
เมล็ดพันธุ์แห่งแจ๊ซ เอสเพอแรนซา สปอลดิง
เธอทำให้ใครๆ อึ้งเมื่อคว้ารางวัลแกรมมี่ศิลปินหน้าใหม่ปี 2011 ไปครอง โดยเฉือนเอาชนะนักร้องเพลงป๊อปผู้โด่งดังสุดๆ
โดย...เพ็ญแข
เธอทำให้ใครๆ อึ้งเมื่อคว้ารางวัลแกรมมี่ศิลปินหน้าใหม่ปี 2011 ไปครอง โดยเฉือนเอาชนะนักร้องเพลงป๊อปผู้โด่งดังสุดๆ อย่าง จัสติน บีเบอร์ สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการเป็นศิลปินแจ๊ซคนแรกที่ได้รับรางวัลนี้
เอสเพอแรนซา สปอลดิง สาววัย 27 ปี จากเมืองพอร์ตแลนด์ รัฐออริกอน เติบโตจากครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์นัก แต่ถึงอย่างไรชีวิตเธอไม่เคยแร้นไร้ดนตรี เครื่องดนตรีชิ้นแรกที่ได้สัมผัสตอนเด็กคือไวโอลิน ก่อนจะหันเหไปสนใจแจ๊ซและหัดเล่นดับเบิลเบส อายุแค่สิบกว่าสาวน้อยก็กลายเป็นนักดนตรีอาชีพ
เมื่อมีโอกาสมาเรียนต่อที่เบิร์กลี คอลลาจ ออฟ มิวสิก ในบอสตัน ประกายความสามารถของเธอก็เปล่งรัศมีโดดเด่นยิ่งขึ้น หลังเรียนจบได้กลายเป็นอาจารย์สอนดนตรีที่อายุน้อยที่สุดในสถาบันดนตรีชั้นนำของโลก เธอเคยร่วมงานกับระดับปรมาจารย์ทางด้านแจ๊ซมากมาย มีผลงานร่วมกับวงมาแล้วนับสิบชุด ก่อนจะมีอัลบั้มเดี่ยว ผลงานเพลงของเธอขึ้นถึงอันดับหนึ่งบิลบอร์ดชาร์ตสาขาเพลงแจ๊ซร่วมสมัย ประธานาธิบดี บารัก โอบามา ซึ่งเป็นหนึ่งในแฟนเพลงของเธอ เลือก เอสเพอแรนซา สปอลดิง ให้ไปแสดงในวันที่เขาไปรับรางวัลโนเบล
ในวัย 27 ปี เธอคนนี้โดดเด่นในแวดวงแจ๊ซร่วมสมัยในฐานะนักดนตรี นักร้อง นักแต่งเพลง โปรดิวเซอร์ และอาร์เรนเจอร์ นอกจากจะยอดเยี่ยมในเชิงแจ๊ซแล้ว เธอยังชอบงานเพลงหลากหลายแนวทาง เห็นได้จากสิ่งที่ปรากฏในอัลบั้มเดี่ยวหมายเลข 4 นี้
Radio Music Society ในแบบดีลักซ์เอดิชันมีทั้งแผ่นซีดีและดีวีดีมาด้วยกัน มี 12 เพลง และ 11 มิวสิกวิดีโอ ให้ได้ฟังและดูกันเต็มอิ่ม นี่เป็นผลผลิตจากความฝัน เกิดด้วยขั้นตอนการผลิตอันละเอียดซับซ้อน นำเสนอความสามารถทางด้านการแต่งเพลงของ เอสเพอแรนซา สปอลดิง ได้อย่างโดดเด่น เป็นอัลบั้มเพลงแจ๊สร่วมสมัยที่มีกลิ่นอายของนีโอโซลและป๊อปผสมผสาน
เพลงชื่อเดียวกับอัลบั้ม Radio Music Society ทำให้คนฟังรำลึกถึงประสบการณ์ยามฟังวิทยุในรถ ยามที่บทเพลงจะพาเราเข้าไปสู่ดินแดนอื่น เมื่อทั้งโลก (ในรถ) เป็นของเรา ร้องหรือโยกตัวตามจังหวะดนตรีหากเราต้องการ แล้วลืมทุกอย่างไว้ข้างนอก Cinnamon Tree เป็นเพลงมิตรภาพระหว่างเพื่อนที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าเรื่องรักใคร่โรแมนติกของหนุ่มสาว
