
เด็กหญิงดอกไม้ เด็กชายดวงดาว
โดย...มัทรียา
โดย...มัทรียา
“เด็กหญิงดอกไม้ เด็กชายดวงดาว” นวนิยายรางวัลดีเด่น จากรางวัลศิลปะเพื่อเยาวชนไทย (Young Thai Artist Award) ประจำปี 2553 ผลงานเขียนของ “มิ่งมนัสชน จังหาร” เพิ่งตีพิมพ์หมาดๆ ยอมรับว่าหยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาอ่านเพราะ “ชื่อหนังสือ” ที่ดูอ่อนโยนชวนฝันและน่าค้นหาอยู่ในที หนำซ้ำยังเป็นวรรณกรรมเยาวชนด้วยไม่หนักเกินไปสำหรับการอ่านท่ามกลางอากาศร้อนอบอ้าว ทว่าหัวใจกลับอิ่มเอิบไปกับเรื่องราวของ “แต้ม” กับ “ตาล” 2 พี่น้องที่โชคชะตาหยิบยื่นความด้อยโอกาสแทบจะทุกด้านให้ แต่ไม่อาจปิดกั้นความฝัน ความจริง เพราะหัวใจเล็กๆ ของเด็กตัวน้อยๆ ไม่ยอมย่อท้อต่อโชคชะตา
“แต้ม เป็นพี่ ตัวแทนของดวงดาว คือความใฝ่ฝัน แสงสว่างในครอบครัว ผู้ที่จะเป็นหัวหน้าครอบครัวต่อไปในอนาคต แต้มในเรื่องชอบแหงนหน้ามองฟ้าบ่อยๆ ดูดวงดาวยามค่ำคืน ตาล เป็นน้อง ตัวแทนของดอกไม้ นัยของความสดใสบริสุทธิ์ อีกอย่างตาลชอบดอกไม้หลากหลายชนิด ชอบปลูก ชอบเดินเล่นในสวนดอกไม้” มิ่งมนัสชน กล่าวถึงบุคลิก 2 ตัวละครเอก ที่นำมาตั้งเป็นชื่อเรื่อง
ตัวละครในเรื่องยังเยาว์วัยนัก แต้มคนพี่ยังเรียนอยู่ประถม 3 ส่วนตาลคนน้องอยู่ชั้นอนุบาล การใส่เรื่องราว ประเด็น ปมปัญหา เงื่อนไข ให้แก่ตัวละครนั้น รวมถึงการใช้ภาษา จึงเป็นสิ่งที่ผู้เขียนให้ความระมัดระวังมาก เพื่อไม่ให้คิดไกลโตเกินวัย
“พยายามศึกษาความคิดของเด็กครับ การพูดการจา ดูว่าเด็กมีมุมมองและแง่คิดกับแต่ละเรื่องอย่างไร แต้มมีบุคลิกที่ค่อนข้างฉลาด อดทนอดกลั้น เรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว บางเรื่องก็คิดเหมือนผู้ใหญ่ บางอย่างก็ยังเหมือนเด็ก ความยากในการเขียนเรื่องนี้ก็คือ จะพยายามรักษาสมดุลอย่างไรให้ดูว่าเด็กไม่มีความคิดเป็นผู้ใหญ่จนเกินไป เพราะอาจขาดความสมจริงและเสียอรรถรส ตอนที่เขียนก็ต้องเตือนตัวเองว่า อย่าเอาคำพูดของผู้ใหญ่ไปใส่ในปาก ความคิดและคำพูดของเด็กต้องไม่ดูเกินวัย ก็ระวังเรื่องนี้มากที่สุด คืออยากทำคนอ่านเชื่อเรื่องที่เราเขียน”
