
บางกรวย
เรื่อง / ภาพ สุธน สุขพิศิษฐ์
บางกรวยที่ผมอยากเรียกว่าชนบทที่ปลายจมูก โดยเฉพาะบริเวณริมคลองบางกอกน้อยตอนปลาย ซึ่งโดยรอบสองฝั่งคลองยังมีเรือกสวนผลไม้ผสมผสานแบบดั้งเดิมอยู่ ผมชอบไปที่ศาลาท่าน้ำวัดแก้วฟ้าบ้าง วัดจำปาบ้าง เคยไปมันทุกเวลาทั้งเช้ามืดตอนพระพายเรือใส่บาตร หรือกลางวันไปนั่งกินก๋วยเตี๋ยวเรือ หรือไปตอนเย็นๆ ตอนเด็กนักเรียนนั่งเรือโดยสารกลับจากโรงเรียนมาขึ้นที่ท่าน้ำแล้วเดินเข้าบ้านในสวน ทุกเวลามีวิถีชีวิตที่เคลื่อนไหวบนพื้นฐานความนิ่งง่ายแบบสังคมไทย ทุกวันนี้ถ้ามีเวลาก็ยังไป ผมอยากเก็บสิ่งสวยงามให้ติดตาไปนานๆ และไม่อยากให้มีการเปลี่ยนแปลงกับสังคมไทยริมฝั่งคลอง
ผมเคยพูดขายความคิดกับคนที่รู้จักเยอะแยะ แม้กระทั่งผู้หลักผู้ใหญ่ในกระทรวงวัฒนธรรมว่า ไทยเรามีวัฒนธรรมที่หลากหลายมาก แต่ทุกวันนี้มักจะมองวัฒนธรรมทางวัตถุเสียมากกว่า เมื่ออยากจะเน้นมรดกทางวัฒนธรรมไทยก็หยิบเอาโบราณสถานขึ้นมาเป็นอันดับแรกและทำเป็นเรื่องใหญ่ ถึงมีสุโขทัย มีอยุธยา ประกาศเป็นอุทยานประวัติศาสตร์แล้วไปขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก
พอวันดีคืนดีก็กลัวว่าอยุธยาจะหลุดจากการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ซึ่งผมว่าน่าจะหลุดไปตั้งนานแล้ว เพราะผู้บริหารจัดการของท้องถิ่นและผู้อยู่ร่วมอาศัยในบริเวณเมืองอยุธยานั้นไม่รู้ว่าควรจะมีวิธีการจัดการอย่างไร และอีกอย่างหนึ่งที่เป็นเรื่องสำคัญมากคือโบราณสถานที่มันมีแต่ซากปูนอิฐหินนั้นมันมีช่องว่างกับคน อายุโบราณสถานยาวนานนับร้อยๆ ปี คนมาอยู่ใหม่ไม่มีความผูกพันและไม่มีผลประโยชน์หรือผลรายได้ที่ชัดเจน จึงไม่ค่อยยินดียินร้ายกับโบราณสถานที่เป็นมรดกโลก ง่ายๆ มักจะเห็นคนขับรถบุกเข้าไปจอดนอนอาศัยร่มเงาของกำแพงโบราณสถาน หรือมีรายได้เป็นกอบเป็นกำที่ได้จากเอาป้ายชื่อโบราณสถานหรือโคมไฟฟ้าส่องโบราณสถานไปขาย มันยากครับสำหรับการจัดการมรดกโลกที่ตายแล้ว
แต่เราจะเห็นตัวอย่างมรดกโลกที่มีชีวิตที่ประสบความสำเร็จ อย่างหลวงพระบางที่ลาว ฮอยอันที่เวียดนาม ลี่เจียงที่จีน ถึงจะเป็นวัตถุเป็นสิ่งก่อสร้าง แต่ก็ยังมีความร่วมสมัยและมีวิถีชีวิต คนทั่วโลกอยากไปดู อยากไปอยู่ อยากไปกิน เพื่อจะได้สัมผัสแตะต้องชีวิตและสังคมของท้องถิ่นนั้นๆ คนในเมืองต่างๆ นั้นเขาก็รู้สึกว่าเขาเป็นส่วนหนึ่งในมรดกโลกนั้น ต้องช่วยกันรักษา จะให้ทำอะไรก็เอา เพราะมันมีผลประโยชน์ มีผลรายได้ที่จับต้องได้ มันสำคัญต่อชีวิตเขา