Crowned and Kissed ในเนื้อหาเอ่ยอ้างถึงคิงอาเธอร์และไมดาส เล่าถึงผู้ธรรมดาที่สามารถใช้ชีวิตอย่างงดงาม แม้ว่าจะไม่มีชื่อเสียง เกียรติยศ หรือทรัพย์สมบัติมากมาย ขอเพียงแค่มีคนที่เรารักและรักเรา เพลงนี้มี คิวทิป แร็ปเปอร์และโปรดิวเซอร์ชื่อดังในแวดวงฮิปฮอปมาดูแล เพลงที่โดดเด่นด้วยไลน์เบส เครื่องเป่า และเปียโน ให้กลิ่นอายของฟังก์ นีโอโซล แจ๊ซ และฮิปฮอปผสมผสานกัน
เอสเพอแรนซา พูดถึงเรื่องหนักๆ ใน Land Of The Free ซึ่งเล่าถึงเหยื่อซึ่งต้องติดคุกนานถึง 30 ปี เพราะอาชญากรรมที่เขาไม่ได้เป็นผู้ก่อ ขณะที่ Black Gold เป็นเพลงของเด็กๆ ผิวสีที่เติบโตขึ้นมาด้วยความอดทนและควรภาคภูมิใจในสิ่งที่ตัวเองเป็น
เพลง I Can’t Help It ของ สตีวี วอนเดอร์ ที่ ไมเคิล แจ็กสัน เคยร้องไว้ นำมาทำใหม่ได้อย่างแตกต่าง Hold On Me เป็นเรื่องราวของความรักที่ไม่สมหวัง แต่บางคนก็ยังพยายามจะเชื่อยังยึดมั่นอย่างที่อยากให้เป็น เพลงนี้มีสำเนียงบลูส์ป๊อปแบบย้อนยุค นอกจากร้องได้อารมณ์แล้วเพลงนี้ เอสเพอแรนซายังแสดงความสามารถในการเล่นอะคูสติกเบสด้วย Let Her ก็ยังคงเป็นเรื่องรักที่ผิดหวัง เช่นเดียวกับ Smile Like That ซึ่งเล่าถึงคู่รักที่มาถึงจุดที่คนหนึ่งเริ่มนอกใจ ส่วน City of Roses คือ ความรักที่เอสเพอแรนซามีต่อพอร์ตแลนด์ บ้านของเธอ
ชุดนี้ศิลปินสาวมีโอกาสได้ร่วมงานกับนักดนตรีและนักร้องมีฝีมือมากมาย หลายคนเป็นเพื่อนร่วมงานและอาจารย์ผู้ช่วยชี้แนะและเป็นแรงบันดาลใจ กลุ่มเครื่องเป่าของอเมริกัน มิวสิก โปรแกรม เข้ามามีบทบาทในหลายเพลง พวกเขาเป็นนักดนตรีเยาวชนที่มีเกินตัว
Radio Music Society เป็นการนำสมูท แจ๊ซ-ฟิวชันกลับมามีชีวิตอีกครั้ง ไม่เหมาะกับคนฟังที่เป็นแฟนแจ๊ซแบบฮาร์ดคอร์ แต่ใช่สำหรับคนฟังรุ่นใหม่ซึ่งต้องการเพลงป๊อปร่วมสมัยที่มีคุณภาพ น่าฟัง และฟังได้แบบไร้กาลเวลา บางเพลงเป็นโซลป๊อปที่มีท่อนฮุกหวานๆ ชวนประทับใจ บางเพลงสามารถเปิดออกอากาศทางวิทยุได้สบายๆ หากว่าคุณชอบเพลงในแนวๆ ของ นอราห์ โจนส์ ก็อยากให้ลองฟังดู
อาจจะไม่ใช่งานที่ดีที่สุด แต่นี่คืองานซึ่งนำเสนอเสน่ห์ของ เอสเพอแรนซา สปอลดิง ได้อย่างโดดเด่น ไม่ว่าจะเสียงร้องชวนประทับใจ รวมทั้งความสามารถทางด้านแต่งเพลง ไม่มากหรือน้อยไป ถ้าจะบอกว่าคนนี้ล่ะคือ อนาคตของวงการดนตรี







