
ฮาวทู พี่น้องไม่อิจฉากัน
อันดับแรก ขอรายงานตัวก่อนนะคะ เพราะหนูดีจะขอลางานจากเมืองไทยเป็นเวลา 20 วัน จากวันที่ 3-24 ก.ค. 2555 ค่ะ
โดย...หนูดี – วนิษา เรซ
อันดับแรก ขอรายงานตัวก่อนนะคะ เพราะหนูดีจะขอลางานจากเมืองไทยเป็นเวลา 20 วัน จากวันที่ 3-24 ก.ค. 2555 ค่ะ ขอไปอยู่ซานฟรานซิสโกกับน้องหนูหวาน ต่างคนต่างไปเที่ยว และต่างคนก็ต่างไปทำงานค่ะ น้องหวานเพิ่งเริ่มแบรนด์กระเป๋าของตัวเอง ก็เลยถือโอกาสไปหาไอเดียและคุยงาน ส่วนหนูดีจะทำหนังสือเล่มต่อไปเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการสมัครเข้ามหาวิทยาลัย Ivy League ก็เลยได้โอกาสไปเก็บข้อมูลที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด และเบิร์กลีย์ แต่ไม่ต้องห่วงค่ะ รับรองว่าต้นฉบับจะส่งตรงถึงมือคุณผู้อ่านเหมือนเดิม แต่อาจเป็นคอลัมน์ออนทัวร์พิเศษนิดหนึ่ง เห็นอะไรน่าสนใจจะเก็บมาเล่าให้กันฟังแน่นอน
ส่วนตอนนี้ หลังจากประกาศอิสรภาพจากสมาร์ตโฟนมานานหลายเดือน ก็ได้ฤกษ์ต้องกลับไปใช้งานอีกครั้ง เพราะคำนวณดูแล้ว ทั้งการโทรศัพท์กลับบ้านที่เมืองไทย ทั้งการเข้าอินเทอร์เน็ต รวมถึงการดูแผนที่และแอพพลิเคชัน นำเที่ยวต่างๆ คงปฏิเสธไม่ได้อีกแล้ว ไม่อย่างนั้นค่าโทรศัพท์คงกินตาย เพราะสมัยหนูดีเป็นนักเรียนมหาวิทยาลัยอยู่อเมริกา เคยกระชากสถิติ โทร.กลับหาแม่ผ่านโทรศัพท์สายตรง (เพราะคำนวณพลาด ทำไมไม่ใช้โฟนการ์ดก็ไม่รู้) โดนไปแค่ 1 เดือน แสนกว่าบาท ที่สำคัญคือไม่ได้พูดอะไรเป็นสาระด้วย โทร.มาร้องไห้อย่างเดียว พอแม่บอกให้วางหูไปร้องไห้ให้เสร็จก่อน หนูดียิ่งร้องหนักเพราะน้อยใจแม่ พอเจอบิลแม่บอกเป็นไงล่ะ ค่าร้องไห้แสนกว่าบาท หลังจากนั้นเข็ดเลยค่ะ ตอนนู้นยังไม่มีอินเทอร์เน็ตโฟน ต้องซื้อบัตรเอา ก็มีวินัยสุดๆ ไม่โทร.สายตรงอีกแล้ว เข็ดแล้ว ต่างกับเด็กนอกรุ่นใหม่ โชคดีจริงๆ มีทั้ง Line, Viber, และ Skype พวกรุ่นป้าอย่างหนูดีเลยพลาดไม่ได้ต้องใช้เพื่อถัวเฉลี่ยต้นทุนกับตอนสมัยเราเด็กๆ
เมื่อวานนี้จึงเป็นวันแรกที่ได้เปิด Account ของ Instagram ขนาดวันเดียวยังเข้าใจเลยค่ะว่าทำไมคนถึงติด พอเจอกับตัวเองเลยคิดว่า นี่ถ้ามีลูกวัยรุ่นจะไม่ซื้อสมาร์ตโฟนให้จริงๆ ด้วย จะว่าแม่ใจร้ายก็ยอม เพราะมันจะดึงเวลาไปจากโลกแห่งความเป็นจริงตรงหน้าเยอะทีเดียว ขนาดผู้ใหญ่ยังต้องใจอ่อน แล้วเด็กๆ คงไม่เหลือค่ะ ส่วนสำหรับโลกแห่งผู้ใหญ่ของพวกเรา ใครที่มี Instagram อยู่แล้ว เข้ามา Follow น้องใหม่แบบหนูดีได้ ที่ brainybrownie ค่ะ เหตุผลที่เลือกชื่อนี้ แทนชื่อแรกที่คิดไว้ว่า brain&beyond เพราะตั้งใจว่า นอกจากคุยเรื่องสมองสนุกๆ แล้ว หนูดีมักชอบอัพโหลดภาพอาหารที่ทำเองบ้าง หรือไปทานอาหารสุขภาพที่นั้นที่นี้ หรือเจอวัตถุดิบสดๆ ที่ไหนก็ชอบเอามาแชร์ ดังนั้นใครที่เข้าไปที่ brainybrownie ในหนึ่งเดือนข้างหน้า นอกจากภาพที่เที่ยวในเมืองโตเกียว (ขอแวะไปหาเพื่อนแป๊บหนึ่ง) และเมืองซานฟรานซิสโกแล้ว รับรองว่าจะอัพเดตเทรนด์อาหารสุขภาพ หรือวิตามินแปลกๆ เก๋ๆ มาให้ด้วยค่ะ รวมถึงวันไหนไปเก็บข้อมูลที่มหาวิทยาลัย ก็จะเอาภาพมาฝากเช่นกัน
