจ้าหน้าที่น้อย ก็เกิดอาสาสมัคร ซึ่งเป็นประชาชนทั่วไป ได้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือความปรารถนาดี ให้ที่พักพิง ให้ข้าวให้น้ำ ยารักษาโรคแก่สัตว์ป่าผู้น่าสงสารเหล่านั้น
แต่การณ์กลับกลายเป็นว่าถูกมองว่าทำผิดกฎหมาย ครอบครองสัตว์ป่าโดยไม่ได้รับอนุญาต
อย่างกรณีดาราสาว ยู่ยี่อลิสา อินทุสมิต อาสาสมัครของสมาคมพิทักษ์สัตว์แห่งประเทศไทย ถูกแจ้งความจับข้อหามีสัตว์ป่าสงวนและสัตว์ป่าคุ้มครองไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ภายในบ้านพักพบเสือไฟ เต่าดาว งูเหลือม งูหลาม อีเห็น นกหลายชนิด ทั้งหมดอยู่ในสภาพบาดเจ็บ ไม่สู้แข็งแรงนัก
แม้เป็นที่ทราบกันทั่วไปว่าเจ้าตัวมีนิสัยใจบุญสุนทาน มีความเชี่ยวชาญและเจตนาดีในการดูแลสัตว์ป่าเหล่านี้ อีกทั้งยังได้แรงสนับสนุนจากโรเจอร์ โลหะนันท์ ผู้อำนวยการสมาคมพิทักษ์สัตว์แห่งประเทศไทย ออกมาช่วยแก้ต่างความบริสุทธิ์ให้
แต่เธอก็ยังตกเป็นจำเลย เพียงเพราะไม่มีใบอนุญาตอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เป็นเรื่องน่าเศร้าระคนตกใจของผู้ทราบข่าวยิ่งนัก
“แต่ละตัวก็มาจากแต่ละที่ค่ะ เราเอาเขามา เขาเอามาให้ เขาเลี้ยงไม่ได้ เลี้ยงไม่เป็น ซื้อมาแล้วแต่ไม่อยากเลี้ยงต่อก็มี
“ยี่ไม่มีใบอนุญาต แต่ใครๆ ก็รู้ว่าเป็นอาสาสมัครของสมาคมพิทักษ์สัตว์ฯ ทุกคนรู้ว่าเราทำกันอยู่ ยี่ไม่เคยซื้อ ไม่เคยขาย ไม่เคยทำร้าย เราเลี้ยงเขาทุกตัวอย่างดี อยากจะบอกว่าอย่าทิ้งเขา ถ้าเราไม่ซื้อก็จะไม่มีใครเอามาจากป่า แล้วขาย เพราะวงการค้าสัตว์มันใหญ่มาก”
ธีรภัทร ประยูรสิทธิ รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช แนะนำว่า หากประชาชนทั่วไปพบเห็นสัตว์ป่าพลัดหลง ทางที่ดีที่สุดคือ แจ้งมาที่สายด่วน 1362
“ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ป่าชนิดใด ถ้าพบเห็น ขอความร่วมมือให้โทร.มาที่สายด่วน 1362 เรามีเจ้าหน้าที่อยู่ทั่วประเทศ จะลงไปจับ ไปรับกลับมา แต่ถ้าหากในกรณีพลัดหลงมาอยู่ในครอบครอง บาดเจ็บ เคลื่อนย้ายไม่ได้ จะขอเลี้ยงไว้ระยะหนึ่งจนกว่าจะหาย ก็ควรแจ้งลงบันทึกไว้ เพื่อที่เราจะมีใบอนุญาต มีหนังสือเป็นขั้นเป็นตอนฝากดูแลไว้จนกว่าสัตว์หาย จากนั้นค่อยจัดการรับช่วง นำสัตว์เหล่านั้นไปปล่อยคืนสู่ป่าต่อไป”
กลับมาที่กระบวนการปล่อยสัตว์ป่ากลับบ้าน ภิมุข มีความเห็นว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่ากรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช องค์การสวนสัตว์ เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ตลอดจนชาวบ้านในชุมชนรอบผืนป่าต้องร่วมมือกัน
ไล่ตั้งแต่การจัดเตรียมความพร้อมด้านการปล่อย การสำรวจข้อมูลเบื้องต้น เพื่อประเมินศักยภาพพื้นที่ที่มีความเหมาะสม การคัดเลือกพื้นที่ที่มีแหล่งอาหาร แหล่งหลบภัย พื้นที่ทำกิจกรรม
จนถึงการคัดเลือกสัตว์ป่า การจัดการสุขภาพ เพื่อให้สัตว์ป่าปลอดโรคและมีสุขภาพแข็งแรง การทำเครื่องหมายประจำตัวสัตว์ป่า การติดวิทยุติดตามเพื่อการติดตามหลังการปล่อย
“การปล่อยสัตว์กลับเข้าป่าต้องปล่อยแผนดีๆ ยกตัวอย่าง เราเคยปล่อยนกกระเรียนพันธุ์ไทย 10 ตัว แต่กว่าจะปล่อยได้ต้องใช้เวลาเป็นแรมปี ไหนจะต้องดูว่าพื้นที่นั้นปลอดภัยไหม มีที่อยู่อาศัย มีที่หากินไหม
ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ต้องช่วยทำความเข้าใจกับชาวบ้านว่านกพันธุ์นี้รูปร่างหน้าตาเป็นแบบนี้นะ มีวิถีชีวิต วิถีหากินแบบนี้นะ เขาไม่ทำลายพืชผล ไม่แพร่โรคระบาด ไม่รบกวนชาวบ้าน อย่าไปทำร้ายเขานะ” ภิมุข เล่าประสบการณ์ในอดีตให้ฟัง
หลังปล่อยสัตว์ป่าสู่ธรรมชาติแล้วยังไม่จบแค่นั้น เพราะสิ่งที่จะต้องดำเนินการต่อไปคือการศึกษา ติดตาม การอยู่รอด และการดำรงชีวิตของสัตว์ทุกตัวอย่างใกล้ชิด
เมื่อใดที่สัตว์ป่าแข็งแรงสมบูรณ์ ออกล่าหาอาหาร เอาชีวิตรอดในป่าดงพงไพรได้ด้วยตัวเองตามสัญชาตญาณ สามารถสืบพันธุ์ออกลูก จวบจนกระทั่งสิ้นลมหายใจตามอายุขัยตามธรรมชาติ
เมื่อนั้นก็จะถือได้ว่าภารกิจสำเร็จลุล่วงลงอย่างน่าภาคภูมิ