ความไม่ยุติธรรม ความไม่เท่าเทียมกันในสังคม คือหนึ่งในสิ่งที่ผู้เขียนนำเสนอ จึงต้องมีกลวิธีง่ายๆ อย่างแยบยลเพื่อสื่อถึงผู้อ่านวัยเดียวกับแต้มกับตาลให้เข้าใจ “ผมพยายามสื่อถึงเรื่องพื้นที่อยู่ในโรงเรียน สามารถเกิดขึ้นได้จริง เช่น การกลั่นแกล้งกันในโรงเรียน ครูดูแลใส่ใจเด็กไม่เท่ากัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ยังไม่หายไปไหน ยังมีในสังคม ผู้ใหญ่ก็มีประสบการณ์ผ่านตรงนี้มา เด็กที่อ่านสามารถรับรู้ คือทุกวัยน่าจะมีประสบการณ์ร่วมกันตรงจุดนี้ไม่มากก็น้อย ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ทุกวัยอ่านแล้วน่าจะเข้าใจได้ไม่ยาก”
ส่วนเหตุผลที่เลือกนำเสนอประเด็นนี้ มิ่งมนัสชน บอกว่า “เรื่องความไม่เท่าเทียมกันนั้น มีอยู่ในทุกสังคม ทุกอาชีพ ทุกพื้นที่ เพียงแต่ผมเลือกนำเสนอในโรงเรียน ในแง่มุมเล็กๆ ที่สามารถนำมาขบคิดต่อว่า เราจะแก้ปัญหา หรือดำเนินชีวิตร่วมกับความไม่เท่าเทียมที่เห็นอยู่นี้อย่างไร ท้ายที่สุด ถึงแม้จะไม่สามารถแก้ไขเรื่องความไม่ยุติธรรม ความเท่าเทียมได้ เราก็น่าจะมีวิธีตั้งรับและหาทางอยู่ร่วมกับความไม่เท่าเทียมที่เกิดขึ้นนี้ได้”
มิ่งมนัสชน ทำงานประจำเป็นเจ้าหน้าที่อยู่ที่สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยมหาสารคาม และยังสร้างสรรค์งานเขียนอย่างสม่ำเสมอ จนมีผลงานเขียน อาทิ นวนิยายเรื่อง หากเธอเป็นจันทร์ ฉันขอเป็นดาว นวนิยาย (ขนาดสั้น) เรื่อง โลกของเธอมีเพียงเสียงหัวเราะและรอยยิ้ม เรื่องรักธรรมดา “ความคิดถึงควรเป็นความสุข” และรวมเรื่องสั้น “ลูกของแม่เป็นกวี”
ในช่วงแรกที่ มิ่งมนัสชน เริ่มเขียนบทกวีส่งไปยังสำนักพิมพ์ต่างๆ พอผลงานได้รับการตีพิมพ์ก็เริ่มมีไฟในการหัดเขียนเรื่องสั้น เขียนบทความ ความเรียง ไล่มาถึงนวนิยาย แต่แนวถนัดและถูกจริตมากที่สุดก็คือ งานประเภทร้อยแก้ว อย่างเรื่องสั้น นวนิยาย
“จริงๆ แล้วผมเขียนงานออกมาหลากหลาย บทกวีก็เขียนบ้าง แต่ส่วนใหญ่ผู้คนรู้จักจากวรรณกรรมเยาวชน ที่ชอบเขียนวรรณกรรมเยาวชนนั้น คงเป็นเพราะผมชอบสังเกตลักษณะท่าทางของเด็ก และชอบอ่านหนังสือวรรณกรรมเยาวชน มันก็เลยถ่ายทอดออกมาค่อนข้างไหลลื่นกว่างานประเภทอื่นๆ อีกอย่างผมคิดว่าวัยเด็กเป็นวัยที่สดใสบริสุทธิ์ และเต็มไปด้วยเสน่ห์”
ท้ายสุดสิ่งที่ มิ่งมนัสชน เล่าผ่านแต้ม ก็คือ “ชีวิตทุกคนล้วนมีอุปสรรค ไม่มีใครสมบูรณ์แบบเพียบพร้อม หากหกล้มหรือพลาดพลั้งไป ก็ไม่ควรโทษโชคชะตากรรมหรือเรื่องอื่นๆ ควรลุกขึ้นมาต่อสู้กับเรื่องร้ายๆ หยัดยืนขึ้นมาให้ได้ เพราะอย่างไร ชีวิตก็ต้องดำเนินต่อไป”