ก่อนบินไปเก็บตัวกับน้องสาวเพียงคนเดียวของหนูดี ก็เลยมีโอกาสนั่งลงคิดว่า ทำไมเราเป็นพี่น้องที่ใกล้กันจัง แค่คิดว่าจะได้ไปใช้เวลากับน้องสาวคนนี้ในเมืองหนึ่งไกลบ้านตั้งเกือบเดือน มันช่างตื่นเต้นและมีความสุข และก็นึกย้อนไปถึงห้องเรียนพ่อแม่ที่โรงเรียนของเราว่า พ่อแม่สมัยนี้หากมีลูกเกิน 1 คน มักจะกังวลในการเลี้ยงดู ไม่อยากให้พี่น้องทะเลาะกัน ไม่อยากให้อิจฉากัน ไม่อยากให้แย่งของกัน อยากให้พี่ดูแลน้อง ฯลฯ
ตรงนี้หนูดีก็กลับมาคิดถึงวิธีที่แม่เลี้ยงเราสองคนมา เพราะผลลัพธ์ที่ได้คือ เราสองคนไม่อิจฉากัน ดูแลกัน แต่... แหะ แหะ แหะ ต้องมีแต่ค่ะ จะบอกว่าต่อให้คุณเลี้ยงลูกมาให้เขารักกันแค่ไหน แต่เรื่องจะไม่ทะเลาะกันนั้น ลืมไปได้เลย เขาต้องทะเลาะกันแน่ๆ ไม่มีทางเลี่ยง ใครเลี้ยงลูก 2-3 คน ให้เกิดมาแล้ว ไม่ทะเลาะกันเลยได้เป็นสิบๆ ปี จะขอสร้างอนุสาวรีย์ให้เลยทีเดียว เพราะมันยากมาก เอาล่ะค่ะ ถึงไม่ทะเลาะก็ต้องมีงอนกันบ้าง น้อยใจกันบ้างเป็นธรรมดา หนูดีว่าก็เหมือนทุกความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกันมากๆ ก็ต้องมีหลุดบ้างอะไรบ้างเป็นเรื่องปกติ แต่ประเด็นคือ 1.ตอนทะเลาะ ทะเลาะกันแรงแค่ไหน และ 2.ตอนกลับมาคืนดี ใช้เวลานานแค่ไหน
เพราะถ้าตอนทะเลาะไม่รุนแรงมากขนาดตะโกนใส่กันแบบเพื่อนบ้านได้ยิน หรือลงไม้ลงมือ และไม่ได้โกรธกันเป็นวันๆ เดือนๆ ก็น่าจะถือว่าอยู่ในข่ายที่ปกติ กลับมาที่กฎเหล็กของการเลี้ยงพี่ไม่ให้อิจฉาน้องของบ้านหนูดีนะคะ นั่นก็คือ
กฎข้อ 1 “พี่ไม่ต้องยอมน้อง และพี่ไม่ต้องแบ่งของเล่นน้อง” อันนี้ยอมรับว่ามองย้อนกลับไป เป็นความหลักแหลมของคุณพ่อคุณแม่มากๆ ค่ะ เพราะเขาตกลงกันว่า หนูดีไม่ต้องยอมน้องหนูหวานเสมอ ประมาณว่าเวลาบ้านอื่นดุพี่ว่า “เป็นพี่ต้องยอมน้องสิ” บ้านนี้ไม่มีเลยค่ะ และหนูดีก็ไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไรหรอก จนโตๆ แม่มาบอกถึงได้ประทับใจ เพราะหนูดีโตมาแบบไม่ต้องรู้สึกว่าฉันโดนแย่ง ทั้งโดนแย่งความสนใจจากพ่อแม่ไป แถมยังต้องมาโดนแย่งของเล่นอีก ฯลฯ และตอนคลอดน้องหวาน แม่จะบอกเพื่อนๆ ไว้ว่า ถ้ามาเยี่ยม ขอของเล่น 2 ชิ้น เพราะต้องให้หนูดีด้วย จะได้ไม่อิจฉาน้อง เฉียบจริงๆ
กฎข้อ 2 “ถ้าพี่น้องทะเลาะกัน แม่จะเข้าข้างพี่เสมอ” เหตุผลง่ายๆ เพราะตอนนั้นหนูดีอายุ 5 ขวบแล้ว แต่หนูหวานเพิ่งไม่กี่เดือน แม่บอกว่าถ้าทะเลาะกัน หนูดีจะจำได้แม่น แต่หนูหวานจะจำอะไรไม่ได้เลย ดังนั้นแม่จึงเลือกโอ๋และเข้าข้างหนูดีเสมอ และให้พี่เลี้ยงอุ้มหนูหวานไปปลอบไกลๆ ให้หยุดร้องไห้ก่อนค่อยเอากลับมา ได้ผลมากๆ ค่ะ เพราะหนูดีจะรู้สึกว่าแม่รักเรามาก ไม่เข้าข้างน้อง และพอมาถามหนูหวานทุกวันนี้ เธอก็จำอะไรไม่ได้เลยจริงๆ นับว่าแม่มองการณ์ไกล
ใครที่มีลูกหลายๆ คน และกลัวลูกจะอิจฉากัน ลองเอาเทคนิคนี้ไปใช้นะคะ แปลกหน่อย แต่รับรองว่าได้ผล เหมือนที่มันได้ผลมาแล้วกับคู่หนูดี ส่วนตอนนี้ขอลาไปเที่ยวกับน้องหวานก่อนนะคะ แล้วพบกันสัปดาห์หน้าค่ะ







