posttoday
โรคพาร์กินสัน ภัยเงียบที่ไม่ควรมองข้าม

โรคพาร์กินสัน ภัยเงียบที่ไม่ควรมองข้าม

05 มิถุนายน 2555

โดย...อณุศรา ทองุไร

โดย...อณุศรา ทองุไร


ในปัจจุบันนี้มีความตื่นตัวในโรคพาร์กินสันเป็นอย่างมาก เนื่องจากการมีผู้ที่มีชื่อเสียงระดับโลก อาทิ ดาราภาพยนตร์ชื่อดังของฮอลลีวูด ซึ่งได้แก่ ไมเคิร์ล เจ ฟ็อกซ์ นักมวยชื่อก้องโลกอย่างโมฮัมเหม็ด อาลี หรือแม้กระทั่งสันตะปาปา โป๊ป จอนห์ พอลที่ 2 ที่ล่วงลับไปแล้ว ต่างก็ออกมาเปิดเผยว่า ป่วยด้วยโรคพาร์กินสันและได้มีการจัดตั้งกองทุนเพื่อใช้ในการวิจัยเกี่ยวกับสาเหตุของโรคพาร์กินสันและการรักษาขึ้นมาด้วย

ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ จึงอยากนำเสนอบทความที่ให้ความรู้ใหม่ๆ เกี่ยวกับการรักษา ทั้งจากทางการใช้ยาใหม่ๆ และการผ่าตัดสมอง หรือการผ่าตัดสอดสายเข้าลำไส้เล็กเพื่อปลดปล่อยยาอย่างสม่ำเสมอ โดยใช้เครื่องปั้มยาช่วย มีการคาดการณ์ว่าโดยทางสถิติน่าจะมีผู้ป่วยที่ป่วยด้วยโรคนี้ในประเทศไทยประมาณ 4-5 หมื่นคน โดยบางส่วนอาจยังไม่ได้รับการวินิจฉัยอย่างถูกต้อง ตลอดจนยังไม่ได้รักษาอย่างถูกวิธี

อาการของโรคพาร์กินสัน

อาการหลักของโรคพาร์กินสัน ประกอบด้วย 4 อาการหลัก ได้แก่

1.อาการสั่น (Rest Tremor)

2.อาการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อ (Muscle Rigidity)

3.อาการเคลื่อนไหวช้า (Bradykinesia)

4.อาการสูญเสียการทรงตัว (Postural Instability)

โดยอาการที่อาจพบร่วมด้วยได้แก่ อาการน้ำลายไหล เขียนตัวหนังสือเล็ก เดินไม่แกว่งแขน เดินซอยเท้า เท้าติด ยกเท้าลำบาก หกล้มบ่อย พูดเสียงเบาๆ อยู่ในลำคอ นอนไม่หลับ เป็นต้น อาการจะเริ่มจากข้างใดข้างหนึ่งและลามไปอีกข้างหนึ่ง โดยที่อาการสองข้างจะไม่เท่ากัน ข้างที่เริ่มเป็นก่อนจะเป็นมากกว่าข้างที่เป็นทีหลัง ผู้ป่วยมักจะมาพบแพทย์เมื่อมีอาการสั่น เคลื่อนไหวลำบาก ปวดกล้ามเนื้อ ไหล่ติด ในรายที่สูงอายุอาจมาด้วยอาการหกล้ม ซึ่งนำไปสู่ภาวะกระดูกหักได้

โรคพาร์กินสัน ภัยเงียบที่ไม่ควรมองข้าม

 

ขั้นตอนการวินิจฉัย

เมื่อผู้ป่วยมาพบแพทย์ แพทย์จะทำการซักประวัติและตรวจร่างกายเพื่อการวินิจฉัยแยกโรค อาจต้องตรวจเลือดเพื่อทำการสแกนสมองโดย CT หรือ MRI เพื่อหาสาเหตุและวินิจฉัยแยกโรค และเริ่มจากรักษาด้วยยาทดแทนโดปามีนที่ขาดหายไปจากเซลล์สมองเสื่อม มีการตรวจด้วยวิธีใหม่ๆ เช่น การทำ FDopa PET Scan หรือ DAT dopaminergic transportation scan จะสามารถเสริมความแม่นยำในการวินิจฉัยโรคนี้ได้

การรักษา...