แล้วก็มาถึงบางกรวยที่ชุมชนริมน้ำคลองบางกอกน้อย คลองบางกรวย และยังมีคลองอ้อม ซึ่งนี่เป็นวิถีชีวิตสังคมไทยแท้ที่มีชีวิต มีวัดริมน้ำโบร่ำโบราณ พระยังพายเรือบิณฑบาต มีประเพณีตามวันสำคัญทางศาสนา มีเรือค้าขาย มีเรือกสวน มีอาหารการกินจากพืช ผลไม้จากสวน มีรูปแบบที่อยู่อาศัยเรือนไทยแบบมีจั่วแหลม หรือเรือนปั้นหยา หรือเรือนบังกะโลมีทั้งนั้น
นี่คือสังคมไทยที่เรียกว่าสังคมชาวน้ำที่มีที่เดียวในโลก ทำไมเราไม่ให้ที่นี่เป็นมรดกโลกที่มีชีวิตอวดคนอื่นเขาบ้าง สิ่งเหล่านี้ผมเคยพูดส่งเสียงเอื้อยเจื้อยมานาน แต่เสียงผมเหมือนกับเสียงของอีกาที่ไม่มีใครอยากฟัง เพราะเสียงอีกานั้นมันไม่เพราะ ผมว่ายิ่งตอนนี้ยิ่งต้องคิดหนักครับ เพราะบางกรวยในภาคถนนนั้นกำลังจะทำให้โครงสร้างทางสังคมดั้งเดิมเสียหาย กำลังจะยับเยิน
ผมเคยไปบางกรวยตั้งแต่ยังไม่มีสะพานบางกรวย ที่เป็นที่ว่าการอำเภอบางกรวยใหม่ในทุกวันนี้ พอมีสะพานก็ลุยขับรถเข้าไปเที่ยว จุดประสงค์ครั้งแรกๆ เพื่อไปเที่ยวดูวัด ซึ่งปกติแล้ววัดทั้งหลายนั้นจะอยู่ริมน้ำ พอมีถนนเส้นหลักก็มีการทำถนนซอยเข้าวัด ผมเริ่มต้นดูวัดโพธิ์บางโอก่อน วัดนี้มีจิตรกรรมฝาผนังสวย จอดรถไว้ที่นี่แล้วเดินไปตามคันสวนต่อไปยังวัดโตนด วัดสักใหญ่ แม้กระทั่งวัดสักน้อยที่เป็นวัดร้าง นอกจากดูวัดแล้วยังได้เห็นและหลงใหลสวนผลไม้ผสมผสานแบบดั้งเดิมของนนทบุรี
เคยขับรถเข้าไปทางวัดแก้วฟ้า ผ่านวัดแก้วฟ้าแล้วไปทางวัดจำปา ขนาดที่ไปยังเป็นตอนบ่ายแดดแถวโรงไฟฟ้ายันฮียังร้อนเปรี้ยง แต่เส้นทางที่ผมวิ่งอยู่นั้นกลับร่มรื่นและเยือกเย็นเหมือนวิ่งอยู่ในอุโมงค์ต้นไม้ ผมไปสิ้นสุดปลายทางที่วัดจำปา เดินเที่ยวจากวัดออกไปถึงคลองบางกอกน้อยอยู่จนกระทั่งเย็น มากินข้าวเย็นจากร้านอาหารตามสั่งที่อยู่ริมคลองในวัด ร้านนี้กลายเป็นคนที่สนิทชิดเชื้อกันมาจนทุกวันนี้ ชื่อลุงนง อดีตนักการโรงเรียนวัดจำปา ที่ตอนแรกอาศัยปลูกบ้านอยู่ในบริเวณวัดริมคลอง วันที่กินมื้อแรกลุงนงเอาแกงส้มที่แกงกินเองมาให้กินด้วย ทั้งอร่อยและรื่นรมย์ในบรรยากาศและอัชฌาสัยชาวสวน หลังจากนั้นก็ไปถี่ เอาเพื่อนที่เป็นฝรั่งไปด้วย ปูเสื่อนั่งกินข้าวริมระเบียงริมคลอง ใครพายเรือผ่านไปมาก็ร้องทัก แทบไม่น่าเชื่อว่าตรงที่นั่งกินข้าวริมคลองบริเวณกลางสวน ไฟฟ้าก็ริบหรี่นั้น ห่างจากทางด่วนประชานุกูลเพียงครึ่งชั่วโมง
พอมีถนนราชพฤกษ์ตัดเฉียดวัดจำปา ความฉิบหายก็มาเยือน มีการตัดถนนซอยถี่ยิบ สวนริมถนนกลายเป็นอพาร์ตเมนต์ให้เช่า มีอู่ซ่อมรถ มีสนามซ้อมกอล์ฟ และร้านอาหารขนาดสวนอาหาร สวนริมถนนที่ยังไม่มีสิ่งก่อสร้างก็ถูกไถเปิดโล่ง นั่นหมายความว่าเปลี่ยนมือเปลี่ยนเจ้าของแล้ว สิ่งแวดล้อมเริ่มพังแล้วจะพังต่อๆ ไปอีก สิ่งก่อสร้างทั้งหมู่บ้านริมถนนราชพฤกษ์และสิ่งก่อสร้างที่บุกไปตามสวนนั้นไม่มีการจัดการเรื่องสิ่งแวดล้อม น้ำเสียจากสิ่งก่อสร้างและถนนก็มี และระบบน้ำถ่ายเทโดยธรรมชาติผ่านร่องสวนที่เป็นลำรางสาธารณะนั้นถูกกั้นจนเน่า พอฝนตกน้ำเสียทั้งหลายนี้ต้องลงคลองบางกอกน้อย คลองบางกรวย คลองอ้อม คนที่จะเดือดร้อนคือชาวบ้านริมคลอง นี่คืออนาคตที่มาแล้ว และจะหวังกฎหมายสิ่งแวดล้อมคงไม่ได้ เพราะกฎหมายมักจะตามหลังเหตุการณ์อยู่เสมอ
แต่ผมว่ามีทางออกครับ ถ้าให้สังคมและวิถีชีวิตชาวริมคลองได้รับการคุ้มครองให้เป็นมรดกของโลก อย่างน้อยต้องมีคนมอง มีคนห่วงใย มีคนช่วยแก้ปัญหา และมีชาวบ้านเป็นมือเป็นไม้ นี่ยังพอมีทางครับ ตอนนี้ก็ส่งเสียงได้แค่นี้ อยากให้เสียงนี้ผ่านไปทางกระทรวงวัฒนธรรมด้วยเจ้าข้าเอ๋ย
แถมเรื่องกินนิดหนึ่งครับ ที่ท่าน้ำวัดจำปามีก๋วยเตี๋ยวเรือใช้ได้ แต่อาจจะผิดฝาผิดแบบไปหน่อยตรงที่จะใส่ผักกวางตุ้งในก๋วยเตี๋ยวหมูต้มยำด้วย ต้องห้ามใส่เด็ดขาด ขายกลางวันบ่าย 3 โมงหมด วันหวยออกหยุดขาย
อีกร้านหนึ่งเป็นเพิงริมถนนราชพฤกษ์ ถ้ามาทางสะพานพระราม 5 แล้วข้ามคลองบางกอกน้อยแล้วทางซ้ายมือจะเจอวิทยาลัยราชพฤกษ์ แต่เพิงนี้จะอยู่ฝั่งตรงข้าม ต้องไปยูเทิร์นที่วงเวียนกลับมา เลยทางเข้าวัดจำปาไปนิดเดียว เพิงไม่น่าดูแต่เป็นมือเก่าชื่อตุ๋ย ทำขนมหวานโบร่ำโบราณอยู่ในสวน ฝีมือเรื่องขนมหาตัวจับยาก ตอนนี้มีทั้งขนมหวานและแกงเป็นหม้อๆ ออกมาขาย หลักๆ มีแกงเขียวหวาน แกงส้ม นี่ขายตั้งแต่เช้า บ่ายหมด เสาร์อาทิตย์ไม่ออกมาขาย เพราะมีคนสั่งข้าวหม้อแกงหม้อไปตามงานต่างๆ ติดต่อ ตุ๋ย โทรศัพท์ถามกันได้ที่ 024326332, 0819156094







