
ภาคต่อ...บอลไทยยุคไร้เงาสื่อกีฬาตัวพ่อ
หลังจากสัปดาห์ที่ผ่านมา บริษัท สยามสปอร์ตซินดิเคท เจ้าพ่อสื่อกีฬาเมืองไทย ขอถอนตัวจากการดูแลสิทธิประโยชน์ฟุตบอลไทยพรีเมียร์ลีกทุกชุด ตั้งแต่ไทยพรีเมียร์ลีก ยามาฮ่า ดิวิชัน 1 และเอไอเอส ลีกภูมิภาค ทำให้สิทธิถ่ายทอดสดนั้นตกอยู่ที่สมาคมฟุตบอลฯ ภายใต้ประมุขลูกหนัง “บังยี” วรวีร์ มะกูดี
หลังจากสัปดาห์ที่ผ่านมา บริษัท สยามสปอร์ตซินดิเคท เจ้าพ่อสื่อกีฬาเมืองไทย ขอถอนตัวจากการดูแลสิทธิประโยชน์ฟุตบอลไทยพรีเมียร์ลีกทุกชุด ตั้งแต่ไทยพรีเมียร์ลีก ยามาฮ่า ดิวิชัน 1 และเอไอเอส ลีกภูมิภาค ทำให้สิทธิถ่ายทอดสดนั้นตกอยู่ที่สมาคมฟุตบอลฯ ภายใต้ประมุขลูกหนัง “บังยี” วรวีร์ มะกูดี
ซึ่งตอนนี้ดูเหมือนว่า “บังยี” จะตกที่นั่งลำบาก เพราะ “บิ๊กเน” เนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ยังยืนยันเจตนาเดิม หรือแถวบ้านเรียก เช็กบิลไม่เลิก
ทิ้งระเบิดลูกใหญ่ใส่ประมุขลูกหนัง เรื่องสมาคมฟุตบอลฯ ไม่เคยยื่นภาษีเงินได้ (ภ.ง.ด.55) มาตั้งแต่ปี 2550 ไม่เข้าใจว่าเพราะสาเหตุใดจึงไม่มีการยื่นเสียภาษี ขณะเดียวกันยังสงสัยในเรื่องการโฆษณาของช่องสยามกีฬาทีวี (ทรูวิชั่นส์ 69) กับช่องฟุตบอลสยาม (ทรูวิชั่นส์ 74) ที่มีการโฆษณามากมาย และเป็นนอกแพ็กเกจของทรูวิชั่นส์ ซึ่งการโฆษณาต่างๆ เหล่านั้นไม่ได้คิดเงินใช่หรือไม่ และทำไมจึงไม่คิดเงิน
ล่าสุด นายใหญ่ “ปราสาทสายฟ้า” ได้ทำหนังสือสอบถามไปยัง วรวีร์ เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา เพื่อขอความชัดเจน ทั้งนี้จะชวนเพื่อนสโมสรอีก 17 สโมสร ให้ร่วมลงชื่อเพื่อหาคำตอบเรื่องดังกล่าว
แต่เรื่องก็ยังเงียบเข้ากลีบเมฆเหมือนเดิม
เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ที่สมาคมฟุตบอลฯ “บิ๊กเปี๊ยก” องอาจ ก่อสินค้า เลขาธิการสมาคมฟุตบอลฯ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหาร บริษัท ไทยพรีเมียร์ลีก พร้อมด้วย ดร.วิชิต แย้มบุญเรือง ประธานบริษัท ไทยพรีเมียร์ลีก
หลังการประชุม ดร.วิชิต เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้ขออนุมัติเงินเพื่อปรับปรุงระบบการจัดการภายในของบริษัท ไทยพรีเมียร์ลีก เช่น ระบบคอมพิวเตอร์ ระบบอินเทอร์เน็ต จำนวนเกือบ 1 ล้านบาท
ดร.วิชิต กล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องการขอดูรายละเอียดสัญญาการดำเนินงานของบริษัท สยามสปอร์ตซินดิเคท กับสมาคมฟุตบอลฯ ของตัวแทนสโมสรไทยพรีเมียร์ลีกที่ได้มายื่นหนังสือผ่านตนนั้น คงเป็นเรื่องของสมาคมฟุตบอลฯ ที่จะพิจารณาในขั้นตอนต่อไป
แต่ไม่รู้เหมือนกันว่าจะทราบเรื่องเมื่อไหร่
ส่วนกรณีที่ “บิ๊กเน” ประธานสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ต้องการให้ทั้ง 18 สโมสรในไทยลีกร่วมเป็นคณะกรรมการของบริษัท ไทยพรีเมียร์ลีก นั้น ประธานบริษัท ไทยพรีเมียร์ลีก เผยว่า ที่ประชุมเห็นว่าจะต้องมีได้แค่ไม่เกิน 4 สโมสร โดยทางทีพีแอลจะเป็นฝ่ายเลือกและเชิญทีมอันดับ 13 จากการแข่งขันไทยพรีเมียร์ลีกฤดูกาลที่ผ่านมา คือ บุรีรัมย์ ชลบุรี เอฟซี และเอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด เข้ามาร่วมเป็นคณะกรรมการ โดยอีก 1 ทีม คือ บีอีซี เทโรศาสน ของ ไบรอัน แอล มาร์คาร์ ประธานสโมสร จะให้ดูแลงานด้านต่างประเทศของสมาพันธ์ฟุตบอลแห่งเอเชีย (เอเอฟซี) ในการร่วมประชุมหารือในเรื่องต่างๆ
ซึ่งไม่เข้าใจว่าทำไมท่านประธานทีพีแอลถึงได้เลือกที่รักมักที่ชัง เอาแค่ 4 สโมสร เพราะบรรดาไทยลีกเขาแข่งกัน 18 สโมสรไม่ใช่หรือครับท่าน?
“การที่ทีพีแอลจะให้บุรีรัมย์ ชลบุรี เมืองทองฯ ไปร่วมเป็นคณะกรรมการบริษัท ไทยพรีเมียร์ลีก ผมเห็นว่าควรจะเป็นไปตามมติของภาคีสโมสรทั้ง 18 ทีมที่ได้ร่วมกันประชุมมากกว่า และควรให้ภาคีสโมสรเป็นคนโหวตเลือกทีมที่จะไปเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการไทยลีก โดยไม่ใช่ให้ทีพีแอลมาเป็นผู้เลือกว่าจะเอาทีมใดเข้ามาร่วม เห็นว่าไม่ยุติธรรมสำหรับทีมเล็กๆ เพราะทีมเล็กๆ ก็ควรได้รับโอกาสบ้างเช่นกัน ไม่ใช่เลือกเอาแต่ทีมบิ๊กโฟร์“บิ๊กเน” ให้ทรรศนะ
ต้องลุ้นกันต่อว่าไทยพรีเมียร์ลีกยุคที่ไม่มีสยามสปอร์ตฯ หนุนหลัง สมาคมฟุตบอลฯ จะเดินไปทิศทางใด
น่าจับตาดูไม่น้อย!!