ในปัจจุบันการรักษาด้วยยายังคงเป็นการรักษาที่ดีที่สุด โดยเฉพาะในช่วงต้นของอาการ โดยยากลุ่มใหม่ๆ ที่ใช้ในการรักษาจะเป็นยาชนิดออกฤทธิ์ยาว ใช้กินเพียงแค่วันละ 1 ครั้ง ก็สามารถควบคุมอาการได้ 24 ชั่วโมง เช่น Pramipexole หรือ Ropinirole หรือยาชนิดแผ่นแปะบริเวณผิวหนัง ได้แก่ Rotigotine Patch ซึ่งยาชนิดใหม่ทั้ง 3 ตัวนี้ เป็นยากลุ่มโดปามีนอะโกนิส (Dopamine Agonists) ชนิดออกฤทธิ์ยาว

ซึ่งถ้าใช้ในระยะเริ่มต้นจะช่วยชะลอการใช้ยา Levodopa ได้ ซึ่งทำให้โอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนระยะยาว เช่นอาการยาหมดฤทธิ์ก่อนเวลาอันควร หรืออาการตัวยุกยิกรำละครลดน้อยลงได้ ส่วนยาอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นยาใหม่ คือ ยา Rasagiline ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่ม MAOB Inhibitor ซึ่งนอกจากมีฤทธิ์ในการลดอาการของโรคพาร์กินสันได้แล้ว อาจยังสามารถชะลอความเสื่อมของโรคพาร์กินสันได้อีกด้วย

ส่วนยา Stalevo เป็นยาที่มีส่วนประกอบของยา Levodopa ร่วมกับ Entacapone และ Carbidopa ซึ่งสามารถยืดระยะเวลาให้ยาสามารถออกฤทธิ์ได้นานขึ้นกว่าเดิม


ส่วนในกลุ่มของผู้ป่วยที่มีอาการแทรกซ้อนจากโรคนี้ และยาออกฤทธิ์ได้น้อยลง ทำให้การปรับยาเป็นไปได้ยากขึ้น

จึงมีการรักษาด้วยวิธีใหม่ๆ โดยการผ่าตัด ซึ่งมีอยู่ 2 วิธี คือ

1.การผ่าตัดสอดสายเข้าทางหน้าท้องสู่ลำไส้เล็กและเชื่อมต่อสายหน้าท้องกับยา Duodopa ซึ่งเป็นยา Levodopa Gel โดยใช้ปั๊ม ยาเข้าสู่ลำไส้เล็กตลอดเวลา ทำให้การดูดซับยาดีขึ้น ใช้ยาขนาดน้อยลงและยาออกฤทธิ์ได้ยาวขึ้นมาก ช่วยลดอาการของโรคพาร์กินสันในระยะรุนแรง และสามารถปรับขนาดของยาที่ให้ได้ตลอดเวลาตามอาการของโรค

2.การผ่าตัดสมอง Deep Brain Stimulation เป็นการฝังสายไฟในสมองส่วนลึก โดยการเจาะผ่านรูเล็กๆ บริเวณกะโหลกศีรษะ และเชื่อมต่อสายเข้ากับแบตเตอรีขนาดเล็กที่บริเวณหน้าอก ซึ่งสามารถตั้งโปรแกรมได้ตามความเหมาะสมกับอาการของผู้ป่วย และทำให้อาการของผู้ป่วยดีขึ้น ออกฤทธิ์ได้ยาวขึ้น ภาวะแทรกซ้อนน้อยลง และยังสามารถลดปริมาณยาที่กินอยู่ลงได้ 3050% ทำให้ภาวะแทรกซ้อนจากยาลดลงด้วย ทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยดีขึ้นกว่าเดิมมาก

ส่วนอาการทางกายที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหว (Non motor symptoms) เช่น ความจำหลงลืม การนอนหลับที่ผิดปกติ ฝันร้าย ประสาทหลอน ความผิดปกติของระบบประสาทอัตโนมัติ เช่นความดันต่ำ กลั้นอุจจาระ ปัสสาวะไม่อยู่ ความเสื่อมทางเพศ ท้องผูก เหล่านี้เป็นอาการที่พบได้ของโรคนี้ และสามารถแก้ไขให้ดีขึ้นได้

ในปัจจุบันโรคพาร์กินสันยังไม่มีวิธีการรักษาให้หายขาดได้ ไม่ว่าด้วยวิธีใดก็ตาม รวมทั้งการเปลี่ยนถ่ายของเซลล์ตัวอ่อน (Stem Cell) หรือวิธีล้างสารตกค้างจากร่างกาย (Chelation) เนื่องจากเรายังไม่รู้สาเหตุที่แท้จริงของโรคนี้ว่าเกิดจากอะไร แต่ในปัจจุบันนักวิทยาศาตร์และแพทย์ได้มีการตั้งสมมติฐานและทำการทดลองเพื่อหาสาเหตุของโรคนี้ และหาทางหยุดยั้งการเสื่อมของเซลล์สมอง รวมทั้งทำให้อาการของผู้ป่วยดีขึ้นด้วย จึงเป็นโอกาสและความหวังของผู้ป่วยโรคพาร์กินสันทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทยในอนาคตอันใกล้นี้

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน