
แคดดี...ก้าวสู่อภิมหาเศรษฐี
หากพูดถึงแคดดีที่รวยสุดๆ นั้น เชื่อว่าหลายคนคงต้องนึกถึง สตีฟ วิลเลียมส์ อดีตจอมแบกถุง (กอล์ฟ)
โดย...SK’92
หากพูดถึงแคดดีที่รวยสุดๆ นั้น เชื่อว่าหลายคนคงต้องนึกถึง สตีฟ วิลเลียมส์ อดีตจอมแบกถุง (กอล์ฟ) ชาวนิวซีแลนด์ของ “พญาเสือ” ไทเกอร์ วูดส์ ยอดโปรสหรัฐ ที่ร่วมงานกันมานาน แต่ต้องจากกันแบบไม่ค่อยดีนักเมื่อปีที่แล้ว
ณ ตอนนี้แคดดีจากแดนกีวีวัย 48 ปี กำลังทำหน้าที่ให้กับ อดัม สกอตต์ จอมสวิงหนุ่มออสซีหวานใจของ อนา อิวาโนวิช นักเทนนิสสาวสวยอดีตมือ 1 โลกจากเซอร์เบีย ที่เพิ่งเสียท่าร่วงแค่รอบ 2 ศึกแกรนด์สแลมคอร์ตดิน “เฟรนช์ โอเพน” ที่กรุงปารีส, ฝรั่งเศส เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา
วิลเลียมส์ กับ สกอตต์ กำลังทำงานเข้าขากันได้ดี และผลงานของโปรจากแดนจิงโจ้มือ 15 โลกก็ดูดีขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งแน่นอนว่าย่อมทำให้ วิลเลียมส์ มีรายได้เป็นกอบเป็นกำ แม้จะไม่มากเท่ากับสมัยที่เป็นแคดดีให้ ไทเกอร์ แต่ก็ทำเงินเข้ากระเป๋าได้ไม่น้อยทีเดียว
พูดถึงรายได้ของแคดดีนั้น ส่วนใหญ่น่าจะได้ส่วนแบ่งจากเงินรางวัลที่โปรได้รับจากการแข่งขันประมาณ 10% ลองคำนวณดูเล่นๆ ก็แล้วกัน สมัยที่ ไทเกอร์ ยังเรืองอำนาจครองบัลลังก์กอล์ฟโลกอยู่ยาวนาน และกวาดแชมป์มาเต็มบ้าน โดยรับทรัพย์รายการละ 3040 ล้านบาท ก็ทำให้ วิลเลียมส์ ที่เริ่มเป็นแคดดีตั้งแต่วัย 6 ขวบ มีเงินอยู่ในบัญชีเป็น 100 ล้านบาทแล้ว
เอาเป็นว่า แคดดีหลายคนมีฐานะดีระดับน้องๆ เศรษฐีเลยทีเดียว และนักกอล์ฟชื่อดังหลายคนก็เริ่มต้นจากการเป็นแคดดีมาก่อน จนบางคนร่ำรวยมหาศาล แล้วก็ก้าวไปทำธุรกิจเกี่ยวกับกอล์ฟ
แต่ถ้าพูดถึงอดีตแคดดีที่ร่ำรวยที่สุดในโลก เรียกว่า วิลเลียมส์ ไม่ติดฝุ่นเลยนั้น ต้องคนนี้ เรย์ ดาลิโอ มหาเศรษฐี อันดับ 88 ของโลก จากการอันดับของนิตยสารฟอร์บส์ เมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา แต่หากจัดแรงกิงส์กันเฉพาะในถิ่นมะกันแล้ว ดาลิโอ วัย 63 ปี จะรั้งอันดับ 44 ของสหรัฐ
ดาลิโอ เข้าไปสัมผัสชีวิตแคดดีตอนอายุ 12 ปี โดยต้องการแค่หารายได้จากวันหยุดเท่านั้น แต่แล้วดวงคนมันจะรวยช่วยไม่ได้จริงๆ เนื่องจากการเป็นแคดดีของเขา ทำให้มีโอกาสได้ยินทั้งคนรวยและนักธุรกิจคุยกันเสมอๆ เกี่ยวกับตลาดทุนตลาดหุ้น จนทำให้เขาอยากจะมีเงินแยะๆ อย่างพวกนักกอล์ฟเหล่านั้นบ้าง
ยุคนั้นอยู่ในช่วงปี 1960 ที่ตลาดหุ้นกำลังบูมสุดๆ เส้นทางการลงทุนของ ดาลิโอ จึงเกิดขึ้น โดยได้ไปปรึกษากับโบรกเกอร์ของบิดาของเขา แล้วก็เริ่มต้นลงทุนด้วยเงินที่เก็บออมมาได้ 300 เหรียญสหรัฐ (ราว 9,000 บาท) โดยนำไปซื้อหุ้นของสายการบินนอร์ทอีสต์ แอร์ไลน์ส ที่เพิ่งเปิดบริการ และแล้วหุ้นของเขาก็มีมูลค่าเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าในเวลาไม่นานนัก ก่อนที่สายการบินนอร์ทอีสต์ฯ จะมีการขยายกิจการด้วยการรวมตัวกับบริษัทอื่น
จากเงินต่อเงินที่ทำกำไรจากการลงทุนให้กับ ดาลิโอ มากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ในปี 1975 เขาได้เป็นผู้ก่อตั้ง “บริดจ์วอเตอร์ แอสโซซิเอตส์” ซึ่งเป็นกองทุนเฮดจ์ฟันด์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยเป็นผู้ดูแลทรัพย์สินถึง 1.2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.6 ล้านล้านบาท) ส่วนตัวเขาเองมีทรัพย์สินประมาณ 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3 แสนล้านบาท)
ทุกวันนี้คนในวงการตลาดทุนระดับโลกตั้งฉายาให้ ดาลิโอ ว่า “สตีฟ จ็อบส์ แห่งการลงทุน”
แม้เขาจบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัย ลอง ไอส์แลนด์ ต่อด้วยจบ เอ็มบีเอ จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด แต่ก็คงไม่ทำให้เขาร่ำรวยได้มากมายขนาดนี้แน่ หากไม่เคยมีโอกาสได้ไปทำหน้าที่แบกถุงกอล์ฟในสนาม จนไปได้ยินบรรดาเศรษฐีที่มาตีกอล์ฟชอบคุยกันแต่เรื่องการลงทุนกรอกเข้าหูเขาอยู่บ่อยๆ
เอ้า! ใครจะตัดสินใจเปลี่ยนอาชีพลองไปเป็นแคดดีดูบ้าง เชื่อว่า ดาลิโอ คงไม่สงวนสิทธิ์เป็นแน่ แต่จะรวยอ๊ะป่าว...ไม่รู้นะ







